วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

วิธีการสะกดวิญญาณ ด้วย ถอดกะโหลกหน้าผาก ของหมอผีโบราณ


-หมอผีต้องเสาะหา วิญญาณที่เฮี้ยน มาก ๆ เช่นผีตายท้องกลม
-เมื่อไปถึงป่าช้า หมอผี ต้องขอขมาอนุญาต นายป่าช้าก่อน เพื่อให้นายป่าช้าอนุญาต โดยการให้ธูปดับทันที
-เมื่อธูปดับแล้ว หมอผีต้องทำพิธีสื่อจิต เข้าไปในตัวผี จนเมื่อสื่อได้แล้ว หมอผีจะรู้ทันทีว่า ศพ ผีอยู่ไหน
-ระหว่างเดิน ทางเข้าป่าช้า ไปที่หลุมศพ หมอผีต้อง ต้องจิตให้นิ่งและภาวนาตลอด มิเช่นนั้นอาจถูกเล่นงานได้
-เมื่อถึงหลุมศพ หมอผีต้องทำพิธีเปิดธาตุทั้ง 4 ก่อน ที่จะขุด
-ระหว่างขุดหลุมขึ้นมาหมอผี ต้องใช้สมาธิจิตสูง และบริกรรมคาถากำกับ ตลอดเวลา
-เมื่อขุดศพ ขึ้นมาแล้ว หมอผีต้องกล่าว บอก ดวงวิญญาณว่าจะนำไปเลี้ยงดูหรือทำอะไร
-จากนั้นใช้ สิ่ว และค้อน อาคม ตอกหน้าผาก บริเวณ หว่างคิ้วของศพ โดยเชื่อว่าจุดนั้นเป็นจุดรวมวิญญาณ
-เมื่อนำส่วนของกะโหลกหน้าผาก มาแล้ว หมอผีต้องทำพิธี เรียกดวงจิตของดวงวิญญาณ เข้ามาประจำที่กระโหลกหน้าผาก
-และหมอผี ต้องจารอักขระ สายที่ตนเรียนมาเพื่อกำกับดวงวิญญาณ ให้อยู่ในโอวาท (ขั้นตอนนี้จะบอกได้ว่า เอาผีอยู่หรือไม่ เพราะสายวิชาที่เรียนมาอาจมีทั้ง แข็ง และ อ่อนกว่าอิทธิฤทธิ์ของผีนั้น ๆ)ฃ
-เมื่อเอาผี อยู่ หมอผีจะนำชิ้นส่วนกะโหลกหน้าผากนี้ติดตัวแบบหัวเข็มขัด(ปั้นเหน่ง) หรือ ห้อยคอ ไปด้วยเพื่อใช้ ในการปฏิบัติงานต่าง ๆ
-และต้องทำบุญอุทิศ ส่วนกุศลไปให้วิญญาณดวงนั้น ๆ เสมอ เพราะทำไม่มีบุญวิญญาณจะไม่มีพลังเลย


ไสยศาสตร์ เป็นวิชาเกี่ยวกับเวทมนตร์ คาถา และ เลขยันต์ ประกอบกับการใช้อำนาจสมาธิจิต การสาธยายเวทมนตร์คาถา การภาวนา และการปลุกเสก

ไสยศาสตร์ หรือ ศาสตร์มืด คือการทำ "คุณไสย" ในพจนานุกรมไทยให้คำจำกัดความ คุณไสย ว่า "เป็นพิธีกรรมเพื่อทำร้ายอมิตร" เป็นศาสตร์ที่ทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป และมีคนเชื่อและผู้ปฏิบัติทั่วโลก

ในแต่ละชุมชนจะมีรูปแบบของไสยศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สรุปแล้วไสยศาสตร์ก็คือการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น โดยผิดแปลกจากกฏของธรรมชาติ เช่น ทำให้สามีภรรยาที่ดีกันทะเลาะและแยกทางกัน ทำให้สาวหลงรักหนุ่มที่เคยเกลียด ซึ่งปกติแล้วจะใช้ไสยศาสตร์มาใช้ในทางที่ชั่วร้าย โดยเฉพาะการทำ "คุณไสย" ที่เป็นพิธีกรรมเพื่อทำร้ายผู้ไม่เป็นมิตรด้วยการปลุกเสกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปในตัว หรือฝังรูปฝังรอย หรือการทำเสน่ห์ยาแฝด ลงนะ จากผู้ที่อ้างตัวว่ามีอาคม ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกที่ทำมาหากินด้วยการหลอกลวงผู้คน หรือที่เรียกว่า พวกสิบแปดมงกุฎ ถึงกระนั้นก็ตาม“คุณไสย” หรือ “มนต์ดำ” ยังมีผู้หลงงมงายมากมาย

ไสยศาสตร์ถือเป็นศาสตร์ที่ลี้ลับมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ และมีทั่วโลกแม้กระทั่งในเวลาปัจจุบัน แม้รูปแบบจะแตกต่างกัน แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีที่ลี้ลับ

ลัทธิไสยศาสตร์ คือการรวมอำนาจจิต รวมพลังงานทางจิตซึ่งได้ทำการอบรมจิตใจให้มีความยึดมั่น เชื่อถือ อย่างจริงจัง ดำเนินไปตามหลักทางไสยศาสตร์ ตามวิธีการนั้น ๆ ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ปาฎิหารย์ได้ด้วยกระแสคลื่นแห่งพลังอำนาจจิตอันแรงกล้า ของ มโนภาพ สมาธิ จิตตานุภาพ ทั้งสามประการนี้ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจที่ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นได้

ลัทธิไสยศาสตร์ ได้เกิดขึ้นมาก่อนพุทธกาล ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ไตรเพท ในลัทธิของพราหมณ์ ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.ฤคเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์และสรรเสริญพระเจ้า
2.ยชุรเวทย์ เป็นคำร้อยแก้วให้สำหรับท่องบ่นเวลาบวงสรวงบูชาพระเจ้า
3.สามเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม
4.อาถรรพเวทย์ เป็นคัมภีร์ประกอบด้วยเวทยมนต์คาถาเรียกผีสาง เทวดาให้ช่วยป้องกันอันตรายให้ และให้มีการแก้อาถรรพ์ ทำพิธีสาปแช่งให้เป็นอันตรายได้ด้วย
อาถไสยศาสตร์. อาถรรพเวทย์ในคัมภีร์ไสยศาสตร์ แยกออกเป็น 2 นิกาย คือ

1.นิกายขาว (White System) เป็นวิชาที่ใช้ในทางดี คือช่วยเหลือมนุษย์ให้มีสุขปลอดภัย
2.นิกายดำ (Black System) เป็นวิชาที่ใช้ในทางชั่ว คือทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น
คัมภีร์แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ทางเวทมนตร์คาถา
มี 8 ประเภทคือ

1.พระเวทย์แก้โรคต่าง ๆ
2.พระเวทย์ประสาน
3.พระเวทย์สะเดาะ เช่น สะเดาะกุญแจและโซ่ตรวน
4.พระเวทย์ป้องกันตัว เช่น คาถาแคล้วคลาด
5.พระเวทย์แสดงปาฎิหาริย์
6.พระเวทย์ทำอันตรายผู้อื่น
7.พระเวทย์แก้ภูติผีปีศาจ เช่น คาถาสะกดวิญญาณ
8.พระเวทย์ทำเสน่ห์ เช่น มนตร์เทพรำจวญ
Share:

ตำนาน บทสวด อิติปิโส ถอยกลับ


ตำนาน บทสวด อิติปิโส ถอยกลับ บทสวดนี้ไม่ค่อยจะคุ้นหูคนทั่วไปมากนัก โดยทั่วไปจะท่องบทสวด อิติปิโส ธรรมดาทั่วไป ซึ่งก่อนนอนหากท่านสวดมนต์อิติปิโสนี้ทุกวัน เขาว่ากันว่า นอนแล้วจะหลับฝันดี และได้รับความคุ้มครองจากทวยเทพ ซึ่งหากเราไปต่างจังหวัดหรือไปในที่ที่เรา ไม่คุ้นที่และต้องพักข้างแรม ควรมีติดตัวเอาไว้ อย่างน้อยๆก็ทำให้เราสบายใจในยามหลับนอน.. ครับ บท อิติปิโส ถอยหลัง เมื่อสมัยพุทธกาล มีเหล่าพระสงฆ์อยู่กลุ่มหนึ่งได้ออกธุดงค์ไปในป่าเขาแห่งหนึ่งซึ่งเป็นป่าที่ว่ากันว
่า ไม่มีนักบุญท่านใดอยู่ได้นาน เพราะมักจะมีเหล่าอสูรกายมาหลอกหลอน ให้ตบะพังจนสติแตกอยู่ร่ำไป พระสงฆ์กลุ่มนี้ได้ปักกรด และจำศีลอยู่ที่นั่น ซึ่งมีกันทั้งหมด 8 องค์ ตกกกลางคืน เหล่าอสูรกายก็ออกฤทธิ์ ทั้งหัวเราะทั่วหุบเขา ทั้งแปลงเป็นผี ควักไส้พุง ตาถลน ทั้งหมดกลัวสุดขีดแต่ได้ตั้งสติและสวดมนต์ โดยเฉพาะอิติปิโส แต่พอสวด อสูรกายกลับกลายร่างเป็นยักษ์โล้น(ร่างแท้ๆ) ปัดกลดกระเด็นไปคนละทิศละทาง ทั้งหมดทุกท่านโกย..โกยเถอะโยม..ม และนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ได้ให้บทสวด อิติปิโส แต่ให้สวดถอยกลับ เพื่อไปปลดปล่อยยักษ์ตนั้นที่หวงที่ เหล่าพระสงฆ์เหล่านั้น ก็กลับไปที่เดิม ตกกลางคืน มาอีกหนักกว่าครั้งที่แล้ว ทั้งพายุห่าฝนทั้งฟ้าผ่า และมันกำลังจะกระทืบไปที่เหล่าพระสงฆ์กลุ่มนั้น ทั้งหมดห้อมล้อมและท่อง อิติปิโส ถอยหลัง ยักษ์ตนนั้น ปวดหัวทรมานอย่างแรง จนต้องอ้อนวอนให้พระสงฆ์กลุ่มนั้นหยุดท่องคาถานี้ หัวหน้าคณะได้ให้ยักษ์สาบานด้วยวาจาสัตย์ว่าต้องไม่ทำร้ายใครอีก และต้องจำศีลเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารที่เป็นอยู่นี้ ยักษ์จึงตกลง..และในที่สุดก็มาเป็นบทคาถาบทหนึ่งที่ไม่ใช่แค่คุ้มครองผู้สวดแล้ว ยังป้องกันภัยอันตรายทั้งหลาย ยามจำเป็นต้องพักในที่ที่เราไม่คุ้นเคย...

คาถาบทนี้มี56ตัว ให้ภาวนา3 หรือ 7คาบ ก่อนออกเดินทางไปสารทิศใด ๆ จะแคล้วคลาดปราศจากทุกภัยพิบัติทั้งปวง หากภาวนาได้ครบ108คาบ ติดต่อกัน จะมีตัวเบา เดินตัวปลิว เสกหรือสะเดาะเคราะห์ สะเดาะกุญแจ หรือโซ่ตรวนของจองจำทั้งปวงได้สิ้น

ติ วา คะ ภะ โธ พุท นัง สา

นุส มะ วะ เท ถา สัต ถิ ระ

สา มะ ทัม สะ ริ ปุ โร ตะ

นุต อะ ทู วิ กะ โล โต คะ

สุ โน ปัน สัม ณะ ระ จะ ชา

วิช โธ พุท สัม มา สัม หัง ระ

อะ วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ ฯ




เพียงแต่ว่า.. บางตำราเค้าว่า เป็นบทสวด ของต่ำ.. เป็นอาคมด้านมืด... ดีไม่ดี จะเป็นการเรียกแทนที่ว่าจะป้องกันตนเอง..
Share:

พิธีกรรมลองของ"วิธีปลุกผี"


วิธีที่1
ในคืนเดือนเพ็ญให้จุดธุป1ดอกแล้วอธิฐานเชิญวิญญาณหรือผีที่คุณอยากเจอนำธูปไปปักไว้ทางทิศตะวันตก จากนั้นให้คุณนอนหันหัวมาทางทิศตะวันตกนี้วิญญาณหรือผีที่คุณอยากเจอจะมาปรากฏให้คุณเห็นวิธีนี้ได้ผลประมาณ50-60%
วิธีที่2
1.วิธีนี้ต้องลองในโบสถ์ที่มีเสาโบสถ์4ต้น
2.ใช้คน4คนให้แต่ละคนยืนประจำเสาทั้ง4เสา โดยห้ามใส่พระหรือเครื่องรางของคลังใดๆทั้งสิ้น
3.ปิดไฟให้มืดสนิทแล้วตั้งสมาธิจิตให้มั่น บอกกล่าวว่าต้องการเชิญดวงวิญญาณที่อยากพบ
4.ให้คนแรกวิ่งไปแตะแขนคนที่อยู่ที่เสาที่2และยืนแทน ณ จุดนั้นโดยคนที่2วิ่งไปแตะแขนคนที่3และก็ยืนแทน คนที่3วิ่งไปแตะแขนคนที่4 และก็ยืนแทน คนที่4วิ่งไปที่เสาต้นแรกแทนคนที่1โดยที่ไม่ได้แตะใครเพราะคนแรกไปอยู่ที่เสาต้นที่2แล้ว
5.หลังจากครบ1รอบก็ให้เริ่มใหม่อีกคราวนี้เพิ่มความเร็วขึ้นพอครบรอบก็ให้เร่งความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆถ้าสังเกตให้ดีคุณจะพบว่ามีใครเพิ่มขึ้นมาในช่องระหว่างที่พวกคุณนั่งสลับกันอยู่
หมายเหตุ**การวิ่งควรวิ่งทวนเข็มนาฬิกา คือเริ่มวิ่งวนไปทางซ้ายวิธีนี้ได้ผลประมาณ60-80%
วิธีที่3
วิธีนี้ค่อนข้างยุ่งยากเพราะต้องตระเตรียมอุปกรณ์ แต่รับรองได้ผล100%
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1.ขี้เถ้าจากเชิงตะกอนห่อด้วยผ้าสีดำ1ช้อนโต๊ะ
2.ใบบอนดำ1ใบ
3.น้ำจากบ่อวัด7วัด วัดละครึ่งช้อนโต๊ะ
4.น้ำส้มป่อย 1 ถัง
สถานที่ วัน เวลา ที่เหมาะสม
1.วัดร้าง
2.ววันที่เหมาะสมในการทำพิธีคือขึ้นและแรม8,14,15ค่ำเวลาตั้งแต่4ทุ่มถึงตี2
3.คนที่ทำพิธีต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่า3พรรษา
4.จำนวนผู้ที่เข้าร่วมพิธีไม่ควรเกิน6คนและทุกคนต้องใส่ชุดดำหมด
ข้อห้าม
1.ห้ามวิ่งเมื่อเห็นผีหรือวิญญาณมาปรากฏให้เห็น
2.ห้ามดื่มสุราของมึนเมาทุกชนิด
3.ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในขณะที่กำลังทำพิธี
4.ห้ามพูดคุยซักถามและห้ามเคลื่อนไหวร่างกาย
5.ถ้าหากใครใจไม่กล้าพอหรือเกิดความกลัวระหว่างที่ทำพิธีให้หลับตาท่องคาถา "วะ วะ วะ ตัง วะ วะ วะ นัง"3จบแล้วอยุ่นิ่งๆห้ามวิ่งจนกว่าจะเสร็จพิธี
6.ห้ามนำขี้เถ้าที่ใช้ในการทำพิธีเข้าบ้านเพราะจะทำให้วิญญาณตามติดไปกับคนที่เอาขี้เถ้าไป
เริ่มพิธีปลุกผีได้
1.ดับไฟทุกดวงทั่วบริเวณวัด
2.เปิดประตูโบสถ์หรือวิหารไว้
3.จุดเทียน1เล่มปักไว้ที่หน้าพระประธาน จากนั้นมายืนอยู่หน้าโบสถ์
4.เทขี้เถ้าลงในใบบอนดำโดยหงายใบขึ้น เทน้ำที่เอามาจากวัด7วัด ผสมลงไปพอประมาณแล้วท่องคาถา "มะ มะ มา มา" 3จบพร้อมกันทุกคน
5.ใช้นิ้วแตะลงในน้ำที่ผสมขี้เถ้าป้ายลงที่หน้าผาก คิ้ว และตาทั้งสองข้าง
6.ผู้ที่ทำพิธีเดินนำหน้าถือใบบอนเดินเวียนรอบโบสถ์ทวนเข็มนาฬิกา2รอบ
7.เมื่อครบรอบแล้วให้หลับตาเชิญดวงวิญญาณ แล้วหยุดตรงจุดที่เริ่มต้นหันหน้าเข้าหาโบสถ์ ค่อยๆลืมตาขึ้น ท่านก็จะเห็นผีมาปรากฏ
8.เวลาที่ท่านจะเลิกดู ให้ท่องคาถา "วะ วะ วะ ตัง วะ วะ วะ นัง"3จบ แล้วถ่มน้ำลาย3ครั้ง พร้อมด้วยล้างหน้าด้วยน้ำส้มป่อยเป็นอันเสร็จพิธี ส่วนขี้เถ้าที่เหลือให้ทิ้งไว้ในวัด
Share:

วิธีเลี้ยงกุมารทอง อ่านก่อนที่จะคิดเลี้ยง


ก่อนอื่นนั้น


1. เราจะต้องคิดก่อนว่าเราจะเลี้ยงเค้าเพื่ออะไร ถ้าคุณตอบว่าอยากเห็นเค้ามากระโดดโลดเต้นเหมือนในละครก็ อย่าเลี้ยงเลยครับ

2. คุณพร้อมที่จะดูแลและเลี้ยงเค้ามั้ย ถ้าไม่พร้อมก็ อย่าเลี้ยงครับ

3. การเลี้ยงกุมารนั้นเรื่องสัจจะเป็นสำคัญนะ บอกว่าให้ตอนไหนก็ต้องให้ตอนนั้น

4. ถ้าทำตามทุกๆข้อที่ผมกล่าวมาได้นั้น เริ่มเลี้ยงได้เลย

เมื่อคุณสมบัติผ่านแล้วต่อไปคือ


1. คิดดูว่าจะเลี้ยงกุมารเทพ หรือพราย

2. เมื่อคิดออกแล้วให้คุณศึกษาหาวัดหรือสำนักที่มีการสร้างเสกกุมารทองขึ้นมา และที่สำคัญเราต้องศรัทธาในอาจารย์ผู้สร้างและองค์กุมารทองที่บูชานั้นด้วย เพราะศรัทธาเป็นแรงที่ทำให้เกิดปาฏิหารย์

3. ศึกษาวิธีการบูชาของแต่ละสำนักที่เราจะไปนำกุมารทองมา

ปล. บางท่านอาจจะใช้วิธีซื้อหุ่นกุมารทองมาแล้วนำไปให้สำนัก หรือวัดท่านผูกกุมารทองให้ อันนั้นก็แล้วแต่ความชอบครับ

กุมารเทพ


ข้อดี

1. เราไม่ต้องเซ่นเลี้ยงด้วยอาหารหยาบ

2. ไม่ให้โทษแก่ผู้เลี้ยงเมื่อเราไม่ได้เซ่นดูแล

3. หน้าตาจิ้มลิ้ม (อันนี้ไม่เกี่ยว แต่ลูกของผมบอกมา)

ข้อเสีย

1. เมื่อบนบาลอะไรแล้วได้ผลช้าหน่อย

2. ไม่ค่อยแสดงฤทธิ์เดชให้เห็น

กุมารพราย


ข้อดี

1. แสดงฤทธิ์บ่อยๆ

2. ได้ผลเร็วเมื่อบนบาลแล้ว

ข้อเสีย

1. ต้องเซ่นเลี้ยงด้วยอาหารหยาบอย่างขาดมิได้ (ยกเว้นบางตำหรับ)

2. หากขาดการเซ่นเลี้ยงแล้วอาจให้โทษแก่ผู้เลี้ยงได้(ยกเว้นแต่อาจารย์ผู้สร้างนั้นกำกับมาดี)

ขั้นตอนเมื่อเราได้กุมารมาแล้ว


1. เมื่อเราได้กุมารมาแล้วให้เราจัดการตั้งชื่อให้กับเขา โดยแบ่งได้ดังนี้

1.1 ชื่อที่เน้นโชคลาภ เช่น ทองมา เรียกทรัพย์ พูลเงิน พูลทอง ทองไหลมา เป็นต้น

1.2 ชื่อที่เน้นทางดุดัน เฝ้าบ้าน แคล้วคลาด เช่น ชัย เพชรมั่น คง กล้า แกร่ง เป็นต้น

2. ก่อนนำเข้าบ้านให้ทำตามนี้

2.1 หาที่ตั้งให้เหมาะสมโดย ไม่อยู่สูงกว่าพระ หรือ ต่ำติดพื้น และไม่ควรหันหน้าไปทาง ทิศตะวันตก

2.2 จุดธูปกลางแจ้ง 12 ดอก หรือ 16 ดอก บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางดังนี้

ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิฐานบอกกล่าวแด่ พระภูมิ เจ้าที่ ผีปู่ ผีย่า ผีตา ผียาย ผีเหย้า ผีเรือน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ อยู่ภายในสถานที่ แห่งนี้ วันนี้ข้าพเจ้าได้นำ เจ้า...... เข้ามาเลี้ยงภายในบ้าน เพื่อให้เจ้า..... เฝ้าทรัพย์สิน ให้โชคให้ลาภ ขอให้ พระภูมิเจ้าที่ ผีปู่ ผีย่า ผีตา ผียาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเปิดทางให้เจ้า.... เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านได้สะดวกด้วยถิด

2.3 เมื่อทำการเปิดทางให้กับเจ้ากุมารลูกของคุณแล้ว ให้นำกุมารมาตั้ง ณ ที่ที่เตรียมไว้แล้วจุดธูปบอกกุมาร โดย พราย 1 ดอก เทพ 5 ดอก ว่า

เจ้ากุมารทองของพ่อเอ๋ย ต่อไปนี้เจ้าชื่อ ..... และต่อไปนี้คนนี้คือพ่อของเจ้า พ่อจะเรียกเจ้าว่า ..... มาอยู่ที่บ้าน ให้ช่วยกันดูแลบ้านเฝ้าบ้านให้ดี ช่วยกันทำมาหากินนะ แล้วพ่อจะซื้อของเล่นให้ เวลาพ่อไปไหนก็ไปกัน เวลาพ่อกินอะไรก็กินกันนะ

ไม่ต้องรอให้พ่ออนุญาติ อยากได้อะไรอยากกินอะไรมาบอกพ่อนะ(หากมีกุมารอยู่แล้วให้กล่าวเพิ่มว่า เจ้า...(ชื่อกุมารองค์เดิม).... วันนี้พ่อนำ น้องเค้ามาอยู่ด้วยนะ อยู่ด้วยกันก็รักกันนะช่วยกันดูแลบ้าน หาเงินหาทองอย่าทะเลาะกันนะ)

ทุกๆวันพระให้เรานำข้าวปลาอาหาร หรือขนม หรือผล ไม้ ดอกไม้ มาบูชา เค้าแล้วบอกกล่าวเค้าว่าให้ช่วยกันหาเงินหาทอง เฝ้าบ้านดูแลคนในบ้าน ขาดเหลืออะไรบอกพ่อนะ

สำนึกของผู้ที่เลี้ยงกุมารทอง


1. คุณต้องระลึกไว้เสมอว่ากุมารนั้นคือลูกของคุณ เสมือนคนจริงๆ

2. หมั่นหาของเล่นขนมมาให้เค้า

3. หมั่นคุยกับเค้า

4. หากเบื่อแล้วคิดจะเลิกเลี้ยง นั้นควรนำเค้าไปปล่อยโดยให้ผู้ที่มีพลังจิต หรือพระปลดปล่อยเค้าไป

หมายเหตุ คุณลองคิดว่าคุณเบื่อลูกคุณแล้วคุณขายลูกคุณสิ มันคืออะไร

สุดท้ายนี้ขอให้คนที่รักกุมารทองทุกๆคนนั้น มีกุมารทองน่ารักๆ เก่งๆกันทุกคนเน้อ


รักยม เลี้ยงด้วย น้ำมันจัน

พราย เลี้ยงเซ่น ด้วย อาหาร หยาบ ทั่วๆ ไป

ควายธนู วัวธนู เลี้ยงด้วยหญ้าคา

หุ่นพยนต์ นี่ เป็นหุ่นเกิดจากอาคม
Share:

ผีพราย


"มักอาศัยอยู่ในน้ำ เป็นประเภทเดียวกับนางไม้"

ผีพรายนั้นบางตำราวาเป็นผีประเภทหรือพวกเดียวกับนางไม้ ฉะนั้นเรื่องความส าวและสวยรับรองไม่เป็นสองรองใคร และคงจะเป็นผีสาวมากกว่าเพศผู้ ข้อหลังนี่ไม่อยากยืนยันเพราะกลัวจะเมื่อยขาเอาเป็นว่าผู้ชายเราไม่สน...มาว่ากันแต่เรื่ องสวยๆงามๆดีกว่า....แม้จะเป็นผีก็ยังอยากชีกอว่างั้นเถอะ อ้อ...ลืมบอกไปผีพรายส่วนใหญ่มีนิวาสถานอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก แต่ผีพรายกับพรายน้ำที่ส่องแ สงวับๆแวบๆ เวลาต้องแสงไฟตอนกลางคืนนั้นคนล่ะเรื่องเดียวกันแหละตัวเอง

ประวัติความเป็นมาและอิทธิฤทธิ์ของผีพราย

ผีพรายนั้นไม่มีประวัติความเป็นมาอะไรมากนัก นอกจากเป็นผีประเภทนางไม้ อย่างที่บอกไว้แต่แรก และชอบอาศัยอยู่ในน้ำ ทำไมถึงชอบไปอยู่ที่นั่นก็ไม่กล้าดำลงไปถามเหมือนกันเดี๋ยวจะไม่ได้กลับขึ้นมาบนบกอีกก็เลยปล่อยให้ความสง สัยยืนยงมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ อย่าไปยุ่งกับเขาเลยจะดีกว่า รู้แค่พอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว อ้อ...อ้อ ..เพิ่งนึกขึ้นได้ ในวรรณคดีไทยเสภาเรื่องขุนช้างขุ นแผน ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับผีพรายอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ผีสาวกลับเป็นผีหนุ่มหรือน่าจะเป็นผีผู้พราย (หมายถึงพรายตัวผู้หรือผีพรายผู้ชาย) คือตอนที่หมื่ นหาญนายโจร สั่งให้นางบัวคลี่ลูกสาวของตนวางยาพิษหมายจะใช้เป็นเครื่องมือสังหารลูกเขยคือพรายแก้วหรือขุนแผน

"มักเป็นผู้หญิงสาวสวยหุ่นดี"

แต่เจ้าโหงพรายผีที่ขุนแผนเลี้ยงไว้รู้เข้า จึงแอบกระซิบบอกกับขุนแผนผู้เป็นนายของตนขุนแผนเรียนวิชาเลี้ยงผีรวมทั้งคาถาอาคมเครื่องรางของขลังมาจากอาจารย์สมัยที่บวชเป็นเณรอยู่วัดแคสำหรั บเจ้าโหงพรายนั้นพลายแก้วเคยใช้ขี่เป็นพาหนะเหาะไปหานางพิมพิลาไลยที่สุพรรณบุรี

ลักษณะของผีพราย

ผีพรายตามที่บอกไว้แต่แรกว่าเป็นผีประเภทนางไม้สาวสวย และชอบอาศัยอยู่ใ นน้ำแต่ตัวที่เจ้าพลายแก้วขี่ไปบ้านนางพิมนี่เป็นผีพรายที่อยู่บนบกและไม่แน่ใจว่าเป็นเพศใดกันแน่ หากเป็นผีพรายเพศหญิงมักจะไว้ผมยาว มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม หุ่นสเลนเดอร์อีกต่างหาก

"อาหารน่าจะเป็นเครื่องเซ่น"

อาหารและวิธีการออกหากิน

ผีพรายนั้นน่าจะกินพวกเครื่องเซ่นเหมือนกับผีธรรมดาทั่วๆไป แบบเดียวกับพวกผีนางไม้ทั้งหลาย อันได้แก่ ผีนางตานี ผีนางตะเคียนเป็นต้น แต่ไม่เคยได้ข่าวว่ าผีพรายหารายได้พิเศษในทางให้หวยบอกเลขจนมีคนตั้งศาลยกให้เป็นเจ้าแม่เหมือนผีสองชนิดที่กล่าวนามมาแล้วนั้น เลยไม่รู้ว่าจะได้เครื่องเซ่นมาด้วยวิธีไหน เพราะคนเราลองไม่ได้ผลประโยชน์และไม่ใช่เป็นเครือญาติกันด้วยแล้ว เรื่องจะเอาอาหารหวานคาวไปเซ่นสังเวยด้วยความเสน่หานั้นคงเป็นไปได้ยาก

วิธีป้องกันและจัดการกับผีพราย

ผู้สันทัดกรณีบอกว่า ผีพรายผู้หญิงนั้นชอบอาศัยอยู่ในน้ำเวลาใครลงไปเล่นน้ำคนเดียวโดยเฉพาะในที่ลึกๆ อาจจะโดนผีพรายเอาผมพันขาลากจมหายไปก็ได้ ทั้ งนี้เพราะต้องการจะเอาตัวไปเป็นบริวารหรือไม่ก็ให้มารับตำแหน่งหน้าที่ผีพรายน้ำแทนแล้วตัวเองจะได้ไปผุดไปเกิด เวลาที่มีข่าวคนจมน้ำตายมักจะเชื่อกันว่าเ พราะถูกผีพันขาเอาไว้มากกว่าจึงทำให้จมน้ำตาย ซึ่งเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเพราะไม่มีใครยอมเป็นอาสาสมัครไปทดสอบเลยสักรายเดียว วิธีป้องกันก็คืออย่ าไปเล่นน้ำคนเดียว โดยเฉพาะที่ลึกๆ และในเวลากลางคืนส่วนวิธีจัดการกับผีพรายนั้นคงต้องพึ่งหมอผีผู้เรื่องวิทยาการทางด้านคาถาอาคม

"พรายน้ำกับพรายทะเล"

ข้อมูลอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับผีพราย

เวลาที่ใครตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบว่า ตามเนื้อตามตัวและแขนขามีรอยช้ำเป็นจ้ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุเพราะเมื่อคืนก็ไม่ได้เมาหรือเดินสะดุดนักเลงที่ไหน ท่านผู้รู้ บอกว่าอาการช้ำนั้นอาจเกิดจากการถูกพรายย้ำก็เป็นได้ แต่ถ้าขนาดถึงขั้นขอบตาเขียวหรือฟันโยกไปทั้งปากสงสัยต้องลองให้นึกทบทวนดูดีๆ ว่าเมื่อคืนนี้ไปฝ่า ด่านอะไรมาบ้างหรือเปล่านอกจากผีพรายน้ำจืดที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ยังมีผีพรายอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าพรายทะเล

ซึ่งเวลาอาละวาดจะก่อให้เกิดคลื่นหรือลมพายุท ำให้ท้องทะเลปั่นป่วน ชาวเรือมีวิธีแก้ โดยการสร้างรูปแม่ย่านางไว้ที่หัวเรือ เพื่อป้องกันไม่ให้ผีพรายทะเลมารบกวน ขอปิดท้ายเรื่องราวเกี่ยวกับผีพรายด้วยบ ทกวีที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงนิพนธ์ค้างไว้ 2 บท ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพรายย้ำและศรีปราชญ์ยอดกวีเอกคนหนึ่งของไทยได้แต่งต่อจนจบ ดังนี้

อันใดย้ำแก้ม แม่หมองหมาย
ยุงเหลือบฤาริ้นพราย ลอบกล้ำ
ผิวชนแต่จักกราย ยังยาก
ใครจักอาจให้ช้ำ ชอกเนื้อเรียมสงวน
Share: