วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

อู่สยองขวัญ


นายดอน" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากอู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์

พูดถึงเรื่องผีนี่ผมเองอยู่ในพวก 50-50 ครับ คือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง!

ถ้า เป็นตอนกลางวันแสกๆ ผู้คนคึ่กๆ รถราขวักไขว่ มีสาวๆ สวยๆ ประเภทขาวสวยหมวยอึ๋ม นุ่งกระโปรงสั้นเอวต่ำ เสื้อเกาะอก หรือดูเหมือนใส่ยกทรงตัวเดียว เดินส่ายอกบิดสะโพกข้างถนนหรือย่านศูนย์การค้า

ฮะแอ้ม! แบบนี้รับรองว่าลืมเรื่องผีเด็ดขาดครับผ้ม!

แต่ ถ้าอยู่คนเดียวเปลี่ยวใจ แถมอยู่ในห้องเช่าโดดเดี่ยวเดียวดายตอนดึกๆ คืนไหนฝนตกฟ้าร้องฟ้าผ่า ก็เล่นเอาสะดุ้งผวาเหมือนกัน...เสียงลมครวญครางกับยอ ดไม้ดังซู่ซ่าน่าวังเวง ใจ ไอ้หมาเจ้ากรรมก็หอนได้หอนดี ไม่รู้ว่าจะหอนหาพระแสงอะไรของมัน?

กลัว ผีน่ะซีครับ! อยากเก่งแต�ปากน่ะไม่ยากหรอก แต่ใครจะรู้ดีไปกว่าตัวของเราเอง ว่ายามคับขันขึ้นมาน่ะ อกใจมันเต้นตูมๆ มือไม้เย็นเฉียบ เหงือกาฬแตกซิก หน้าซีดตัวสั่นเพราะเลือดลดวูบวาบทันใด

บ้านผมอยู่ย่านบางโพ เตาปูน ประมาณนั้นแหละ ขืนบอกรายละเอียดมากกว่านี้ เดี๋ยวเจ้าของอู่ซ่อมรถเขาจะมาแหกอกเอา...ใจเย็นๆ น่าเฮีย!

แหง ละครับว่าอู่มหากาฬนั่นน่ะอยู่ในซอยบ้านผมเอง ต้องเดินผ่านเข้าออกเป็นประจำ ตอนกลางวันไม่เคยนึกถึงหรอกครับ รถราและผู้คนหนาตา ไม่มีอะไรน่าหวาดระแวง แต่ตอนกลางคืนนี่ซี...ยิ่งตกดึกบรรยากาศมันเปล่าเปลี ่ยวน่าวังเวงใจพิลึก

บ้าน ช่องปิดไฟกันหมด จะอาศัยแสงไฟฟ้าก็เอาแน่ไม่ได้ เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวดับ นานๆ จะเห็นผู้คนเดินผ่านไปมาซักที...ต่างหวาดระแวงกันและ กันแหละครับ บอกตรงๆ

ผ่าน อู่ซ่อมรถที่เปิดไฟสว่างพออาศัย เห็นรถตะละคันบิดเบี้ยว เละเทะแทบจะเป็นซากก็มี นึกถึงภาพคนขับรถซ้อนจะเป็นยังไงมั่ง...ขนหัวลุกครับ !

บางคันวง ล้อหน้าคดพับ บางคันแฮนด์บิดเบี้ยว บางคันยางฉีกขาด ประเภทโคมไฟยับย่นเหมือนไม่ได้ทำด้วยเหล็กก็มี ขาตั้งรถเอียงกะเท่เร่ก็มี...แล้วพวกมนุษย์หนังบางๆ หรือเนื้อหุ้มจะมีสภาพแบบไหน?

เคยเห็นเลือดแห้งๆ เกรอะกรังตามตัวถัง...คิดแล้วขนหัวลุก!

ขนาด เมาดีมาเดินกลับดึกๆ เห็นแล้วแทบสร่างเมา ปากคอแห้งผากไปหมด ว่าจะไม่มองก็อดไม่ได้...อุปาทานทำให้เห็นรูปเงาวูบว าบเหมือนคนนั่งฟุบหน้า ก็มี นั่งตัวตรงแข็งทื่อก็มี พอจ้องมองอีกทีก็หายไปแล้ว

บางคืนจ้ำ อ้าวเลยผม บางคืนแข้งขาหนักอึ้งจนแทบยกไม่ขึ้น เหงื่อกาฬหยดเผาะๆ พวกหมูหมาเจ้ากรรมก็กระหน่ำซ้ำเติมด้วยการหอนรับโหยห วนซะอีก เอากะมันซิ!

ผมกับเพื่อนๆ ชอบก๊งกันตอนเลิกงานบ่อยหน กระทั่งคืนหนึ่งเจอดีเข้าจนได้

คืน เกิดเหตุเงินเดือนออกพอดี ร้านไหนๆ ก็มีคอสุราฮาเฮกันแน่นตรึมทั้งนั้น...พูดกันเล่นๆ ว่าจำหน้าเพื่อนไม่ได้เมื่อไหร่ค่อยกลับบ้านละกัน

แหม! อีตอนที่เดินเข้าซอยเปลี่ยวตอนดึกสงัดนี่ซีครับ คิดว่าเมาได้ที่แล้วเชียว ไหงพิษเหล้ามันเบาบางลงเร็วจัง...จากการเดินเซนิดๆ ตอนเข้าซอยกลับเดินตัวตรงแหนว...นึกถึงเรื่องน่าขนหั วลุกที่อู่ซ่อมรถขึ้นมา ทันใด!

เมื่อ 2-3 วันก่อน พวกช่างที่นั่นเขาลือกันเรื่องมอเตอร์ไซค์ที่พ่อเอาม าซ่อม ลูกชายขับไปเสยปิกอัพคอหักคาที่เมื่ออาทิตย์ก่อน...ก ำลังซ่อมอยู่ดีๆ เครื่องยนต์พลันดังกระหึ่ม เล่นเอากระโดดโหยงไปตามๆ กัน

หาว่า เครื่องหลวมบ้าง บังเอิญบ้าง แต่คนกลัวผีก็ไม่วายพูดกันว่า ผีดุ...วันรุ่งขั้นก็เกิดเรื่องประหลาด อยู่ดีๆ รถคันนั้นก็ล้มโครมทั้งที่ตั้งอยู่บนเหล็กฉาก เป็นแท่นสำหรับค้ำรถซ่อม เหตุเกิดตอนเย็นๆ ด้วย ช่างบางคนเดินตัวสั่นไปขอลากลับเลย

ผมมาถึงหน้าอู่ที่เงียบเชียบ สว่างโพลง เห็นรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่หลายคันรู้สึกอากาศเย็นวูบ เสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก

ทัน ใดนั้น แสงไฟจากโคมหน้ารถคันหนึ่งก็สว่างจ้าขึ้นดื้อๆ ผมชะงักกึกแม้จะไม่รู้ว่ารถผีสิงที่เขาเล่าเป็นคันไห น แต่ใจมันคิดแต่ว่า...คันนี้แน่แล้ว!

อาราธนาหลวงพ่อโกยวัดหน้า ตั้งซีครับ รถจอดอยู่ดีๆ ไม่มีคนขับเปิดไฟได้เองกลางดึก ขืนชักช้าเกิดเห็นใครนั่งถ่างขาคร่อมอานจ้องมองมา มีหวังช็อกตายคาที่อยู่ตรงนั้นเอง จริงมั้ยครับ?
Share:

ปีศาจโรงนวด

สมัย หนุ่มๆ ผมเป็นนักเที่ยวเสเพลตัวยง สาเหตุเพราะตลาดหุ้นกำลังบูมสุดๆ พวกเราทำกำไรวันละหมื่นสองหมื่นกว่าถือว่าจิ๊บจ๊อย บางวันได้เป็นเรือนแสนก็มี ทำให้กระเป๋าหนัก เที่ยวเตร่กันได้ไม่อั้น เริ่มตั้งแต่ตอนบ่ายใกล้เย็นที่โรงนวดขาประจำ

อุ่นเครื่องด้วยเบียร์เย็นที่โต๊ะหน้าตู้กระจกไฟอร่า ม มองดูสาวสวยที่เราคุ้นหน้าพวกเธอหลายคน มีนักเที่ยวหน้าใหม่ๆ เข้าไปเมียงมอง คิดไม่ตกว่าจะเลือกใครดี

คนเชียร์แขกระดับเหยี่ยวถลาลมก็จะปราดเข้าประกบทันที จัดการแนะนำคนนั้นคนนี้ให้ หรือไม่ก็ถามสเป๊กว่าต้องการยังไง? แบบไหน? รับรองว่าจัดสรรให้เรียบร้อยทุกรายซีน่า...ผมมี "หลิน" สาวเชียร์แขกวัย 30 เศษคอยดูแลมาเกือบปีแล้วครับ

หลายๆ คนเข้ามาเดินดูสาวงามตู้กระจกอย่างเดียว จนกระทั่งชื่นตาชื่นใจแล้วก็เดินดุ่มๆ ออกไปหน้าตาเฉยซะงั้น...จะเก็บเอาไปฝันเปรี้ยวฝันหวา นยังไงก็ไม่ทราบ บางคนก็มาละเลียดเบียร์ขวดสองขวด คนเชียร์แขกโฉบเข้าไปหา พี่แกก็บอกว่ารอดูก่อน แต่ไม่เห็นเคยขึ้นห้องซักที

พวกเราน่ะไม่ใช่นักเที่ยวประเภท "ขี่ม้าชมสวน" แบบนั้นแน่ๆ แต่ยังไม่รีบร้อนลงอ่างตอนนี้ยกเว้นแต่จะจำเป็นจริงๆ เช่น เห็นคนสวยสะดุดตาสะดุดใจบ้าง เพื่อนฝูงเคยขึ้นห้องมาก่อนแล้วยืนยันว่าบริการทุกระ ดับประทับใจบ้าง เลยให้หลินเรียกมาคุยกันก่อน

ส่วนมากเรามักจะคุยกันเรื่องสัพเพเหระ เช่น ตลาดหุ้นที่เพิ่งได้-เสียกันมากับ "เทรนด์" ของตลาดในวันรุ่งขึ้น...พอได้เบอร์ที่ต้องการก็แยกย้ ายกันไป นานๆ จะนัดหมายกันตอนจ่ายเงินเสร็จ ออกไปหาข้าวต้มกินกันตามโรงแรมไงครับ...ส่วนมากจะเป็ นวันศุกร์วันเสาร์ รุ่งขึ้นได้พักยาวเต็มที่

เหตุการณ์ขนหัวลุกอุบัติขึ้นในคืนวันศุกร์ต้นเดือน!

แขกหนาตาตั้งแต่หัวค่ำ เด็กเสิร์ฟแทบจะชนกันตาย คนเชียร์แขกไม่ต้องเสียเวลากล่อม มีแต่คนนั้นเรียกคนนี้เรียก "เด็ก" แทบจะไม่มีโอกาสนั่งตู้ก็ว่าได้

"หลิน" ทักทายแขกแล้วไปคว้าไมค์...ยกมือไหว้ผมแล้วรีบไปทักท ายแขกคนใหม่ ในคาเฟ่ก็มีคนเต็มทุกโต๊ะ นักร้องได้มาลัยเป็นกอบเป็นกำน่าชื่นใจ...ผมชักอยากอ าบน้ำอาบท่าเพราะรู้สึก ล้าๆ อยากนอนแช่น้ำอุ่นจัดให้สบายตัว

เพื่อนคนหนึ่งออกไปก่อน อีกสองคนทำท่าว่าถูกสเป๊กนักร้องสาวที่กระแซะๆ ไม่ยอมห่าง...ผมเรียกบ๋อยให้ไปตามหลินมา ในใจคิดไว้สองเบอร์ที่คุ้นเคยกันมาก่อน ทั้งอาบน้ำและนวดล้วนฝีมือยอดเยี่ยมทั้งคู่

"เบอร์ไหนดีพี่?" หลินเข้ามาถามรวดเร็วทันใจ บอกว่า 56 แล้วกัน ถ้าไม่ว่างเอา 35 ก็ได้...หลินบอกไม่แน่ใจว่าทำงานหรือยัง? จะรีบไปดูให้...คนเชียร์แขกบริการลูกค้าเต็มที่ ถ้าเราคอยทิปครั้งสองสามร้อยบาทเป็นประจำ

ใครขี้เหนียวเป็นตังเมอย่าริอ่านเป็นนักเที่ยวเลยครั บ จำศีลอยู่กับบ้านดีกว่า!

คล้อยหลังหลินไม่นานผมก็ลุกตามออกไป ธรรมดาจะคอยให้พาเด็กมาส่งที่โต๊ะ แต่คืนนั้นผมอยากแช่น้ำอุ่นจัดเต็มที...ปรากฏว่าเบอร ์ 56 ในชุดแดงเพลิงเดินอกกระเพื่อมเข้ามาหาพร้อมกับเบอร์ห ้องเรียบร้อย

...ตอนที่นอนหลับตาแช่น้ำอุ่น ผมนึกถึงเรื่องสยองเมื่อเดือนก่อน มีแขกขี้เมาก้าวลงในอ่างที่มีน้ำร้อนจัด แม่บ้านไขน้ำทิ้งไว้ส่งเดช หมอนวดยังไม่ได้ปรับอุณหภูมิ...เสียงตูมเมื่อล้มโครม ลงทั้งตัว ไหนจะเมา ไหนจะช็อกเพราะน้ำที่ร้อนจนเกือบเดือด หมอนวดเห็นเข้าก็ได้แต่ร้องกรี๊ดๆๆ แบบคนสติแตก

แขกขี้เมาตายคาอ่าง หมอนวดหายหน้าไป...ถ้าวิญญาณมีจริงคงจะสิงสู่อยู่แน่ ๆ ว่าแต่เป็นห้องนี้หรือเปล่า?

ผมรู้สึกปากคอแห้งผาก เสียววูบไปตามไขสันหลัง ลืมตาเห็นหน้าสาวสวยอยู่ใกล้ๆ แต่พร่าเลือนยังไงชอบกล...รีบลุกให้ล้างเนื้อล้างตัว ขึ้นไปนอนใจระทึกอยู่บนเตียง...แสงไฟหรี่สลัว มีเสียงถามยั่วเย้าว่ากลัวผีเหรอ...

"อย่าว่าแต่พี่เลย ต่ายก็กลัวค่ะ..." เธอหลุดปากเสียงสั่นเครือ "โธ่...เขาเพิ่งพบศพพี่หลินผูกคอตายเมื่อเช้านี้เอง.. .เผื่อแกโผล่มาทำงานมี หวังช็อกตายไปตามๆ กัน"
Share:

คนเล่นของ

สมัยเด็กผมอยู่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ได้พบเห็นเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ส่วนมากเกี่ยวกับอยู่ยงคงกระพัน บ้างก็มีพระห้อยคอ บ้างก็มีตะกรุดหรือผ้ายันต์ติดตัว ที่แน่ๆ คือผู้ชายจะสักยันต์ต่างๆ กันทุกคนไป

ชายชราอายุห้าสิบเศษชื่อลุงดั่น มีอาชีพทำสวนผักอยู่ใกล้ๆ บ้านผม ลูกๆ แกเติบโตแยกย้ายกันไปหมดแล้ว อยู่กับเมียชื่อป้าแววเพียงสองคนตายาย เป็นคนเล่าเรื่องของขลังต่างๆ ให้ผมฟังหลายครั้ง โดยเฉพาะความเชื่อถือในกฎเกณฑ์เก่าๆ อย่างเคร่งครัดแทบไม่น่าเชื่อ

ลุงดั่นบอกว่าคนเล่นของจะไม่ยอมไปกินอาหารในงานศพ ถ้าไปงานศพกลับมาต้องรีบล้างหน้าด้วยน้ำมนต์ หรือน้ำแช่ใบทับทิม

ไม่กินผลไม้ เช่น มะเฟืองและละมุดเด็ดขาด เพราะถือว่าคล้ายคลึงกับอวัยวะเพศของสตรี แม้แต่น้ำเต้าก็ไม่กิน เพราะทั้งชื่อและลักษณะเหมือนทรวงอกผู้หญิง

ไม่ลอดราวตากผ้า ไม่ลอดใต้บันได เพราะเชื่อว่าจะทำให้ของเสื่อม

ถ้าเข้าส้วม (หรือเว็จ) ข้างๆ บ้าน แล้วมีใครมาตะโกนเรียกก็จะไม่ยอมขานรับเลย จนกว่าจะโผล่ออกมาแล้ว

ลุงดั่นมีห้องพระเล็กๆ อยู่ข้างห้องนอน แกเคยพาผมเข้าไปดูครั้งหนึ่งก็เห็นบรรยากาศดูทึบทึมน ่ากลัว มีพระ บูชากับเทวรูป ตุ๊กตาเด็กสูงราวหนึ่งศอก ปิดทองแทบทั้งตัว...แกบอกว่าเลี้ยงกุมารทองไว้เฝ้าบ้ านด้วย

"ถ้ามีใครคิดร้ายบุกเข้ามา กุมารทองของข้าก็จะจัดการมันเอง" แกบอกผมพร้อมเสียงหัวเราะ แต่แววตาดูเ้ยมเกรียมน่าขนลุก

พ่อผมเล่าว่า เมื่อหนุ่มๆ ลุงดั่นเป็นนักเลงใหญ่ ก่อศัตรูไว้มากมาย แม้ว่าต่อมาแกจะวางมือ หรือ "ถอดเขี้ยวถอดเล็บ" แล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าพวกศัตรูเก่าๆ ยังจะอาฆาตจองเวรอยู่หรือเปล่า? ด้วยเหตุนี้เอง ลุงดั่นจึงต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

คืนหนึ่งก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงคล้ายสัตว์ขู่คำราม ระคนกับเสียงเด็กแผดร้องโหยหวน ตามด้วยเสียงแช่งด่าของลุงดั่น...จนกระทั่งเสียงน่าก ลัวต่างๆ เงียบหายไป พวกเราจึงจุดไฟออกไปดู

ภาพที่เห็นทำให้ตกตะลึงไปตามๆ กัน!

ลุงดั่นนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว หน้าอกกับแผ่นหลังพราวด้วยลายสักยันต์ มือถือดาบยืนจังก้าอยู่ที่หัวบันได สายลมพัดยอดไม้ดังซู่ซ่าเกรียวกราว ฟังเหมือนเสียงใครกลุ่มหนึ่งกำลังหัวเราะครืนอย่างเย ้ยหยัน

"มาฆ่ากูซีวะ ไอ้เดนนรก! เมียกูไปทำอะไรให้มึง ไอ้หน้าตัวเมีย...รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้"

เพื่อนบ้านช่วยกันปลอบโยน ลุงดั่นโยนดาบทิ้ง นั่งซบหน้ากับฝ่ามือสะอื้นฮัก...เมื่อเข้าไปในห้องก็ ผงะหน้าไปตามๆ กัน

ป้าแววนอนหงายลืมตาโพลง เลือดท่วมตัว ใบหน้าและทรวงอกมีริ้วรอยเหมือนถูกกรงเล็บสัตว์ฉีกเห วอะหวะอย่างน่า สยอง...ใกล้ๆ กันนั้นมีร่างของตุ๊กตาที่เรียกกันว่ากุมารทอง คอขาด แขนขาหักรุ่งริ่งแทบกลายเป็นเศษดินด้วยซ้ำไป!

ไม่ต้องบอกก็รู้กันดีว่า ศัตรูเก่าของลุงดั่นตามมาอาฆาตจองเวรอย่างไม่ลดละ... แม้ว่าจะทำร้ายลุงดั่น ไม่ได้ เมีย ของแกก็ต้องรับเคราะห์แทน

เมื่อเผาศพป้าแววแล้ว ลุงดั่นก็หาสายสิญจน์มาล้อมบ้านไว้ ตอนกลางคืนก็ถือดาบลงไปเดินวนเวียนรอบบ้าน ด้วยความหวาดระแวงว่าจะถูกศัตรูปองร้ายอีกครั้ง

สิ่งที่ทำให้เพื่อนบ้านขนหัวลุกก็คือ ตอนดึกๆ เมื่อลุงดั่นขึ้นไปนอนแล้ว มักมีเสียงหมาหอนโหยหวน ดังเยือกเย็นเข้าไปถึงหัวใจ...หลายๆ คนโผล่หน้าต่างดูก็เห็นป้าแววเดินเลาะอยู่ริมรั้วไม้ ไผ่ที่มีสายสิญจน์ล้อม รอบ พลางร่ำไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะเดินหายลับไปทางป่าช้า

อีกราว เดือนเศษ ลุงดั่นก็นอนหลับไปตลอดกาล ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลใดๆ เลย คนลือกันว่าป้าแววหาโอกาสเข้าไปในบ้านจนได้ บางคนก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของศัตรูเก่า เข้าทำนอง "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" คนเล่นของอย่างลุงดั่นจึงปิดตำนานลงเพียงนี้เอง!
Share:

ว่าด้วยเรื่องของ...เปรต / นพวรรณ

ดิฉัน เติบโตมาในความเชื่อให้เกรงกลัวต่อบาปและการทำผิด จำได้สิ่งที่เด็กๆรุ่นราวคราวเดียวกับดิฉันรู้สึกหวา ดกลัวและไม่อยากจะเป็น คือ เปรต...จินตนาการของเด็กเมื่อนึกถึงเปรตนั้นช่างน่าห วาดกลัวเพราะทั้งลำตัว ที่ยืดยาว ปากเท่ารูเข็ม เพราะไปเป็นคนชอบดุด่าผู้มีพระคุณ มือและเท้าโตเท่าใบลาน เพราะชอบทำร้ายร่างกายบุพการีของตัวเอง เปรตจึงไม่อาจกินอะไรได้อย่างใจนึกเวลาจะกินก็ทรมาน ต้องอยู่อย่างอดอยากหิวโหย นี่ดูคล้ายจะเป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้น้อยรู้จักกตั ญญูต่อผู้มีพระคุณของ ตัวเอง

เปรตคือโอปปาติกะ เกิดจากคนเราเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ชอบประกอบอกุศกรรมเ ป็นอาจิณ เปรตนั้นมีรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่กรรมที ่พวกเขากระทำ ในไตรภูมิพระร่วงตอนเปรตภูมิ ได้กล่าวถึงเปรตไว้มากมายหลายจำพวก มีถิ่นฐานอยู่รอบเมืองราชคฤห์ กลางสมุทร เหนือขุนเขา บ้างก็มีพาหนะเที่ยวไปในอากาศ ครั้นเดือนแรมเป็นเปรต เดือนขึ้นเป็นเทพยดา หรือกลับกันก็มี แฝงอยู่ในต้นไม้ใหญ่ เป็นพวกผีเสื้อ ผีในต้นไม้ก็มี บ้างก็ซ่อนตนอยู่ในแผ่นดินก็มี!!


เปรตบางจำพวกตัวงามดั่งทอง แต่ปากเหม็นหนักหนามีหนอนเต็มปากก็มีเหตุที่เป็นเช่น นั้นเพราะเคยรักษาศีล จึงมีตัวงดงามแต่ปากเหม็นหนอนกินปากเพราะได้ติเตียนย ุนงสงฆ์ให้ผิดกัน ยังมีอีกหลากประเภทของเปรตที่แตกต่างกันไปตามการกระท ำเช่นคนหลอกลวงค้าขาย สมัยก่อนคงมีไม่กี่เรื่อง คนโบราณจึงยกตัวอย่างเรื่องข้าวว่า ตอนมีชีวิตหลอกลวงคนด้วยการนำข้าวดีผสมข้าวเลวขายให้ คนอื่น ครั้นตายไปจึงต้องกอบเอาข้าวที่ลุกเป็นไฟมาใส่บนหัวต ัวเอง เป็นต้น


ส่วนเปรตในตำนานผีไทยกล่าวไว้ว่ามีอยู่ 12 ตระกูลใหญ่สามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากประชุมศิลาจา รึกวันพระเชตุพนวิมลมัง คลาราม เล่ม 1ซึ่งนอกจาก 12 ตระกูลใหญ่ของเปรตแล้วยังแบ่งออกเป็น 19 จำพวกอีก เช่นเปรตผู้มีขนเป็นเข็ม หรือผู้มีขนเป็นกรดและยังมีเปรตผู้มีเท้าข้างเดียว และยังมีเปรตเท้ามาก เปรตมือข้างเดียว และมีมือมากอีกด้วย เป็นต้น


นอกจากนี้เปรตยังถูกแบ่งออกเป็นเปรตไม่สมประกอบอีก สี่ชนิด ที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นเปรตที่มีรูปร่างไม่สมประกอบ ร่างกายซูบผอมอดโซแล้ว ยังมีเปรตที่รูปร่างพิการต่างๆ และเปรตที่ต้องอยู่ตามลำพังด้วยอำนาจบาปกรรมที่ได้เค ยทำเอาไว้และสุดท้ายคือ เปรตที่มีรูปร่างอย่างมนุษย์ทั่วไป มีวิมานอยู่แต่ในยามกลางคืนต้องออกจากวิมานไปเสวยกรร มจนกว่าจะถึงรุ่งสาง เปรตชนิดนี้เรียกว่า วิมานนิกเปรต ค่ะ


คำว่า เปรต แปลว่า ผู้ละโลกนี้ไปแล้ว ผู้ตายไปแล้ว ใน ทางพุทธศาสนาหมายถึง สัตว์พวกหนึ่งที่ที่เกิดในเปตสิสัยซึ่งเป็นอบายภูมิ ๑ ใน ๔ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าประเภทของเปรตมีหลายประเภท เช่นประเภทหนึ่งเรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต คือเปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญที่มีผู้ทำอุท ิศให้ หากไม่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ก็มักจะกินเลือดและห นองของตัวเองเป็นอาหาร โบราณมีความเชื่อที่ว่า ถ้าใครทำร้ายพ่อแม่ ชาติหน้าจะไปเกิดเป็นผีเปรต เป็นต้น


สมัยก่อนตำนานที่ถือเป็นเรื่องเล่าของเปรตที่ดังที่ส ุดเห็นจะเป็น ตำนานเปรตวัดสุทัศน์ที่มักถูกเล่าคู่กับตำนานแร้งวัด สระเกศ เหตุก็เพราะเป็นความเชื่อครั้งต้นรัตนโกสินทร์ที่กล่ าวถึงเปรตวัดสุทัศนเทพ วรารามราชวรมหาวิทหาร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่เก ิดโรคห่าระบาด ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าภายในสิบห้าวันมีผู้คนล้มตายกว่าหมื่นคน กระทั่งเผาศพในพระนครไม่ทัน ต้องนำร่างผู้เสียชีวิตมาไว้ที่ประตูผีใกล้ๆ กับวัดสระเกศ จึงเป็นเหตุให้มีแร้งกา มาจิกกินร่างไร้วิญญาณเหล่านั้น


ประกอบกับวัดสุทัศน์ฯ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเปรตนอนพาดกายและมีภิกษุย ินพิจารณาสติอยู่ ซึ่งภาพนี้ถือว่ามีชื่อเสียงในอดีตเป็นที่เลื่องลือว ่าต้องไปชมกับตา จึงกลายเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามีเปรตที่วัดสุท ัศน์ฯ นั่นเอง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนั้นมาแต่โบราณเล่าว่า อาจเป็นเพราะเสาชิงช้าหน้าวัดประกอบกับสายหมอกยามเช้ าที่ทำให้ใครต่อใครหลง คิดกันไปว่า ตัวได้พบเปรตมาขอส่วนบุญก็เป็นได้


เรื่อง ราวของเปรตจะมีจริงหรือไม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันสนใจจะพิสูจน์ แต่สิ่งที่ดิฉันสนใจก็คือ ประเภทและลักษณะของเปรตและสิ่งที่คนรุ่นโบราณได้บอกเ ล่าผ่านภาพเปรตที่ดูน่า หวาดกลัวนั่นต่างหากที่สอนให้เราระลึกได้ว่า เมื่อครั้งที่เรามีชีวิตอยู่ มีลมหายใจ และยังคงความเป็นมนุษย์อย่างเช่นทุกวันนี้ เราควรปฏิบัติตัวอย่างไร.
Share:

คืนหนึ่งที่อยุธยา!

ครูเล็ก" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อพาเด็กไปทัศน ศึกษา

ดิฉัน เป็นครูของเด็กนักเรียนระดับประถม โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นี่ล่ะค่ะ เหตุการณ์ขนหัวลุกที่จะเล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อดิฉันต้องดูแลเด็กๆ ไปเข้าค่ายที่อยุธยา

โรงเรียนดังกล่าวนี้เป็นโรงเรียนแบบสองภาษา ค่าเล่าเรียนค่อนข้างสูง แถมยังมีการสอนพิเศษอื่นๆ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับนักเรียนให้ดีที่สุด เช่น ว่ายน้ำ คอมพิวเตอร์ บัลเลต์ แต่ละคอร์สนั้นมีค่าใช้จ่ายคนละหลายพัน เช่นเดียวกับการออกไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ซึ่งแต่ละครั้งผู้ปกครองต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าห้าพันบาท

ที่บอกมานี้ไม่ได้อวด หรือทำให้ท่านผู้อ่านเกิดอาการขนหัวลุกกับค่าใช้จ่าย นะคะ!

สมัยนี้ก็แบบนี้ล่ะค่ะ ดิฉันเพียงแต่จะให้เห็นภาพว่าสิ่งแวด ล้อมโดยรวมของโรงเรียนและลูกศิษย์ตัวน้อยนั้น ทุกอย่างต้องชั้นหนึ่งเสมอ

การพา เด็กไปเข้าค่ายทุกครั้ง เราก็ไม่ได้พาเด็กไปนอนกลางดินกินกลางทรายตามค่ายพัก แรมทั่วๆ ไปนะคะ แต่เราไปเหมาชั้นของโรงแรมระดับสี่ดาวขึ้นไป ผู้ปกครองจะตามไปดูก็ได้ค่ะ และทุกท่านพอใจมากในการที่เห็นลูกๆ ได้อยู่สบายและปลอดภัยที่สุด...ลูกศิษย์ดิฉันนอนห้อง แอร์ ตื่นเช้าก็กินเบรกฟาสต์อย่างดี และขึ้นรถทัวร์ไปทัศนศึกษา

การพาเด็กไปเข้าค่ายคราวนี้ เราไปถึงสุโขทัยแน่ะค่ะ เด็กๆ สนุกมาก ขากลับเข้ากรุงเทพฯ เราก็ค้างที่อยุธยากัน 2 คืน

โรงแรม หรูที่อยุธยานี่สะดวกสบายมากค่ะ เราให้เด็กนอนห้องละ 3-4 คน โดยแยกเด็กหญิงกับเด็กชาย รวมเด็กทั้งหมดร้อยคนเศษ เป็นเด็ก ป.4 กำลังน่ารักน่าเอ็นดูกันทั้งนั้น

คืนแรกที่ไปถึง เด็กๆ ตื่นเต้นสนุกสนาน แม้จะเดินทางไกลกลับมาจากสุโขทัยก็ตาม พวกเขามีพลังเหลือเฟือจริงๆ พวกครูๆ สิคะชักจะเหนื่อยแล้วล่ะ แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางของเด็กๆ แล้วเราก็ชื่นใจหายเหนื่อย

ราว 4 ทุ่ม ดูแลความเรียบร้อย พาลูกศิษย์เข้านอนครบทุกคน น่าสังเกตว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่นอนหัวค่ำ ราว 3-4 ทุ่มแกก็ง่วงกันแล้วค่ะ ทำให้งานของครูๆ เบาลงเยอะเชียว

ดิฉันอยู่ในบรรยากาศที่น่าสบายใจมาก หลังจากไปเซย์กู้ด ไนต์กับเด็กทุกห้องแล้ว ดิฉันก็กลับมานอนกับลูกศิษย์ 3 คนในห้องพัก ที่อยู่ในช่วงกลางของห้องทั้งหมดในฟลอร์นั้น

ห้องนี้ก็อยู่หน้าลิฟต์พอดีเป๊ะ!

เมื่อเด็กๆ หลับกันหมดแล้ว ดิฉันก็เขียนรายงานประจำวันอีก 2-3 หน้า จากนั้นก็อาบน้ำแล้วปิดไฟนอน

กลาง ดึกสงัด และเสียงเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศ ดิฉันลืมตาขึ้นในความมืด หูแว่วเสียงเด็กจำนวนมากมาเล่นกันอยู่ที่หน้าห้อง... มันเป็นเสียงเจี๊ยวจ๊าว ราวกับพวกแกกำลังสนุกสนานกันสุดขีด สงสัยว่าจะวิ่งเล่นไล่จับกันมั้ง นั่นน่ะ?

ดิฉันนอนนิ่ง ลืมตาโพลง ท่านผู้อ่านคงจะเห็นใจดิฉันนะคะ ว่าคนเพิ่งตื่นใหม่ๆ ช่วง 2-3 วินาทีแรกมันมึนงงน่าดูเลย จับต้นชนปลายไม่ถูกทีเดียว หลังจากนั้น สติก็เริ่มมา

ดิฉันขนลุกซ่า...มันอะไรกันนี่? เป็นไปไม่ได้แน่!

ขณะ ผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงหัวเราะเฮฮาของเด็กๆ หน้าห้องก็ยังได้ยินอยู่อย่างชัดเจน...เป็นเด็กธรรมด าๆ นี่ล่ะค่ะ ลองนึกภาพตามมานะคะ...เสียงนั้นไม่ผิดอะไรกับเด็กสัก สิบคนมาวิ่งเล่นกัน จริงๆ แต่ดิฉันก็ตระหนักดีว่ามันเป็นไปไม่ได้...ยิ่งเมื่อห ยิบนาฬิกาขึ้นมาดูและพบ ว่าเป็นเวลาตี 2 ดิฉันก็ยิ่งขนลุก แต่เสียงที่เหมือนมนุษย์ธรรมดาๆ ทำให้ดิฉันชักลังเล

เอ...รึว่าลูกศิษย์แสนซนจะนอนไม่หลับเลยลุกมาวิ่งเล่ นกัน แต่...มันเป็นไปไม่ได้!

ไม่ รู้อะไรมาดลใจ ดิฉันลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยรู้ตัวนัก แล้วเดินไปที่ประตู...หลังจากชะงักอยู่อึดใจ ดิฉันก็ปลดโซ่ ปลดล็อก เปิดประตูออกดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น?

คุณพระช่วย! ดิฉันเย็บวาบไปทั้งร่าง คิดว่าจะเจอแต่ความว่างเปล่า...แต่ไม่ใช่ค่ะ! มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอยู่ที่หน้าห้อง เธอนุ่งผ้าถุงสีแดง ใส่เสื้อคอกระเช้าสีขาวสะอาด ผมสั้นแค่หูเหมือนเด็กนักเรียน

เธอกำลังกระโดดเชือกเล่นอยู่คนเดียว และหันหลังให้ดิฉันด้วย

ไม่ต้องเดาหรอกค่ะ เห็นแค่นั้น...ดิฉันก็รู้ว่าผี!!

ทัน ใดที่ดิฉันนึกถึงคำว่า "ผี" เด็กน้อยก็หยุดกึก ยืนนิ่ง มือทั้งสองที่แต่ละข้างถือปลายเชือกห้อยอยู่ข้างตัว และแล้ว...เธอก็ค่อยๆ หันมา...หันมา...แต่ส่วนไหล่และช่วงลำตัวยังนิ่งสนิท คล้ายรูปปั้น เธอหันเหมือนลินดา แบลร์ ในหนังเรื่อง "เอ็กโซซิสต์" ยังไงยังงั้น

ใบหน้าเธอสะสวยน่ารัก และเธอยิ้มให้อย่างแจ่มใสที่สุด แต่ดิฉันหน้ามืด วูบไปเลยค่ะ

เป็น อันรู้กันว่าดิฉันเหนื่อยจนลมจับกลางดึก ขณะมาตรวจความเรียบร้อยของเด็กๆ อีกรอบ มีเพื่อนครูของดิฉันไม่กี่คนที่รู้ความจริง...ความจร ิงที่น่าขนหัวลุกที่สุด ค่ะ!
Share:

วิญญาณยังอยู่

"ฤทัย" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อวิญญาณมาเยือน* ดิฉันชอบอ่านหนังสือเรื่องจิตวิญญาณ และความเร้นลับต่างๆ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะในชีวิตจริงดิฉันพบเจอเรื่องทำนองนี้เ ป็นประจำ

วัน หนึ่ง ดิฉันได้หนังสือภาษาอังกฤษมาเล่มหนึ่ง อ่านยากสักหน่อย และต้องเปิดดิกชันนารีกันชุลมุน แต่ก็ไม่ท้อหรอกค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องผีที่คนอเมริกันเขาเขียนเล่าสู่กั นฟัง

เมื่ออ่าน แล้วก็รู้สึกดีใจ เพราะได้พบว่าฝรั่งเขาก็เชื่อเรื่องผีวิญญาณกันมากที เดียว...และประสบการณ์ ของเขาก็เหมือนกับของเราเปี๊ยบเลย อย่างนี้จะว่าผีไม่มีจริงได้อย่างไร?

ขอเล่าเรื่องของดิฉันก่อนนะคะ

ดัง ที่บอกมาแล้วว่า ดิฉันมักจะได้ประสบเรื่องเหล่านี้บ่อยมาก จนเพื่อนๆ บอกว่ามีซิกธ์เซนส์ หรือสัมผัสที่หก ก็เกือบๆ จะเป็นคนเห็นผีละค่ะ แต่ไม่ถึงขนาดนั้น นับว่ายังโชคดี...ไม่งั้นป่านนี้หัวโกร๋นต้องซื้อวิก ใส่แล้ว

เรื่องเจ๋งที่สุดเกิดขึ้น 30 กว่าปีก่อน ตอนดิฉันอายุ 12 ปีเท่านั้นเอง!

ดิฉันนอนกับพี่สาวในห้องนอนของเรา โดยอยู่กันคนละเตียง มีโต๊ะคั่นกลาง พี่สาวนอนด้านในชิดผนังห้อง

คืน หนึ่งราวตีสอง ดิฉันตื่นขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งน่าแปลกมาก เพราะเด็กขนาดนั้นมักจะนอนรวดเดียวถึงเช้า แต่คืนนั้นตื่นและรู้สึกว่ามีใครมา ปกติเวลานอนเราจะดับไฟมืดสนิท ดิฉันลืมตาในความมืด และประตูห้องก็เปิดออก...มันเปิดได้ยังไงทั้งๆ ที่เราล็อกไว้ดิบดี? เอ...หรือว่าจะลืมล็อก...

ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ดิฉันรีบเปิดไฟหัวเตียง ส่วนพี่สาวนอนหลับสนิทเลยค่ะ

ใคร คนนั้นคือ "น้าแป้ง" ของดิฉันเอง เธอเป็นคนที่ดิฉันรักมาก ตอนนั้นเธออายุ 24 ปี เป็นน้องคนสุดท้องของแม่ และสวยมาก น้าแป้งเรียนจบปริญญาโท ทำงานบริษัทฝรั่งได้เงินเดือนสูง ขับรถคันหรู จำได้ว่าเป็นยี่ห้อจากัวร์ สีน้ำตาลเป็นมันปลาบ ขับไปทางไหนคนก็มองเหลียวหลัง

พอเห็นว่าเป็นน้าแป้งก็โล่งใจ แต่แปลกใจว่าน้าแป้งเข้ามาทำไมตอนดึกๆ อย่างนี้?

ปรากฏ ว่าเธอมาถึงเตียงดิฉันและนั่งลงริมเตียง ดิฉันยังรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ยวบลงมา เธอยิ้ม...ใบหน้านั้นสวยแต่ดูเหมือนหน้ากาก! คือมันแห้งผาก ไร้ชีวิตชีวายังไงพิกล...น้าแป้งยกนิ้วชี้แตะปากตัวเ องเป็นเชิงให้ดิฉัน เงียบๆ แล้วเธอก็พูดเบาๆ ว่า "น้าจะไปแล้วนะ บอกแม่ด้วยว่าน้าไม่เป็นไรเลย ไม่เจ็บไม่ทรมาน สบายดีทุกอย่าง"

เธอพูดได้แค่นี้ก็ลุกขึ้นยืนและ เดินออกไป ดิฉันชันตัวขึ้นมองตามหลัง สังเกตเห็นว่าเท้าเธอไม่ติดพื้นค่ะ...มันลอยขึ้นมาเห มือนเธอเดินอยู่กลาง อากาศ

เท่านั้นแหละ ดิฉันวิ่งอ้าวไปที่ห้องแม่ ร้องไห้ใหญ่ แม่บอกว่าดิฉันฝันไป...แต่พอตอนเช้าก็รู้ข่าวว่าน้าแ ป้งรถคว่ำ เสียชีวิตตอนตีหนึ่งกว่าๆ

เรื่องที่ดิฉันพบนี่น่าประทับใจมาก ทุกวันนี้เรายังพูดถึงกันไม่รู้เบื่อ มันพิสูจน์ได้ว่าวิญญาณมีจริง และดิฉันมีอีกเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง ตามที่บอกว่าอ่านพบในหนังสือฝรั่งเขาน่ะค่ะ

คนที่เขียนมาเล่าเป็น ผู้หญิงจากรัฐฟลอริดาชื่อบิลลี่ ชื่อเหมือนผู้ชายนะคะ แต่สะกดต่างกัน คือสะกดเป็น บี-ไอ-ดับเบิ้ลแอล-ไป-อี ไม่ได้สะกดด้วยตัว วาย

แม่เธอตายด้วยวัยเพียง 52 ปีจากโรคมะเร็งร้าย!

บิล ลี่เล่าว่า เมื่อเสร็จจากพิธีฝังศพแม่แล้ว เธอก็กลับมาที่บ้านของแม่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ า ก็น่าอยู่หรอกค่ะ เพราะเธอเป็นแม่ลูกอ่อนนี่คะ ลูกเธอเพิ่งอายุเดือนเดียวเอง

พอมา ถึงบ้านแม่ บิลลี่ก็วางลูกไว้ในเก้าอี้เด็กอ่อน มันเป็นเก้าอี้เล็กๆ ที่มีลักษณะเป็นเบาะซะมากกว่า แต่แข็งแรงมั่นคง สามารถวางเอนๆ ได้เหมือนเปล และมีสายนิรภัยรัดไว้ด้วย ส่วนตัวเธอเองก็เอนลงนอนบนโซฟา พอวางศีรษะลงกับหมอนอิงเท่านั้นแหละ บิลลี่ก็มองเห็นแสงเรืองๆ ที่ประตูห้อง เป็นแสงวงรีๆ สว่างสีขาว และแล้ว...แสงนั้นก่อตัวเป็นแม่ของเธอ!

ร่างผู้เป็นที่รักนั้นบางใสจนมองทะลุได้ และดูเจิดจ้าด้วยแสงเรืองรอง

แม่ของบิลลี่สวมเสื้อคลุมสีขาวเป็นประกาย และดูสวยมาก บิลลี่ไม่เคยเห็นแม่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย...

ท่าน เดินตรงเข้ามาที่เปลเด็ก เท้านั้นไม่ติดพื้น แต่ลอยอยู่เหนือพื้นราวหกนิ้วฟุต จากนั้นท่านก็ก้มลงมองหลาน พลางเอามือแตะที่คางเด็กน้อย และพูดว่า "หลานน่ารักเหลือเกิน"

เมื่อเชยชมหลานตัวน้อยแล้ว ท่านก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้ลูกสาวก่อนจะสลายหายไป
Share:

ลิฟต์แดง

โดมชรา"เล่า เรื่องขนหัวลุกที่น่าเศร้าสลดในอดีต 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 คือ ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองไทย ที่คนไทยโดยทั่วไปมักพูดตรงกันว่า... เป็นประวัติศาสตร์เลวร้าย น่าสยดสยองและโหดเ้ยมทารุณอย่างที่ไม่เคยมีใครคิดฝัน ว่าจะเกิดขึ้นได้

หน้ากระดาษอันเปื้อนเลือดเปรอะคราบน้ำตา เป็นบันทึกน่าอัปยศอดสูที่คนไทยอยากจะลืมให้หมดสิ้น แม้ว่าจะเป็นไปไม่ได้ในความจริงก็ตาม

ไม่มีสิ่งใดน่าอับอายแม้แต่หัวใจของตนก็คือ...ไทยฆ่า ไทยด้วยกันเอง!

หลายๆ ท่านอาจจะทราบรายละเอียด ทั้งจากประสบการณ์ หนังสือ บันทึกและคำบอกเล่าที่มักไม่แตกต่างกัน เกี่ยวกับความทารุณโหดร้ายราวกับมีภูตผีสิงสู่ในหัวใ จของคนไทยกลุ่มหนึ่ง จึงกล้ากระทำทารุณกรรมแก่เพื่อนร่วมชาติจนถึงกับบาดเ จ็บสาหัส พิกลพิการและถึงแก่ชีวิตรวมแล้วนับพันๆ คน

นับเฉพาะนักศึกษาหนุ่มสาว เคราะห์ร้ายที่ต้องสังเวยชีวิตให้เพชฌฆาตบ้าคลั่งในส ถานศึกษาของตนก็หลาย ร้อยคนแล้วถูกยิง ถูกแทง ถูกกลุ้มรุมทำร้าย และถูกเผาทั้งเป็น!

ก่อน ลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหลุดลอยออกจากร่าง อนาคตของชาติที่ยังอยู่ในวัยบริสุทธิ์สดใส จะต้องได้รับความเจ็บปวดรวดร้าว ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสปานใดหนอ

รุ่งเช้าของวันที่นรกแตกโดยไม่มี ผู้ใดคาดฝัน เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งในและนอกเครื่องแบบนับพัน จู่โจมเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมด้วยอาวุธร ้ายกาจครบมือ...เสียง ปืนรัวกระหน่ำ กึกก้องปานเสียงภูตนรกกู่ร้องเรียกหาเลือดเนื้อของมน ุษย์เป็นเครื่องเซ่น สังเวย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของหนุ่มสาวผู้พร่ำเพรียกเรียก ร้องประชาธิปไตยให้ปวง ชน

นักศึกษานับร้อยๆ ถูกลากออกมาที่ท้องสนามหลวง บังคับให้ถอดเสื้อผ้า นอนคว่ำหน้ากับพื้นดิน โดนทุบตี เหยียบย่ำ กระหน่ำด้วยพานท้ายปืน และบ้างก็ถูกคน นอกเครื่องแบบลากไปแขวนไว้ที่ต้นมะขาม

หลายคนถูกโยนเข้าไปในยางรถ ยนต์ก่อนไฟนรกจะลุกพึ่บ...ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยห วน...โดนเผาทั้งเป็นต่อ หน้าผู้คนนับร้อย แบบที่เรียกกันว่า "นั่งยาง"

เพชฌฆาตกรูเกรียวเข้าไปข้างในสถานศึกษา ด้วยความกระหายเลือดเต็มประดา!

หนุ่ม สาวนับพันรู้แน่ใจว่ายมทูตกำลังไล่ล่าพวกตนอย่างบ้าค ลั่ง มีสภาพแตกตื่นไม่ผิดกับมดแดงแตกรัง บ้างวิ่งไปจนมุม นัยน์ตาเหลือกลาน บ้างคลานหนีหัวซุกหัวซุน และบ้างก็เตลิดเข้าห้องสมุดที่เคยสงบเงียบ บัดนี้กลับกลายเป็นนรกอเวจีไปแล้ว

แต่แทบจะไม่มีใครหนีรอดได้สำเร็จ

เสียงปืนคำรามสนั่นหวั่นไหว ติดต่อกันยาวนานราวจะไม่มีวันจบสิ้นลงเลย!

ชีวิต หนุ่มสาวนับไม่ถ้วนร่วงผล็อยประหนึ่งใบไม้ในฤดูผลัดใ บ แต่ลงมากองทับถมกันบนเลือดแดงฉานไหลนอง ราวกับเป็นเพียงสัตว์เล็กน้อยที่ตายสุมๆ กันเพราะปืนพราน

ประตูลิฟต์ เปิดอ้า...ผู้ที่ยังรอดชีวิตกรูเกรียวเข้าไปในนั้นจน แน่นขนัด ก่อนจะโลดลิ่วขึ้นไปได้อึดใจเดียวก็ หยุดลง ประตูเปิดผางออกมา...เพชฌฆาตกระหายเลือดกลุ่มหนึ่งรอ คอยอยู่แล้ว ปืนนับสิบกระบอกยิงสาดเข้าไปในลิฟต์ กลบเสียงแผดร้องโหยหวนจนหมดสิ้น

ไม่มีใครในลิฟต์มรณะนั้นจะรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดีย ว!

บ้าน เมืองกลับเข้าสู่ความสงบแล้ว แต่รอยเลือดที่สาดกระจายไปทั่วทุกด้านในลิฟต์ก็ยังปร ากฏอยู่ แม้ว่าจะมีการชะล้าง ขัดถู ทำความสะอาดเพียงไร ก็ไม่สามารถลบรอยเลือดอันเป็นอนุสรณ์ของความโหดร้ายป ่าเถื่อนได้หมดสิ้น

หมด ทางแก้ไข ผู้รับผิดชอบจึงตัดสินใจให้ทาสีแดงในห้องลิฟต์ทั้งหม ด แม้แต่ประตูด้านนอกก็ทาสีแดงเช่นกัน...แต่วิญญาณอันท ุกข์ทรมานยังอยู่ที่ นั่น

นักศึกษาบางคนที่ใช้ลิฟต์เผลอจ้องมองใบหน้าตัวเองในก ระจก ก่อนจะแข็งทื่อไปทั้งตัวเมื่อนึกได้ว่าในลิฟต์นั้นไม ่มีกระจก!

อาจารย์ หนุ่มคนหนึ่งขึ้นลิฟต์ไปคนเดียว แต่จู่ๆ ก็มีนักศึกษาสาวสองคนมายืนข้างๆ พลางก้มหน้าสะอึกสะอื้น คร่ำครวญว่า...อาจารย์ขา ช่วยด้วย! หนูปวดเหลือเกิน...

นักศึกษาชายอีกคนเล่าว่าขึ้นลิฟต์ไปกับเพื่อน ก่อนที่นักศึกษาหญิงจะก้าวเข้ามายืนข้างๆ ครั้นก้มลงมองก็เห็นเลือดแดงฉานไหลจากชายกระโปรงลงมา ตามน่อง... ตอนแรกคิดว่าเป็นรอบเดือนที่มากะทันหัน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับใบหน้าขาวซีด ปากเขียวจนดำปี๋ นัยน์ตาโปนแทบถลนกำลังจ้องมองอย่างวิงวอน...

ในที่สุดลิฟต์ก็ เสื่อมสภาพ จึงได้รื้อลิฟต์ทิ้งแต่เก็บประตูสีแดงฉานราวสีเลือดไ ว้ที่ชั้น 6 คณะศิลปศาสตร์... เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้นึกถึงความสูญเสียของวันนั้น.. . วันอันน่าอัปยศอดสูของคนไทย และหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยตลอดกาล!
Share:

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

ระบบเตือนภัยสึนามิ (TSUNAMI WARNING SYSTEM : TWS)


ระบบเตือนภัยสึนามิ (TSUNAMI WARNING SYSTEM : TWS)
โครงการระบบเตือนภัยกับสึนามิ ประกอบไปด้วย สมาชิกจาก 26 ชาติซึ่งมีภารกิจในการติดตามตรวจสอบคลื่นแผ่นดิน ไหวและสถานีวัดระดับน้ำทะเลในบริเวณเขตแปซิฟิก เพื่อใช้ประเมินศักยภาพการเกิดคลื่นสึนามิและใช้สำหรับให้ข้อมูลข่าวสาร เตือนภัยเรื่องสึนามิ โดยมีศูนย์เตือนภัยสึนามิภาคพื้นแปซิฟิก (PTWC) เป็นศูนย์ปฏิบัติงานด้านสึนามิในเขตแปซิฟิกตั้งอยู่ใกล้ ฮอนโนลูลู ฮาวาย
- ศูนย์เตือนภัยสึนามิ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการความช่วยเหลือระหว่างชาติในการช่วยรักษาชีวิตและปกป้องทรัพย์สินซึ่งหน่วยงาน NOAA และหน่วยงาน ให้บริการข้อมูลอากาศระหว่างชาติดำเนินการรับผิดชอบ 2 ศูนย์ คือ
- ศูนย์เตือนภัยสึนามิอลาสกา (ATWC) ใน PALMER, อลาสกา ครอบคลุมเขตรับผิดชอบแถบอลาสกา บริติช โคลัมเบีย วอชิงตัน โอเรกอนและแคลิฟอร์เนีย
- ศูนย์เตือนภัยสึนามิเขตแปซิฟิก ใน EWA BEACH, ฮาวาย ครอบคลุมบริเวณฮาวายและแปซิฟิก
เนื่องจากความสูงของคลื่นสึนามิเพียงเล็กน้อยในขณะที่เคลื่อนตัวในน้ำลึก ระบบที่ใช้ตรวจจับคลื่นยักษ์นี้ยังไม่ได้ถูกพัฒนา เท่าที่ควรศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกในฮาวายเป็นศูนย์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารในยานแปซิฟิก ซึ่งจะมีแถลงการณ์ที่ออกประกาศถึงการเกิด คลื่นสึนามิ 2 แบบคือ การเฝ้าระวังและการเตือนภัย การแถลงข่าวการเฝ้าระวังเรื่องสึนามิจะออกอากาศเมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้นขนาด 6.75 ตามมาตราวัดริคเตอร์ หรือมากกว่านั้น ส่วนการแถลงการณ์ เตือนภัยนั้นจะกระทำต่อเมื่อได้ข้อมูลจากสถานีวัดระดับน้ำ ซึ่งบ่งชี้ ถึงศักยภาพที่สามารถก่อให้เกิดสึนามิได้ สถานีวัดระดับน้ำจะทำการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ น้ำรอบ ๆ สถานี และจะประกาศเตือนเมื่อ คุณสมบัติของข้อมูลตรงกับศักยภาพของการเกิดคลื่นสึนามิ แต่ช่างโชคไม่ดีที่ระบบนั้นไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ จากสถิติ ร้อยละ 75ของการ เตือนภัยทั้งหมดตั้งแต่ปี 1948 เป็นต้นมานั้นผิดพลาด ดังตัวอย่างเหตุการณ์ปี 1948 ที่ฮอนโนลูลูซึ่งมีประกาศเตือนภัยทำให้ต้องอพยพผู้คนซึ่งเป็นการเตือนภัยที่ผิดพลาด เนื่องจากเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น ทำให้สิ้นค่าใช้จ่ายกว่า 30 ล้านดอลล่าร์

การบรรเทาภัยคลื่นสึนามิ
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อคลื่นสึนามิจะพุ่งเข้าสู่ฝั่งมาหาคุณ พื้นแผ่นดินจะสั่นสะเทือนโดยรู้สึกได้ใต้เท้าของคุณหรือคุณอาจได้รับ คำเตือน แจ้งให้ผู้คนวิ่งหา พื้นที่ๆ สูง เพื่อที่ให้ทราบถึงวิธีการปกป้องตัวเองจากคลื่นสึนามินั้น หัวข้อต่าง ๆ ที่พึงทราบมีดังต่อไปนี้
- ต้องทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลื่นสึนามิ
- หากเกิดคลื่นสึนามิขึ้น จะมีวิธีการบรรเทาภัยอย่างไร กรณีที่อยู่บนพื้นดินและอยู่บนเรือ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสึนามิ สรุปได้ดังต่อไปนี้
- คลื่นสึนามิจะเข้าปะทะฝั่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกและมักจะเกิดจากแผ่นดินไหวโดยที่แผ่นดินไหวบางครั้งเกิดไกลหรือใกล้ จากบริเวณที่ผู้คนพักอาศัย
- คลื่นสึนามิบางครั้งจะใหญ่มาก ในบริเวณชายฝั่ง คลื่นอาจมีความสูงถึง 30 ฟุตหรือมากกว่า (บางครั้งอาจเกินกว่า 100 ฟุต) และเคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่งได้ไกลหลายร้อยฟุต
- ชายฝั่งที่มีพื้นลาดต่ำสามารถถูกคลื่นสึนามิพัดถล่มได้ง่าย
- คลื่นสึนามิประกอบด้วยคลื่นหลายๆ คลื่น รวมเป็นชุดของคลื่น ซึ่งคลื่นลูกแรกนั้น มีบ่อยครั้งที่มักจะไม่ใช่ลูกที่ใหญ่ที่สุด
- คลื่นสึนามิสามารถเคลื่อนตัวได้เร็วกว่าคนวิ่ง
- บางครั้งคลื่นสึนามิเป็นสาเหตุให้กระแสน้ำบริเวณชายฝั่งถดถอยหรือถอยร่นไป แล้วไปโผล่ที่พื้นสมุทร
- แรงกระทำที่คลื่นสึนามิกระทำนั้นค่อนข้างรุนแรง หินก้อนใหญ่ๆ อาจถูกคลื่นสึนามิหอบขึ้นมาทับเรือหรือแม้แต่เศษซากปรักหักพังอื่นๆ สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ฝั่งไปได้เป็นระยะหลายร้อยฟุตโดยการกระทำของคลื่นสึนามิ บ้านเรือนหรือตึกรามบ้านช่องอาจถูกทำลาย ซึ่งเศษวัตถุต่างๆ และมวลน้ำเคลื่อนตัวด้วยแรงมหาศาล และสามารถทำให้ผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิตได้
- คลื่นสึนามิเกิดได้ทุกเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน
- คลื่นสึนามิสามารถเคลื่อนตัวสู่แม่น้ำที่เชื่อมต่อทะเลและมหาสมุทรได้
หากคุณอยู่บนแผ่นดิน
- ให้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลื่นสึนามิที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งนี้จะสามารถช่วยชีวิตได้และบอกกล่าวเรื่องราวนี้ต่อไปถึงญาติมิตรหรือเพื่อนพ้องของคุณ ซึ่งจะช่วยชีวิตพวกเขาได้
- หากได้รับสัญญาณเตือนภัยข่าวการเกิดคลื่นสึนามิ ควรเคลื่อนย้ายครอบครัวและตัวคุณออกจากพื้นที่ที่เสี่ยงภัย และปฏิบัติตามคำ แนะนำของเจ้าหน้าที่
- หากอยู่บริเวณชายหาด และรู้สึกได้ถึงแผ่นดินไหว ให้รีบหนีไปอยู่บริเวณที่สูงเพื่อหลบภัยทันทีและให้อยู่ห่างจากแม่น้ำหรือคลองที่ ต่อเชื่อมลงสู่ทะเลหรือมหาสมุทร
- หากเกิดคลื่นสึนามิในบริเวณมหาสมุทรที่ห่างไกล ก็มีเวลาเพียงพอที่จะหาบริเวณที่สูงสำหรับหลบภัยได้ แต่สำหรับคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นประจำในท้องถิ่น เมื่อรู้สึกถึงแผ่นดินไหว ก็จะมีเวลาเพียง 2 -3 นาทีเท่านั้นสำหรับหาที่หลบภัยได้
- สำหรับตึกสูง หลายชั้นและ มีโครงสร้างเสริมความแข็งแรง ชั้นบนของตึกสามารถใช้เป็นที่หลบภัยคลื่นสึนามิได้ในกรณีที่ไม่มีเวลาพอในการหาที่สูงหลบภัย
หากอยู่บนเรือ
- หากคลื่นซุนามิกำลังโถมเข้าปะทะฝั่ง ควรจะถอยเรือห่างจากฝั่งไปยังบริเวณพื้นที่น้ำลึกเนื่องจากคลื่นสึนามิจะทำให้ระดับน้ำบริเวณ ใกล้ฝั่งหรือท่าเรือเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

บทส่งท้าย
ภัยธรรมชาติต่างๆ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติโดยความเป็นจริงแล้วภัยพิบัติจำนวนมากมีสาเหตุมาจาก สภาพลมฟ้าอากาศที่แปรปรวนซึ่งยังความเสียหายต่อชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินอย่างมหาศาล ภัยที่เกิด จากธรรมชาติเหล่านี้ได้แก่วาตภัย อุทกภัย แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม คลื่นพายุซัดฝั่ง เป็นต้น แต่มนุษย์เราก็มี ส่วนร่วมมีบทบาทเกี่ยวข้องอยู่ด้วยถึงกระนั้นก็ตามภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วได้นำความสูญเสียทั้งแก่ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และของประเทศเป็นอันมาก จึงควรที่ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมกันช่วยเหลือในการ หาความรู้และระดมความคิดเพื่อวางแผนป้องกัน แก้ไขและหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ให้ส่งผลกระทบน้อยลง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นแต่ละปีทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตอย่างมากมาย ทั้งๆที่วิทยาการสมัยใหม่ในยุคปัจจุบัน ได้เจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่มนุษย์ก็ยังไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้และมักเชื่อกันว่า ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในขณะที่มนุษย์ไม่อาจยับยั้งภัยพิบัติธรรมชาติได้ แต่สิ่งที่เราสามารถกระทำได้คือ การบรรเทาความสูญเสียให้น้อยที่สุดอันเนื่องมาจากธรรมชาติเหล่านี้ ซึ่งต้องอาศัยการพยากรณ์ที่แม่นยำและการเตือนภัยที่มีประสิทธิ ภาพเพียงพอ มาตรการการป้องกันและเตรียมพร้อม พร้อมทั้งความร่วมมือจากทุกฝ่าย แม้มนุษย์จะไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดคลื่นสึนามิได้ แต่ก็สามารถบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หากมีการเตรียมพร้อมกับ มือที่ดีดังนั้นความไม่ประมาทและการเตรียมพร้อมจึงเป็นเรื่องดีและไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านการท่องเที่ยวหากมีการไห้ความรู้แก่ประชาชน อย่างถูกต้องมิใช่ให้ข้อมูลแต่เพียงบางด้านหรือให้ไม่ครบถ้วนซึ่งอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่สาธารณชนได้ สำหรับคลื่นสึนามินั้นการเตือนภัยคลื่นสึนามิล่วงหน้านั้นทำได้ยากกว่าการตรวจจับแผ่นดินไหวซึ่งเป็นสาเหตุของมันนักวิทยาศาสตร์มักทำได้แค่ชี้ว่าตรงไหนมีโอกาสจะเกิดคลื่นสึนามิได้บ้าง โดยดูตามประวัติที่มีบันทึกไว้ และกว่าจะระบุได้ว่าเจ้าคลื่นยักษ์ใต้ สมุทรนี้ มีความเร็วสักเท่าไร ก็ต้องรอตรวจจับแผ่นดินไหวได้ก่อนเป็นลำดับแรก ฉะนั้นหากเกิดแผ่นดินไหวใกล้แผ่นดินอย่างในกรณีที่ เพิ่งอุบัติขึ้นที่นิวกินี คลื่นสึนามิก็จะพุ่งเข้าถล่มชายฝั่งในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีให้หลังจึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะหนีทันวิธีสังเกตขณะคลื่นสึนามิ กำลังจะเข้าสู่ฝั่งคือเมื่อระดับน้ำที่ชายหาดลดต่ำกว่าระดับน้ำลงต่ำสุดตามปกติเป็นอย่างมากจนมองเห็นแนวชายฝั่งออกไปได้ไกล ผิดหูผิดตา หากรู้สึกว่าแผ่นดินไหวหรือพื้นดินสั่น สะเทือนขณะอยู่ใกล้ชายหาด จงวิ่งสุดฝีเท้าย้อนขึ้นไปให้ไกลจากน้ำทะเลที่สุดเท่าที่จะ ไป
Share:

คลื่นยักษ์สึนามิ


นับตั้งแต่เริ่มกำเนิดโลกมา โลกเราได้ประสบกับวิกฤติการณ์ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงมากมายในปัจจุบันโลกก็ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จัดเป็นกระบวนการธรรมชาติซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหลของพลังงาน โดยเกิดขึ้นทั้งใน บรรยากาศบนผิวโลก พื้นโลก พื้นสมุทร รวมถึงในชีวมณฑล (Biosphere) ด้วย มีตั้งแต่ปรากฏการณ์ที่ไม่รุนแรงและเกิดขึ้นเสมอๆ ไปจนถึงเหตุการณ์ที่เป็นภัยพิบัติร้ายแรงและเป็น ที่ทราบกันอยู่แล้วว่าภัยธรรมชาติต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สินภัยธรรมชาติส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่มนุษย์ก็มี ส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยภัยธรรมชาติครั้งล่าสุด ที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ในเดือนกรกฎาคม 2541ที่ผ่านมานี้คือเกิด คลื่นยักษ์ใต้น้ำถล่มปาปัวนิวกินีและก็ยังเป็นกระแสข่าวที่สั่นสะเทือนถึงขวัญของชาวไทยภาคใต้ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2541 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงภาวะการท่องเที่ยวในปี Amazing Thailand อีกด้วย
เหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มปาปัวนิวกินี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ที่ผ่านมา โดยหมู่บ้านกว่า 10 แห่งถูกคลื่นซัดเสียหาย ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2541 ที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตประมาณ 3,000 คน และกว่า 6,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย โดยคลื่นมีความสูงระหว่าง 23 -33 ฟุต เมื่อพุ่งเข้า ปะทะชายฝั่งปาปัวนิวกินี ทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยเกิดจากผลของ แผ่นดินไหวใต้น้ำที่มีค่า 7.0 ตามมาตราวัดริกเตอร์สเกล ทำให้เกิด ความเสียหายตาม พื้นที่ชายฝั่งยาวประมาณ 60 ไมล์ (90 กิโลเมตร"Tsunami" สึนามิเป็นชื่อคลื่นชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยชุดของคลื่นที่มีความยาวคลื่นค่อนข้างมาก และช่วงห่างระยะเวลา ของแต่ละลูกคลื่นยาวนาน เกิดจากการเคลื่อนตัวของพื้นทะเลในแนวดิ่งจมตัวลงตรงแนวรอยเลื่อน หรือการที่มวลของน้ำ ถูกกระตุ้นหรือรบกวน โดยการ แทนที่ทางแนวดิ่งของมวลวัตถุ สัมพันธ์กับการเกิดแผ่นดินไหวแผ่นดินถล่มการระเบิดและการประทุขอ ภูเขาไฟหรือแม้กระทั่งการกระทบของ อนุภาคขนาดใหญ่เช่น อุกกาบาตสามารถก่อให้เกิดคลื่นสึนามิได้ซึ่ง คลื่นสึนามิสามารถ ทำลายชายฝั่งทะเลเป็นสาเหตุให้เกิดความพินาศเสีย หายต่อทั้งชีวิตและ ทรัพย์สิน
"Tsunami" สึนามิเป็นคำมาจากภาษาญี่ปุ่น ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า "harbor wave" หรือคลื่นที่เข้าสู่อ่าว ฝั่งหรือท่าเรือ โดยที่คำว่า "Tsu" หมายถึง "harbor" อ่าว,ฝั่งหรือท่าเรือ ส่วนคำว่า 'Nami' หมายถึง "คลื่น"ในอดีตนั้นสึนามิ ถูกใช้ในความหมายถึงน้ำท่วม ใหญ่ริมฝั่ง ทะเลเนื่องมาจากแผ่นดินไหว 'tidal waves' ซึ่งเป็นที่ใช้กันอยู่แพร่หลายทั่วไปเช่นเดียวกับคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวในทะเล 'seismic seawave' ซึ่งใช้กันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ คำว่า 'tidal wave' นี้เป็นการเรียกชื่อ คลื่นสึนามิที่ผิด ถึงแม้ว่าผลกระทบที่เกิดจาก คลื่นสึนามิ มีต่อชายฝั่งทะเลนั้นขึ้นกับ ระดับของน้ำขึ้น น้ำลง ยามเมื่อคลื่นสึนามิพุ่งกระแทกสู่ฝั่ง แต่คลื่นสึนามิไม่ได้มีความสัมพันธ์กับระดับของน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งระดับน้ำ นั้นเป็นผลมาจากความไม่สมดุล ผลจาก แรงดึงดูดของดวงจันทร์ พระอาทิตย์และโลกสึนามินั้นไม่ได้เป็น Tidal waves เนื่องจาก กระบวนการของtidal waves ต้องใช้เวลานานนับ ศตวรรษ ในการกัดเซาะทับถมชายฝั่ง แต่คลื่นสึนามินั้นสามารถเปลี่ยนสภาพพื้นที่ ่ชายฝั่งในช่วงเวลาสั้นๆส่วนคำว่า 'seismic sea wave'ก็ทำให้เกิด ความเข้าใจผิด เช่นกัน คำว่า 'seismic' เกี่ยวกับแผ่นดินไหว ซึ่งมี ความสัมพันธ์ก่อให้เกิดการไหวตัวแต่คลื่นสึนามินั้นสามารถเกิดจากปรากฏการณ์ ที่เป็นNon-seismic อย่างเช่นเกิดแผ่นดินถล่มหรือ ผลจากอุกกาบาตพุ่งชนคลื่นสึนามิไม่ได้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดโดยตรงจากแผ่นดินไหวอย่างเดียว แต่ เป็นปฏิกิริยาเกิดจากการที่แผ่นดินไหวแล้วเกิดแผ่นดินยุบหรือถล่ม หรือก้อนอุกกาบาตพุ่งลงทะเล ทำให้มวลน้ำถูกแทนที่จึงเกิดปฏิกิริยาของแรงต่อ เนื่องทำให้เกิดคลื่นยักษ์ใต้น้ำขึ้น ซึ่งก็คือ คลื่นสึนามิ นั้นเอง ซึ่งก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็น 'Non-seismic sea wave' ได้เช่นกัน คลื่นสึนามิ ที่เรียกว่า Seismic sea wave นั้นเกิดจากกรณีที่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในมหาสมุทรหรือใกล้ชายฝั่งแผ่นดินไหวจะสร้างคลื่นขนาดมหึมา เกิดขึ้นใต้น้ำพลังงานจะแผ่ออกทุกทิศทุกทางจากแหล่งกำเนิดนั่นคือแผ่ออกจากรอบศูนย์กลางบริเวณที่เกิด แผ่นดินไหวนั่นเองคลื่นจะค่อนข้างใหญ่มากเมื่อ เข้าสู่ฝั่งสภาพที่เป็นจริงในทะเลเปิดน้ำลึกจะเห็นคล้ายลูกคลื่นพองวิ่งเลียบไปกับผิวน้ำ ซึ่งเรือยังสามารถแล่นอยู่บนลูกคลื่นนี้ได้แต่เมื่อคลื่นนี้เคลื่อนมาถึง บริเวณน้ำตื้น ใกล้ชายฝั่ง มันจะเคลื่อนโถมเข้าสู่ชายฝั่งบางครั้งสูงถึง 35 m(2,000 ฟุต) ซึ่งคลื่นสึนามินี้เคลื่อนตัวได้เร็วมาก โดยมีความเร็วประมาณ 1,000 กม.ต่อชั่วโมง (630 m/h) การเตือนภัยไม่สามารถ ทำได้ทันเกล่าวโดยรวมแล้วสาเหตุการเกิดคลื่นสึนามินั้น มีสาเหตุการเกิดหลายประการ เช่น

เกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟ เช่นเหตุการณ์ที่การากาตัว เมื่อปีค.ศ. 1883
เกิดจากแผ่นดินถล่ม เช่นเหตุการณ์ที่อ่าวซากามิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปีคศ. 1933
เกิดจากการที่ก้อนหินตกลงในอ่าวหรือมหาสมุทร เช่นเหตุการณ์ที่อ่าวลิทูยาอลาสกาเมื่อปีค.ศ.1933
เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกด้วยแรงเทคโทนิคจากแผ่นดินไหว เช่นเหตุการณ์ อลาสกันซูนาม บริเวณอลาสกาในปีค.ศ.1964
การเกิดระเบิดใต้น้ำจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์
สึนามิต่างจากคลื่นในท้องทะเลอย่างไร ?
สึนามินั้นไม่เหมือนกับคลื่นที่เกิดจากลม ซึ่งเรามักจะสังเกตเห็นคลื่นได้จากในทะเลสาปหรือในท้องทะเลซึ่งคลื่นเหล่านั้นมัก เป็นคลื่นที่ไม่สูงนัก หรือคลื่นที่มีลูกคลื่นตื้น ๆ ประกอบกับมีระลอกและความยาวของคลื่นที่ค่อนข้างยาวต่อเนื่องลมเป็นตัวที่ก่อให้เกิด คลื่นซึ่งเราจะเห็นได้อยู่ทั่ว ๆไป ตามชายหาด อย่างเช่น หาดบริเวณแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีคลื่นม้วนตัวกลิ้งอยู่เป็นจังหวะต่อเนื่องจากลูก หนึ่งไปสู่อีกลูกหนึ่งซึ่งบางคราวกินเวลาต่อเนื่อง กว่า 10 วินาทีและมีความยาวของลูกคลื่นกว่า 150 เมตรในทางตรงกันข้ามคลื่นสึนามิ มีความยาวคลื่นเกินกว่า100 กม.และช่วงระยะเวลาของระลอกคลื่น ยาวนานกว่า 1 ชั่วโมงซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากความยาวของคลื่น ที่มีความยาวมากนั่นเอง

คลื่นสึนามิจะเคลื่อนตัวด้วยความเร็ว จากบริเวณน้ำลึกเข้าสู่บริเวณฝั่ง เมื่อใกล้ฝั่งความเร็วของ
คลื่นสึนามิจะลดลง ความสูงของคลื่นจะก่อตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคลื่นสึนามิ
ขึ้นฝั่ง คลื่นสึนามิจะโถมขึ้นสู่ฝั่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ความสูงของยอดคลื่นสูงมาก
ยิ่งขึ้น เมื่อคลื่นสึนามิเข้าปะทะแผ่นดินพลังงานของมันจะสูญเสียไปเนื่องจากการสะท้อน
กลับของคลื่นที่ปะทะชายฝั่งในขณะที่พลังงานของคลื่นที่แผ่เข้าสู่ฝั่งจะถูกทำให้กระจาย พลังงานสู่ด้านล่างและเกิดกระแสหมุนวน ทั้งนี้ทั้งนั้นการสูญเสียพลังงานนี้มิได้ทำให้ คลื่นสึนามิลดความรุนแรงลงมันยังคงเคลื่อนเข้าปะทะฝั่งด้วยพลังงานอย่างมหาศาล คลื่นสึนามิมีพลังงานมหาศาลในการกัดเซาะ พังทลายโดยเฉพาะชายฝั่งหาดทรายที่ปกคลุมด้วยต้นไม้และพืชพันธ์จะถูกน้ำท่วมปกคลุม ระดับน้ำจะสูงขึ้นและการเคลื่อนตัวของน้ำที่รวดเร็วจะปะทะกับบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างต่างๆ คลื่นสึนามินั้นบางครั้งสามารถปะทะฝั่งที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่10 เมตร 20 เมตร และบางครั้งอาจสูงถึง 30 เมตรได้


เหตุการณ์ที่เกิดคลื่นสึนามิครั้งใหญ่
จากบันทึกประวัติศาสตร์ของคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่งทะเลนั้น มีเหตุการณ์สำคัญๆ ดังนี้

1500 ปีก่อนพุทธศักราช Santorin Crete (แถบเมดิเตอร์เรเนียน)
1 พ.ย. 1755 แอตแลนติกตะวันออก
21 ธ.ค. 1812 ซานตาบาบาร่า แคลิฟอร์เนีย
7 พ.ย. 1837 ชิลี
17 พ.ค. 1841 คาบสมุทรคามชัทกา รัสเซีย
2 เม.ย. 1868 ฮาวาย สหรัฐอเมริกา
13 ส.ค. 1868 เปรู และ ชิลี
10 พ.ค. 1877 ชิลี
27 ส.ค. 1883 การากาตัว (มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30,000 คน)
15 มิ.ย. 1896 ฮอนชู ญี่ปุ่น (มีผู้จมน้ำเสียชีวิต 20,000 คน)
31 ม.ค. 1906 เอควาดอร์
28 ธ.ค. 1908 Messine
7 ก.ย. 1918 คูริล
11 พ.ย. 1922 ชิลี
3 ก.พ. 1923 คาบสมุทรคามชัทกา รัสเซีย
18 พ.ย.1929 บริเวณ Grand Banks แคนาดา
2 มี.ค. 1933 ฮอนชู ญี่ปุ่น
1 เม.ย. 1946 บริเวณเกาะเอลูเทียน (Aleutian) อลาสกา สหรัฐอเมริกา
4 พ.ย. 1952 คาบสมุทรคามชัทกา รัสเซีย
9 มี.ค. 1957 บริเวณเกาะเอลูเทียน (Aleutian) อลาสกา สหรัฐอเมริกา
23 พ.ค. 1960 บริเวณชายฝั่งชิลี แล้วเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกระยะทางกว่า 17,000 กิโลเมตร ไปสู่ญี่ปุ่นมีผู้สูญหายกว่า 200 คน
28 มี.ค. 1964 Prince William Sound อลาสกา สหรัฐอเมริกา (มีผู้เสียชีวิต 109 คน)
4 ก.พ. 1965 บริเวณเกาะเอลูเทียน (Aleutian) อลาสกา สหรัฐอเมริกา
29 พ.ย. 1975 ฮาวาย สหรัฐอเมริกา
3 มิ.ย.1994 บริเวณเกาะชวาตะวันตก อินโดนีเซีย เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดเมื่อเวลา ตี 1.18 นาที (เวลาท้องถิ่นชวา) วันที่ 3 มิถุนายน แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้นทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝั่งชวา ใกล้กับทางด้านตะวันออกของร่องลึกชวาในมหาสมุทรอินเดีย แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาด 7.2 - 7.8 ตามมาตราวัดริกเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ สร้างความเสียหายให้กับชีวิตมากกว่า 200 ชีวิต และที่พักอาศัยบริเวณชายฝั่งจำนวนมาก โดยทีมสำรวจสึนามิระหว่างชาติ ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านซุนามิและวิศวกร ซึ่งมาจากอินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น ไทย และสหรัฐอเมริกา ได้เข้าสำรวจพื้นที่ของบาหลีและชวา ช่วงวันที่ 20-25 มิถุนายน 1994 ทีมสำรวจชุดนี้ได้พบว่า คลื่นสึนามิที่เข้าสู่ฝั่งชวา มีความสูงตั้งแต่ 1 -14 เมตร ในขณะที่บาหลีมีความสูงตั้งแต่ 1-5 เมตร
21 ก.พ.1996 บริเวณเปรู เป็นผลจากแผ่นดินไหวใต้น้ำ
17 ก.ค.1998 บริเวณเกาะปาปัวนิวกินี (มีผู้เสียชีวิต 3,000 คน)
บริเวณที่มักเกิดคลื่นสึนามิและเหตุการณ์ที่เกิดคลื่นสึนามิครั้งใหญ่
คลื่นสึนามินั้นสามารถเกิดขึ้นในภูมิภาคหรือในบริเวณมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ขึ้นอยู่กับขนาดของคลื่นและบริเวณ ที่เกิด ซึ่งคลื่นสึนามิเป็น ปรากฏการณ์ที่มักเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเนื่องจากในย่านมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเขตที่มีแนวของการเกิด แผ่นดินไหวและภูเขาไฟใต้มหาสมุทรอยู่มาก จุดกำเนิดสำคัญของคลื่นสึนามิในแปซิฟิกก็คือบริเวณร่องลึกก้นสมุทร นอกชายฝั่งอลาสกา หมู่เกาะคูริล รัสเซียและทวีปอเมริกาใต้โดยเฉพาะในเขตแปซิฟิค ตอนกลาง (mid-pacific) บริเวณหมู่เกาะฮาวายมักจะประสบกับคลื่น สึนามิบ่อยครั้ง ร้อยละ 80 ของคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะอยู่ในบริเวณ Pacific Seismic Belt ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดคลื่น ซึ่งในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกมีโอกาสเสี่ยงที่มากกว่าในบริเวณอื่นๆ มหาสมุทรแปซิฟิกกินพื้นที่ถึงกว่า 1 ใน 3 ของผิวโลกแล้วล้อม รอบด้วยร่องน้ำลึก ก้นสมุทร อันเกิดจากแผ่นดินโลกมุดตัว บวกกับถูกกระหนาบด้วยแนวโค้งของหมู่เกาะภูเขาไฟ
Share: