วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วัดเกศไชโย หรือวัดไชโย


วัดเกศไชโยเป็นอารามหลวงชั้นโท..ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 13 ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง..ไม่ปรากฎว่าใครสร้าง..เหตุที่ได้ชื่อว่าวัดเกศไชโยนี้..ชาวบ้านเล่ากันว่าเจ้าประคุณสมเด็จเป็นผู้สร้างในที่ดินของโยมตา..ชื่อไชย..แล้วอุทิศส่วนกุศลให้โยมตา และมารดาชื่อเกศ..จึงตั้งชื่อวัดว่า "วัดเกศไชโย" แต่ชาวบ้านเรียกด้วยความเคยชินว่า "วัดไชโย"

พ.ศ. 2404 สมเด็จพุฒาจารย์โตมีความประสงค์สร้างพระสมเด็จเพื่อบรรจุในพระใหญ่วัดเกศไชโย แตได้พังทลายลงมาเสียก่อน

พ.ศ.2406-2407 สมเด็จพุฒาจารย์(โต)จึงสร้างพระพุทธรูปใหญ่ใหม่ และบรรจุพระสมเด็จจำนวน 84,000 องค์แแต่เนื่องจากการจัดสร้างจากเนื้องผงพระแตกร้าวซึ่งจัดสร้างจากผงพุทธคุณ 5 ชนิด และผงเกษรดอกไม้,ปูนขาว และข้าวสุก จึงเพิ่มส่วนผสม กล้วยหอมจันทน์ ,กล้วยน้ำว้า และเปลือกกล้วย เนื้อพระจึงออกมาเป็นสีเหลืองนวล และยังแตกร้าวแต่น้อยลงหลวงวิจารเจียรนัย(เฮง) ช่างหลวงในรัชกาลที่ 4 จึงถวายคำแนะนำให้ผสมสูตรน้ำมันตังอิ้วทำให้เนื้อพระไม่แตกจึงจัดสร้างตามจำนวนแต่เนื่องจากมวลสารไม่พอจึงบรรจุสมเด็จวัดระฆังลงไปด้วย

พระอุโบสถ..ได้รับการบูรณะใหม่จนเสร็จเรียบร้อยในรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2437 ลักษณะเป็นทรงไทยโบราณ มีมุขลดต่อออกมาทางด้านหน้าพระวิหาร..มีช่อฟ้าหน้าบัน..เสาพระวิหารรับเชิงชาย..ด้านหน้ามีภาพเขียนภาพจิตกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ

พระปูนปั้นสมเด็จที่สร้างที่วัดเกศไชโยที่ปรากฎ

พระสมเด็จกรุนี้ ออกจะปรากฎพิมพ์ค่อนข้างแปลกพิสดาร..จะปรากฎเอกลักษณ์ให้เห็น..เส้นนูนเล็ก ๆ และอกร่อง..เป็นการแสดงออกทางศิลปะ และอารมณ์อย่างลึกซึ้ง..หมายถึงพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยา..เป็นการเตือนใจให้ทุกคนมีความเพียร..มานะบากบั่น..มุ่งมั่น..เพื่อประสพความสำเร็จ..
Share:

ปริศนา 49 วัน

มนุษย์และสัตว์มิได้สิ้นสุดที่ความตาย !!!

เพราะการ “ตาย” หมายถึงสภาพร่างกายที่ไม่สามารถให้บริการแก่จิตวิญญาณใช้งานต่อไปได้อีก วิญญาณยังคงอยู่ ถึงแม้ร่างกายจะหมดอายุขัยไปแล้ว ทั้งนี้สภาพการตายจะบ่งบอกให้รู้ว่าจิตวิญญาณนั้นไปสุคติหรือลงสู่นรกภูมิ
1. ตอนตายใหม่ ถ้าหากสีหน้าปกติร่างกายอ่อนนิ่มสีหน้าเหมือนคนมีชีวิตอยู่เนื่องจากได้บรรลุธรรม ดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ
2. ตอนตายใหม่ๆ หน้าตาซีดผาด เหมือนคนตกใจ แสดงว่าวิญญาณได้ตกสู่นรกแล้ว
3. ตอนตายใหม่ๆ ร่างกายแข็งทื่อ หน้าตาน่ากลัวเพราะความตกใจบางคนจะกรีดร้องเสียคล้ายสัตว์คนเหล่านี้จะไปเกิดเป็นสัตว์
4. ชนิดสังเกตได้จากตา หู จมูก ปาก ตาจะมีน้ำตาออก หูจะมีขี้หู จมูกจะมีน้ำมูก ปากจะมีน้ำลายฟูมปาก เป็นทวารที่ไม่สะอาด 4 ช่องทางเมื่อจิตวิญญาณออกทางนี้จะเกิดเป็นสัตว์ 4 ประเภท
- ตา ชอบดูสิ่งเหลวไหล ลุ่มหลงในรูปต่างๆ คนเหล่านี้เวลาใกล้ตายดวงตาจะเบิกกว้าง จะไปเกิดเป็นสัตว์ปีก (เกิดออกจากไข่)
- หู ชอบฟังเรื่องเหลวไหล เรื่องซุบซิบนินทา คนเหล่านี้เวลาตายหูจะชันขึ้นจะไปเกิดเป็นสัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
- จมูก ชื่นชมกลิ่นคาวโลกีย์ เช่น เงินทอง สุรา นารี การพนันชื่อเสียงลาภยศ และค่านิยมที่ผิดศีลธรรม ฯลฯ จะไปเกิดเป็นแมลง มด ยุง แมลงวัน ฯลฯ บาปหนักมากวิญญาณจึงถูกตีเป็นเศษวิญญาณ
- ปาก ชอบพูดเรื่องเหลวไหล พูดนินทา พูดวิจารณ์ พูดกล่าวร้ายป้ายสีด่าคำหยาบคาย คนเหล่านี้เวลาตาย ปากจะอ้าค้างอยู่ตลอดจะเกิดเป็นสัตว์น้ำไปอยู่กับรสชาติที่โสโครกและสกปรก

เมื่อออกจากร่าง วิญญาณจะไปที่ไหน ?

ดวงวิญญาณที่ออกจากร่างในตอนแรกจะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น พอได้สติก็จะมีท่านมัจจุราชทำหน้าที่มานำเอาวิญญาณของมนุษย์หรือสัตว์ที่ชะตาถึงฆาต พาไปยังยมโลก เพื่อตรวจสอบบาปบุญความดีความชั่ว ในขณะที่มีชีวิตอยู่วิญญาณบาปจะถูกนำตัวส่งไปนรก 8 ขุมใหญ่ แต่ละขุมแบ่งย่อยขุมละ 36 แห่ง แต่ละแห่งมีการลงทัณฑ์และทรมานอีก 800 ด่าน แต่ละด่านมีเครื่องทรมานนับไม่ถ้วน วิญญาณบางดวงอาจตกนรกทั้ง 8 ขุมเลยก็มี โดยเฉพาะคนที่ทำกรรมชั่วมหันต์หรือเรียกว่า “อนันตริยกรรม” มีอยู่ 5 อย่าง
คือ 1.ฆ่าพ่อ 2.ฆ่าแม่ 3.ฆ่าพระอรหันต์ 4. ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก 5. ทำร้ายพระพุทธเจ้าห้อเลือด

มาดูปรากฏการณ์ 49 วัน ชีวิตหลังความตาย

หลังจากที่คนเราตายประมาณ 1-2 วัน ปกติแล้วเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองตาย 7 วันให้หลังเขาจึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว วิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ 49 วันเพื่อรอพิจารณาคดี ในระหว่างนั้นผู้ตายก็กำลังรอบุญกุศลจากลูกหลานทางโลกที่กำลังง่วนอยู่กับงานศพ ขณะที่วิญญาณของผู้ตายออกจากร่างชีวิตหลังความตายก็เริ่มต้นเปิดฉากขึ้นในโลกที่ผู้ตายต้องเข้าไปเพียงลำพังเท่านั้นไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเอาติดตัวจากโลกมนุษย์ได้เว้นเสียแต่บาปกับบุญเท่านั้น

เจ็ดวันรอบแรก วิญญาณผู้ตายต้องเดินผ่านดงหมาป่า ซึ่งมีฝูงหมาป่าดุร้ายเหมือนเสือขวางทาง เมื่อวิญญาณบาปไปถึงก็เกิดหวาดกลัวไม่กล้าเดินต่อไป ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้นก็กระโจนเข้าขย้ำขบกัดวิญญาณบาปจนเลือดท่วมตัวกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทุกขเวทนา ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี 49 วันหลังความตาย เมื่อมาถึงดงหมาป่า ก็จะมีหมู่เทวะทูต คอยพิทักษ์คุ้มครอง พวกหมาป่าได้แต่นิ่งเฉยไม่กล้าทำอะไร จึงผ่านไปได้โดยปลอดภัย

เจ็ดวันรอบที่สอง เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านประตูผีเจ้าหน้าที่ผู้รักษาด่านเมื่อเห็นเป็นวิญญาณบาป ก็จะทุบตีอย่างไม่ปรานีและยังมีพวกเจ้ากรรมนายเวรพากันมาทวงหนี้เวลานั้น ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดีเมื่อมาถึงด่านประตูผี จะได้รับการต้อนรับและสามารถผ่านด่านนี้ไปโดยปลอดภัย

เจ็ดวันรอบที่สาม เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงยมโลก ถ้าเป็นวิญญาณบาปก็จะถูกโซ่ตรวนไว้และถูกบังคับนำไปอยู่ตรงหน้าหอกระจกส่องกรรมยามมีชีวิตทำชั่วอะไรภาพก็จะปรากฏขึ้นเองอย่างอัตโนมัติเสร็จแล้วก็จะถูกคุมตัวไปรับการพิจารณาโทษ ถึงวิญญาณบาปจะเริ่มสำนึกผิดตอนนี้ แต่ก็สายเสียแล้ว ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงจะได้รับการต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่พาไปท่องเที่ยวนรกขุมต่างๆและพาไปดูสภาพของบรรดาญาติพี่น้องที่ทำบาป กำลังรอคอยการพิจารณาตัดสินความผิด

เจ็ดวันรอบที่สี่ เมื่อมาถึงด่านภูเขากระดาษเงินกระดาษทองการจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ยากลำบากมาก กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูกหลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงายเผาส่งไปให้ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากา ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์

เจ็ดวันรอบที่ห้า วิญญาณผู้ตายมาถึงหอดูบ้านเดิม ได้เห็นลูกหลานคนในครอบครัวต่างไว้ทุกข์ด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการตายของตนถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าตนเองตายแล้ว ไม่อาจกลับบ้านได้อีกได้แต่เสียใจอาลัยอาวรณ์

เจ็ดวันรอบที่หก เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านคุมบัญชียมบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูบาปบุญ ที่ผู้ตายได้สร้างสมตอนมีชีวิตหลังจากหักลบกันแล้ว ถ้าบุญมีมากกว่าบาปก็จะให้ไปเกิดยังสุคติภูมิ ถ้าบาปมีมากกว่าบุญ จะส่งไปยังนรกภูมิ รับทุกข์อย่างน่าเวทนา

เจ็ดวันรอบที่เจ็ด เมื่อวิญญาณผู้ตายไปถึงด่านตรวจสอบ ยมบาลก็จะสั่งเลขาให้ตรวจสอบดูว่าผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่ ถ้าได้ถือศีลกินเจละเว้นจากการฆ่าสัตว์ก็จักลหุโทษ ถ้ามัวหลงผิดฆ่าสัตว์เพื่อความสุขของปากท้องก็จะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัว

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ขอให้ทุกคนในขณะมีชีวิตอยู่นั้นเร่งสะสมความดีกันให้มากๆ นรก-สวรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งลวงโลกตอนนี้ท่านอาจยังไม่เห็น แต่สักวันท่านก็ต้องเห็น กฎแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องจริงขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
Share:

ผีพรายที่คลองชักพระ

เมื่อประมาณ 20ปีที่แล้ว ผมยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่กับย่าที่บ้านเช่าริมคลองชักพระ ซึ่งเป็นคลองที่ต่อกันกับ คลองบางกอกน้อย สมัยนั้นผู้คนย่านนั้นยังอาบน้ำในคลองได้อยู่เพราะน้ำสะอาดมากพอถึงตอนเย็น เด็กๆอย่างพวกผมก็มักรวมกลุ่มกันเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน แต่....พอถึงฤดูน้ำหลาก(หน้าหนาว)น้ำในคลองจะเปลี่ยนเป็น "สีแดง"และไหลเร็วมาก คุณย่าก็จะห้ามไม่ให้เล่นน้ำโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแลเด็ดขาด (ซึ่งปกติไม่ห้าม) ตอนนั้นผมเองก็ไม่เข้าใจ พยายามถามถึงเหตุผลหลายครั้ง คุณย่าท่านก็ไม่บอกจนกระทั่ง....!คืนหนึ่งซึ่งเป็นคืนเดือนหงาย ผมออกมานั่งดูคุณอาตกปลาที่ท่าน้ำจนดึกมากแล้ว ขณะที่นั่งดูอย่างเพลิดเพลิน คุณอาได้รีบเก็บเบ็ดที่อยู่ในน้ำพร้อมทั้งกระเถิบตัวออกห่างจากริมน้ำอย่างรวดเร็ว แล้วชี้ให้ผมดูสิ่งหนึ่งในน้ำ สิ่งนั้นมันมีลักษณะเป็นเงาเรืองแสงสีเขียวอยู่ใต้น้ำ (เหมือนฟอสฟอรัสในทะเล)ลอยทวนน้ำขึ้นไปอย่างช้าๆ ผมไม่รู้จักจึงถามคุณอาว่ามันคืออะไร
คำตอบที่ได้รับจากคุณอาก็คือ "ผีพราย" ตอนนั้นผมไม่กลัวหรอกครับแค่เงาเรืองแสง แถมยังคิดว่าคุณอาหลอกให้เข้านอน........ แล้วผมก็ลืมเรื่องผีพรายเสียสนิท

3 ปีถัดมาผมเริ่มโตขึ้น เรื่อง"ผีพราย"ก็กลับมาอีกครั้งเมื่อญาติรุ่นพี่ของผมมาบอกกับผมว่า เพื่อนผมคนหนึ่งจมน้ำตาย ผมตกใจมากก็ในเมื่อเพื่อนผมคนนี้ว่ายน้ำเก่งมาก และวันที่ตายน้ำในคลองไม่แรงมากเท่าไหร่ แล้วเพื่อนผมตายเพราะอะไร พี่ผมบอกว่า "ผีพรายดึง (พี่ชายผมอยู่ในเหตุการณ์) ลงน้ำไปไม่ถึง 5 นาที มันก็ดำนำเล่นแล้วหายไปเลย" ผมเก็บความข้องใจนี้ไว้นาน 3 เดือนเรื่องทั้งหมดก็กระจ่าง เมื่อในตอนกลางวันๆหนึ่งมีเสียงเด็กผู้หญิงร้องดังมาจากที่ใต้สะพานฝั่งตรงข้ามเยื้องกับบ้านผม (บ้านผมติดสะพาน) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนจรจัด เสียงร้องนั้นดังมาก คล้ายกับร้องด้วยความตกใจสุดขีด ผมจึงรีบวิ่งข้ามไปดู ก็พบเรื่องอัศจรรย์มากคือ ร่างกายท่อนล่างเด็กคนที่ร้องนั้นจมอยู่ในน้ำ ส่วนท่อนบนอยู่เหนือน้ำโดยมีผู้ชายวัยกลางคน 3 คนดึงอยู่....!!! ที่ผมว่าอัศจรรย์ก็คือ ชาย 3 คนนั้นเหมือนเล่นชักเย่ออยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็นใต้น้ำ โดยมี "เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ"เป็นเชือก ผู้ชาย 2 คนฉุดแขน อีกคนที่เหลือโอบเอวดึงโดยที่ออกแรงกันเต็มที่ แต่......ร่างเด็กก็ไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นจากน้ำสักที เด็กก็ร้องดังขึ้นๆทุกที เพราะเจ็บจากแรงดึงของทั้ง 2 ฝ่าย ผ่านไปนานพอสมควร.....ฝ่ายข้างบนทั้ง3คนเริ่มหมดแรงร่างของเด็กจมน้ำลงไปเรื่อยๆจนเกือบถึงคอแล้ว ทันใดนั้นพ่อของเด็กซึ่งมีคนไปตามก็กลับมา เมื่อฝ่ายข้างบนมีคนช่วยดึงเพิ่มอีก 1 คน ร่างของเด็กผู้หญิงก็โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เห็นทำให้ทุกคนตะลึง....!!! ที่ข้อเท้าเด็กมีสิ่งหนึ่งติดตามขึ้นมาด้วย มันคือ "มือพร้อมด้วยแขนอันยาวเหยียด ซึ่งมีสีเขียวเหมือนตะไคร่เกาะข้างหนึ่ง" !!!มันไม่ยอมปล่อย!!!
ชายคนหนึ่งซึ่งตั้งสติได้ก่อนเพื่อนคว้าไม้ได้ท่อนหนึ่งรีบตีไปที่มือๆนั้นทันที... ได้ผลมันปล่อย แล้วมือกับแขนข้างนั้นก็หายไปในน้ำอย่ารวดเร็ว ส่วนเด็กนั้นยังไม่ยอมหยุดร้องต้องปลอบกันอยู่นานกว่าจะหยุด ที่ข้อเท้าที่มีลึกลับจับนั้นเป็นรอยช้ำจนเขียวเลยครับ สรุปก็คือ"ผีพราย"ครับ คนที่อยู่ริมน้ำเขาบอกว่ามันจะมาเอาเด็กไปเป็นผีพรายแทนมันครับ (เขาเล่าต่อกันมาอย่างนั้น) ซึ่งในคลองนั้นจะมีเด็กจมน้ำตายทุกปีครับ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วครับ น้ำมันเน่าไม่มีเด็กเล่นน้ำแล้วครับ ..........แต่.....ไม่แน่น๊ะครับวันหนึ่งลูกหลานคุณอาจต้องลงไปเป็น "ผีพราย" ก็ได้ เฮ่อ เฮ่อ เฮ่อ อย่าประมาท

ที่มา : http://www.shockfmclub.com/
Share:

กดติดสยองขนหัวลุก

ปราสาทเก่าแก่
บีบีซีนิวส์ของอังกฤษแพร่ภาพถ่าย ติดวิญญาณที่ชัดเจนที่สุดในโลก จากการโหวตของประชาชนที่มีคนส่งภาพมาให้ช่วยตรวจสอบกว่า 250 ภาพจากทั่วทุกมุมโลก ปรากฏว่าเป็นภาพน่าขนหัวลุกของคนที่สวมเครื่องแต่งกายโบราณยืนมองลอด หน้าต่างของปราสาทในสกอตแลนด์ มีคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นกษัตริย์เจมส์ที่ 5 แห่ง สกอตแลนด์ก็เป็นได้ ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ไม่มีการแต่งภาพแน่นอน
บี บีซีนิวส์รายงานจากกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่า ศาสตรา จารย์ ริชาร์ด ไวส์แมน นักจิตวิทยาผู้ศึกษาในเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติมาแล้วหลายแขนง จึงได้แนวคิดในอันที่จะตรวจสอบเรื่องภาพถ่ายติดวิญญาณเมื่อช่วงกว่าหนึ่ง เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงร้องขอให้บุคคลทั่วไปช่วยส่งภาพถ่ายที่เชื่อว่าสามารถถ่ายติด วิญญาณได้มาให้นัก วิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าได้รับภาพถ่ายจาก ทั่วทุกมุมโลกกว่า 250 ภาพ ที่เชื่อว่าถ่ายติดวิญญาณ จากนั้นจึงให้ประชาชนทั่วไปช่วยกัน โหวตว่า ภาพใดสมควรจะเป็นภาพถ่ายติดวิญญาณ ที่ชัดเจนที่สุดในโลก

ปรากฏว่าภาพ ที่ได้รับการโหวตมากที่สุดนั้น เป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว เป็นภาพของบุคคลหนึ่งซึ่งไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นชายหรือหญิง สวมผ้าที่พับเป็นแผงใช้สวมรอบคอในศตวรรษที่ 16-17 มองลอดผ่าน กรงเหล็กกั้นหน้าต่าง อยู่ที่ปราสาทแทนทาล ลอน ในนอร์ธ เบอร์วิค เมืองอีสต์ โลเธียนของสกอตแลนด์ ผู้ที่ถ่ายภาพนี้ไว้เป็นนักท่องเที่ยวชื่อนายคริสโตเฟอร์ อิทชิสัน กล่าวว่า ไม่ทราบมาก่อนว่ามีอะไรมาปรากฏในภาพถ่ายของตน ตนเพิ่งมาพบข้อผิดสังเกตเมื่อกลับมาถึงบ้าน ตนยืนยันว่าไม่เคยเห็นหญิงสูงวัยสวมชุดแต่งกายโบราณเดินรอบบันได

ขณะ ที่ถ่ายภาพดังกล่าวก็ไม่มีใครยืนอยู่แถวนั้นอย่างแน่นอน ไม่มีการใช้หุ่นสวมเครื่องแต่งกายโบราณในปราสาท และไม่มีมัคคุเทศก์ในพื้นที่ที่สวมเครื่องแต่งกายโบราณ ตนได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพมาตรวจสอบภาพนี้แล้ว ยืนยันว่า ไม่มีการตกแต่งภาพแต่อย่างใด “บางคน อาจคิดว่าอาจเป็นแสงที่ตกมากระทบกับก้อนหินจึงเกิดเป็นภาพนี้ขึ้นมา แต่มีอยู่คนหนึ่งที่บอกว่า ภาพนี้อาจเป็นกษัตริย์เจมส์ที่ 5 แห่ง สกอต แลนด์” นายอิทชิสันกล่าวในที่สุด

ด้านศาสตราจารย์ริชาร์ด ไวส์แมน กล่าวด้วยว่า ตนเองในฐานะผู้ที่ศึกษาเรื่องความลี้ลับของวิญญาณนั้น บอกได้เลยว่า ใบหน้าต่าง ๆ ที่ในชีวิตคนเราต้องเห็นนั้น ได้โปรแกรมสมองของคนเราให้จดจำเอาไว้ เมื่อได้เห็นภาพใบหน้าเหล่านั้นอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่มีจริงก็ตาม ตนเชื่อว่าอาจมีคนอื่นอีกที่ได้เห็นใบหน้าที่แปลก ๆ เช่นนี้ และบางทีอาจมีชัดเจนกว่านี้อีก

โครงการประกวดภาพถ่ายติดวิญญาณที่ ชัดเจนที่สุดในโลกนี้เป็นส่วนหนึ่งของ เทศกาล วิทยาศาสตร์นานาชาติเอดินบะระ ซึ่งจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือหรือแสดงความคิดเห็นสักหนึ่งวันในงานเทศกาลนี้ โดยตั้งชื่อว่า “สิ่งลี้ลับ” แล้วก็จะมีการนำหลักฐานที่มีมาวิเคราะห์และตรวจสอบว่า ผีมีจริงหรือไม่ ขณะที่ ดร.แคโรไลน์ วัตต์ ผู้ร่วมจัดงานจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ กล่าวเสริมว่า แม้มีหลักฐานภาพถ่ายที่สาธารณชนส่งเข้ามามากมายเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ แต่ภาพเหล่านี้ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานของวิญญาณ และถ้าวิญญาณมีอยู่จริงก็คงจะอายกล้อง ไม่กล้าออกมาให้เห็น.

ที่มา เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2552 และ เว็บไซต์ shockfmonline.com
Share:

เรื่องแปลกต่างแดน แบบนี้ก็มีด้วย

.....ป่าช้าเป็นสถานที่ที่น่ากลัวสำหรับคนจำนวน มาก แต่สำหรับบางคนแล้ว

ป่าช้าคือสถานที่เร้นลับ ท้าทายและเชิญชวนให้เข้าชม มีนิยายหลอกเด็กหลายเรื่องที่วาดภาพ ป่าช้าไว้ในใจคนจำนวนมากจนทำให้ป่าช้าเป็นสถานที่สุดท้ายที่คนคิดจะเข้าไปโดยไม่มีธุระอะไรเลย



.....สุสาน Père-Lachaise เป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่กลางกรุง Paris ว่ากัน

ว่่าสุสานแห่งนี้เป็นสุสานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกและมีคนไปเยี่ยมชม มากที่สุดในโลกเพราะเป็นที่ฝัง

ศพของผู้มีชื่อเสียงระดับโลก
.....สุสาน Père-Lachaiseนี้เป็นสุสานขนาดใหญ่แห่งแรกของกรุง Paris สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1804

มีเนื้อที่ทั้งหมด 48hectares (ประมาณ 300 ไร่) แต่ต่อมาก็มีการสร้างสุสานขนาดใหญ่รองลงมาอีก

หลายแห่ง ที่ Montparnasse, Montmartre และที่ Passy เดิมตอนสร้าง สถานที่ตั้งสุสาน

Père-Lachaise อยู่ชานกรุง Paris เวลาผ่านไป เมืองเจริญขึ้น ความเจริญขยายออกไปจนทำให้

สุสานกลายมาเป็นอยู่กลางเมือง


ปัจจุบันสุสาน Père-Lachaise ตั้ง อยู่ที่เขต 20 มีศพถูกฝังไปแล้วประมาณ 300,000 ศพ มีเตาเผา

ศพด้วย ศพของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ก็เผาที่สุสานแห่งนี้ ใครๆก็อยากให้ศพของตัวเองหรือของญาติพี่

น้องมาอยู่ที่นี่ มาอยู่ใกล้บุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง Honorè de Balzac หรือ Molière

Oscar Wilde นักประพันธ์ชาวอเมริกัน Chopin คีตกวีชื่อดัง Edith Piaf นักร้องชาว

ฝรั่งเศส หรือ Jim Morrison นักร้องนำของ The Doors เป็นต้น
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเพราะหลุมศพส่วนใหญ่ประดับประดาด้วยรูปปั้น รูปหล่อ งานแกะสลักที่มีความสวยงาม

ในแบบเศร้าๆที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในพิพิธภัณฑ์ ปกติทั่วไป งานศิลปะเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรักของ

ครอบครัว ความโศกาอาดูรหรือไม่ก็เป็นเรื่องราวทางศาสนา มีเพียงบางหลุมศพที่ประดับด้วยงานศิลปะที่

แสดงรูปอื่นๆเช่นรูปเทวดา หรือไม่ก็รูปเหมือนของผู้อยู่ข้างใน เช่นหลุมศพของ Victor Noir หลุมศพของ

Victor Noir เป็นหลุมศพหนึ่งที่มีผู้ไปเยี่ยมชมมากเป็นอันดับต้นๆของสุสานแห่งนี้ ด้วยความเชื่อที่ว่าหาก

ขอด้วยวิธีการที่ทำกัน ผู้ขอจะมีลูก จะมีชีวิตสมรสที่มีความสุข จะมีชีวิตทางเพศที่ประสบความสำเร็จ Victor

Noir เป็นใครกัน ?
Share:

อ่านไปอ้วกไป เรื่องแปลกจากต่างแดน

1.นักถ้ำมองโครตสกปรก

เป็น ชาวอเมริกันแต่ไม่ระบุชื่อเพราะญาติขอร้อง อายุ 37 ปี อยู่เมืองเลล์ เกลด รัฐฟลอริดา อาชีพเพาะปลูก เมื่อเวลาว่างชายคนนี้จะมีอาชีพพิเศษคือชอบแอบมองสาวทำธุระโดยการตะเวณดูตาม สุขาทั่วเมือง และยิ่งมองยิ่งติดใจจงตัดสินใจแช่ในถังส้วมหลุมเพื่อมองเห็นสาวทำธุระจะๆ ตา(ส้วมเมืองนอกเขาเป็นแบบนี้) เผลิญสาวคนหนึ่งเขาทำธุระปล่อยทุ่นส่วนตัวเสร็จ แล้วบังเอิญไปเห็นอะไรไม่รู้มีตาสองตาของคนจึงแจ้งตำรวจ แล้วเจ้าถ้ำมองคนนั้นก็ถูกตำรวจเรียกรถเครนพร้อมตะขอเกี่ยวนักถ้ำมองออกจาก หลุม จากนั้นก็หย่อนลงบึงน้ำเสียเลย

2.แล้วใครจะมาแทน

นาง ซินเธีย บรวน ชาวออสซี่ ได้ปลดเกษียณอายุงาน 62 ปีลง ที่โรงงานผลิตยาแห่งหนึ่ง จากสถิตทำงาน 34 ปีเต็ม โดยงานที่เธอทำสุดภาคภูมิใจคือ เธอสูดดมกลิ่นตด หรือก้นผู้ป่วยโรคริดสีดวงถวาร เนื่องจากบริษัทแห่งนี้ผลิดน้ำยาดับกลิ่นก้นและส่งใส่ว่าผลิตภัณฑ์เขาใช้ได้ กับผู้ป่วยหรือไม่

3. สถิตนี้ใครกล้าทำลาย

โด แนลด์ คิง วัย 38 ปี ชาวเมืองเคพทาวน์ ประเทศเซาธ์แอฟริกา เขามีสถิดอันดับโลกโครตภูมิใจคือ เขาเป็นสามีหรือผัวของสัตว์ตัวเมียไม่น้อยกว่า 600 ตัว โดยเมียสัตว์ของโดแนลด์มีทั้ง แพะ แกะ วัว ควาย ม้า หมา แมว แรด นกกระจอกเทศ ลามา ไฮยีน่า กวาง เต่าตะนุ ลิงชิมแปมซี กอริลล่า ตัวกินมด (โฮ้กล้ามั่วขนาดนี้เลยเรอะ)

4. อยากดัง

เลิฟ วีนี่ ดาราโนเนม ชาวลอนดอน ทำยังไงก็ไม่ดังเสียที วันหนึ่งเธอเข้าส้วมก็เกิดไอเดียสุดเจ๋ง เธอใช้เงินก้อนสุดท้ายทำอัมบั้มซีดี.ทันที โดยการอัดเสียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องน้ำขณะที่ตนเองเข้าใช้ ไม่ว่าเสียงแปรงฟัน เสียงขุยเสลด เสียงฉี่ ตด หาวเรอ เสียงอึตกกระทบกับน้ำ ผลคืออัลบัมเธอขายดีมากกว่า30000 แผ่น และราคาแผ่นพอๆ กับแผ่นป๊อบฮิตเลยทีเดียว (ดังสมใจเลย)

5. ตายสุดซวยที่สุดในโลก

อัน นี้เคยออกข่าวแล้วนะ บีทรีส วิลเลียมสัน อายุ 77 ปี พลเมืองอาวุโสชาวอังกฤษ วันหนึ่งเธอออกไปทำสวนหลังบ้าน ขณะที่เธอทำงานเพลินขณะนั้นก็มีของเสียก้อนหนึ่งตกลงมาจากห้องน้ำเครื่องบิน พอดีช่วงนี้อากาศหนาวจัดทำให้ของเสีย(ขี้) จับก้อนน้ำแข็งจนโตเท่าผลส้มตกลงหัวอย่างรุนแรง เธอล้มลงเสียชีวิตทันที (เฮ้อ..ทำมั้ยซวยยังงี้)

6. แข่งกินของสัปดนชิงแชมป์โลก

การ แข่งนี้เกิดขึ้นที่ออสเตเลีย ชื่อรายการ ไอแซล อีท แอนนีธิง คอนเทสต์ แปลว่าฉันจะ แ ด ก ทุกอย่างที่ขวางหน้า ของที่กินมีทั้ง คอไก่สดๆ ฉี่วัว1ถ้วย หนอน ไส้เดือนสด ไขมันคน 1 ถ้วยที่ดูดมาจากคลีนิก (แวะ )

7. สั่งขี้มูลไกลที่สุดในโลก

โจ อานนี่ เมสัน สาวสวย หุ่นดี แต่พฤติกรรมสุดอนาถ เพราะเธอมีความสามารถพิเศษคือสั่งขี้มูกขนาดเท่าเม็ดถั่วแดงไกลถึง 151 ฟุต 3 นิ้วครึ่งขนาดเท่าสนามฟุตบอล (โอโห ซูดยอด)

8.แมวฉันอยู่ในจานเป็ด

มา ร์ซา ชาวนิวยอร์ก เสียใจมากที่แมวตัวโปรดชื่อ พัลซั่ม หายตัวไป เธอเศร้ามากจึงเดิมมาที่ภัตราคารจีน "xxx๊ดลัค ยู แฮป"สั่งเป็ดทอดมากินเพราะคิดว่าเธอจะคลายเศร้าได้ พอดีตอนที่เธอกินอาหารอย่างอร่อย ตำรวจ 3 นาย มาร้านพร้อมหมายค้นว่าร้านนี้ลักแมวลักหมามาปรุงอาหารขายแก่ลูกค้า......และ แล้วมาร์ชาก็ตามตำรวจไปดูในครัวแล้วก็เห็นหัวแมวของเธอแขวนกับตะขอ และพ่อครัวก็ยอมรับว่าเป็ดทอดที่เธอกินเป็นแมวของเธอเอง............... อร่อย

9. ฉี่ก็มีดี

นัก วิจัยชาติไหนก็ไม่รู้เ พากันตกตะลึงว่าฉี่นั้นมีดี โดยพบคุณสมบัติที่ว่ามีฤทธิ์คล้ายยากล่อมประสาท ทำให้คนรู้สึกสุขสบายและมีความสุข เมื่อเห็นดังนี้นักวิจัยเลยนำไปสกัดเป็นแคปซูลขายในราคา 5 ดอลลาร์เสียเลย

10.มนุษย์ตดตายอย่างสมศักดิ์ศรี

โจ นาธาน กริกส์ ชาวอังกฤษ เขาป่วยเป็นโรคประหลาด เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินย่อยอาหารและกล้ามเนื้อทำให้เกิดแก๊สในท้องและตด เป็นประจำทุกระยะ 11 วินาที อยู่ดีไม่ว่าดีนายคนนี้ดันมีภรรยาและอยู่ 19 ปีเต็ม มีหรือที่เธอจะทนได้ เธอเลยจับสามีขังไว้ในตู้เก็บผ้าแบบปิดมิดชิด ปล่อยให้สามีตดตั้งแต่เช้าจนเย็น และวันต่อมาภรรยาเขาก็ลองจุดไฟเหย่ไปดู ปรากฏว่าบ้านระเบิดพังเป็นแถบ ตายกันทั้งสามีภรรยา

...หากชาติมีจริง ขอให้เราทั้ง2เกิดมาคู่กัน...

11.นักเลียสิวสถิตโลก

นาง สาวแซลลี่ ดาลตัน อายุ 19 ปี เมืองโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เปิดอาชีพเป็นนักเลียสิว โดยใช้ลิ้นสะกิดสิวให้หัวออก เธอทำทั้งหัวดำ หัวช้าง และเธอทำมาตั้งแต่ปี 1942 จนอายุ 21 ปี เธอทำสถิตเลียสิวแก่ผู้คนรวม 5000 คน

12.อาหารชวนอ้วกที่สุดในโลก

วง การอาหารโลกต้องบันทึกสถิตว่าเป็นอาหารที่ขยะแขยงของโลกที่เคยมีบันทึกมา เหตุเกิดที่ภัตตาคาร "โอมาร์" ในกรุงอัสตันบูล ประเทศตุรกี มีอาหารชนิดหนึ่งชื่อ "ซุปเห็ด" ดังมากคนต่อเข้าคิวไปกินจนแน่นร้านทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งเกิดสงสัยว่าทำไมเนื้อเห็ดมันเหนียวผิดปกติกว่า วันอื่นๆ จึงมีการตรวจสอบ ผลปรากฏว่าแท้ที่จริงเนื้อเห็ดที่เหนียวๆ นั้น เป็นเนื้อผิวหนังที่ตาย ตัดออกจากปลายแขน ปลายขา คนป่วยโรคเรื้อนนั้นเอง.....อ้วก! (สงสัย...คงอร่อยน่าดู )

13.หมอพยาบาลหนีกระเจิง

เหตุ เกิดที่ห้องผ่าตัดแห่งหนึ่งในนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อแพทย์และพยาบาลดูดไขมันจากหน้าทาง(ไลโปซัคั่น) จากสาวอ้วนคนหนึ่งชื่อ มาร์ธ คีเนอร์ หนัก 975 ปอนด์ หรือ 442 กิโลกรัม ระหว่างที่ดูดจู่ๆ เครื่องดูดไขมันเกิดทำงานผิดพลาดแทนที่จะพ่นไขมันลงถุงกลับพ่นกระจายไปทั้ง ห้อง แพทย์ และพยาบาล ต้องวิ่งหนีอุตลุด

14.เรื่องน่าเศร้าของช่างตัดผมตาบอด

ซา มูเอล โครเจอร์ อายุ 55 ปี เป็นช่างตัดผมอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่ตาบอดทั้งสองข้าง วันนั้นแก่เดินถือเก้าอี้สำหรับเด็กสำหรับนั่งตัดผม ขณะนั้นเขาเดินอยู่ริมถนนในเมืองแอตแลนต้า ด้วยความซวย ซามูเอลเกิดล้มหน้าคะมำลงกับพื้น บังเอิญมีหมามาขี้ไว้เกินบะเริ่ม ก้อนขี้หมานั้นเข้าปากเขาเต็มๆๆ.....อ้วก! (เฮ้อ...ซวย)

15.อาหารนี้ช่วยรอดชีวิต

ด. ช. ทอมมี่ กรีลีย์ อายุ 10 ขวบ อาศัยอยู่ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เขาเกิดมาพร้อมโรคแพ้อาหารทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนมแม่ ขนมก็แพ้ ถ้ากินเข้าไปจะอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง แต่......มีอาหารอย่างหนึ่งที่ทอมมี่กินแล้วไม่อ้วก และสามารถเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง นั้นคือขี้มูลเหลวๆ จากปากหรือจมูกเด็กๆ นั้นเอง

16.มนุษย์ปืนใหญ่ลงผิดที่

โร เจอร์ เคนนีย์ เป็นนักแสดงผาดโผนเสี่ยงตาย เป็นมนุษย์ปืนใหญ่ยิงจากปากกระบอกปืนไปไกลถึง 100 ฟุต แล้วตกไปจุดที่คำนวณไว้อย่างแม่นยำ ครั้งหนึ่งในการแสดง เกิดความผิดพลาดจากแรงอัดกระบอกปืนทำให้ร่างเขาลอยพ้นตาข่าย และเวลานั้นช้างกำลังขี้พอดี หนาของโรเจอร์จึงพุ่งเข้าตูดช้างอย่างแม่นยำ (เจ๋งเป้ง...แม่นเปะ)

17.มนุษย์งู

เรื่อง นี้เคยออกข่าวมาแล้วช่อง 3 บรูโน่ โทรลอคซี่ ชาวอิตาลี กำลังฝึกฝนสมาธิแบบชาวตะวันออก วันๆ ไม่ทำการอะไร เอาแต่เล่นโยคะ อยู่มาวันหนึ่งเขารู้สึกว่าลิ้นของเขามันใหญ่ไป คับปากคับคอ เป็นอุปสรรคต่อการฝึกสมาธิเขาจึงใจกรรไกลคมๆ อ้าปากอาๆๆ แล้วตัดฉับลิ้นแยกเป็น 2 แฉก จบ..............

18.ศิลปิน

เน็ด โทเลอร์ ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินสุดเพี้ยน แต่งานเขานั้นสวยงาม ตระการตา ความสัปดนเขาเริ่มขึ้นเมื่อเมียคลอดแฝด 3 ออกมา ด้วยความแป็นศิลปิน เขาเอาผ้าออมแบบใช้แล้วของเด็กแฝดมาจัดการคลุกเคล้ากับขี้แล้วผสมอะไร บางอย่าง สร้างผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ เช่น สร้อยลูกประคำ เข็มกลัดติดเสื้อ กิ๊ปหนีบผม ฯลฯ

19.มนุษย์หมาป่า

โร เบิร์ต จอห์นสัน หรือ เฟ็ช เกิดพลัดหลงพ่อมากลางป่า ฝูงหมาป่ามาเห็นเข้าจึงเก็บไปเป็นลูก ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั้ง 10 ขวบ จึงได้รับการช่วยเหลือออกมาอยู่กับสังคมมนุษย์เหมือนเดิม แต่นิสัยของโรเบิร์ตยังแก้ไม่หาย แม้ปัจจุบันนี้ เขาจะโตแล้ว เป็นถึงผู้บริหารนักการธนาคาร แม้ในขณะประชุม เขายังขอเวลานอกเพื่อที่จะเข้าห้องส่วนตัว อาเจียนของเก่าออกมาใส่จานแล้วเลียกลับเข้าไปเหมือนเดิม

20.คนสกปรกที่สุดในโลก

วิ ลลี่ เครเมอร์ แห่งเมืองยูยีน รัฐโอเรกอน ได้รับฉายาว่า คุณขี้เปียก เนื่องจากเขาสะสมก้อนประหลาดกลิ่มเหม็นเน่า หนักกว่า 27 ปอนด์ไว้ห้องนั่งเล่นเขา ก้อนเหม็นนั้นมาจากสิ่งละอันพันละน้อยจากสะดือ รูหู จากรูจมูก ขี้ไคล ผสมด้วยน้ำอสุจิ

21.ภารโรงขี้เล่น

ใน ห้องแล้บทดลองทางโภชาการแห่งหนึ่ง ในเมืองแฟรค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เมื่อนักวิจัยกลับบ้านแล้ว ก็ถึงเวลาที่ภารโรงมาทำความสะอาด วันรุ่งขึ้นนักวิจัย เข้ามาภายในเพื่อเข้าทำงานต่อ แทนที่จะทำงานกับด่าพ่อล้อแม่เพราะถาดงานวิจัยเกิดสลับปนไปหมด พร้อมถาดใส่ใส้เอแคลร์กับราสเบอรี่ ได้มีถาดก้อนสำลีซับเลือดซับหนองมาแทนเพราะภารโรงขี้เล่นแท้ ๆ (เฮ้อ...ซวย)

22.ดิ่งพสุธาลงผิดที่

แค เธอรีน เดลาแพลนเต้ เป็นนักดิ่งพสุธาหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพ ครั้งหนึ่งเธอดิ่งพสุธา ปรากฏว่าถูกลมกรรโชกเลยเป้าหมายออกนอกเมืองนับเป็นไมล์ ๆ เธอบังคับร่มลงในแปลงปลูกผักแปลงหนึ่ง โดยหล่นตูมลงถังปุ๋ยหมักที่เปิดฝาจนขึ้นอืด อย่างสุด ๆ
(เย่ แม่นจัง )

23.ฆ่าตัวตายแบบสกปรก

เคนท์ เกรียร์ วัย 56 ปี ชาวอังกฤษ ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบเรื้อรังหลายปี ทำให้เขาหายใจลำบาก มีเสลดพัดคอตลอดเวลา ความจริงรักษาหาย แต่เขาบอกตัวเองว่า "อยู่ไปก็รกโลก" จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายแบบพิสดาร เขาเติมน้ำจนเต็มอ่างอาบน้ำเด็กก้มหน้าปล่อยให้เสลด น้ำมูก ปะแน่นรูจมูก 2 รู และบางส่วนปิดหลอดลม จนหน้าเขาซุกลงในอ่างน้ำ แล้วเขาก็ตายอย่างสมใจนึกเพระขาดอากาศหายใจ

24.จิตแพทย์ก็บ้าเป็น

เมื่อ ปี 1992 มีจิตแพทย์ผู้วชาญโรคจิตในผู้สูงอายุชาวอเมริกันนำเสนอวิธีการบำบัดโรคจิต แก่คนไข้ของตนเอง โดยให้คนไข้แก้ผ้าแล้วนอนในอ่างอาบน้ำ จากนั้นหมอก็แก้ผ้าจนล่อนจ้อนก้มหน้าใช้ลิ้นตัวเองเลียร่างกายคนป่วยจนทั่ว ตัว กว่าจะรู้ว่าจิตแพทย์คนนั้นเป็นบ้า ด้วยให้คนป่วยโรคจิตแหละมาบอกว่า "หมอเป็นบ้าไปแล้วเจ้าค่า"
Share:

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เทพีอาเธน่า


ใน คณะเทพโอลิมเปียนมีเทวีพรหมจารีอยู่ 3 องค์ ทรงนามตามลำดับว่า เฮสเทีย (Hestia) เอเธน่า (Athene) อาร์เตมิส (Artemis) องค์แรกเป็นเทวีภคินีของเทพปริณายกซูส ส่วน 2 องค์หลังเป็นธิดา แต่ละองค์มีประวัติและความสำคัญดังจะกล่าวต่อไปนี้

อันเทวดาของกรีกนั้นถึงแม้ไม่ตายก็หาความรู้สึกเจ็บปวดในกายองค์ไม่ การถือกำเนิดของเอเธน่านั้น กล่าวกันว่า ครั้งหนึ่ง ซูส เทพบดีได้รับคำทำนายว่า โอรสธิดาที่ประสูติแต่มเหสีเจ้าปัญญานาม มีทิส (Metis) นั้นจะ มาโค่นบัลลังก์ ของพระองค์ ไท้เธอก็แก้ปัญหาด้วยการจับเอามีทิสซึ่งทรงตั้งครรภ์แก่นั้นกลืนเข้าไปในท้อง แต่เวลาไม่ นานนัก เทพปริณายกซูสบังเกิดอาการปวดเศียรขึ้นมา ให้รู้สีกปวดร้าวเป็นกำลัง ไท้เธอจึงมีเทวโองการสั่งให้เรียก ประชุมเทพ ทั้งปวงบนเขาโอลิมปัส ให้ช่วยกันหาทางบำบัดเยียวยา แต่... ความอุสาหพยายามของทวยเทพก็ไม่เผล็ดผล ซูส ไม่อาจทนความ เจ็บปวดต่อไปได้ ในที่สุดจึงมีเทวบัญชาสั่งโอรสองค์หนึ่งของไท้เธอ คือ ฮีฟีสทัส (Hephaestus) หรือ วัลแคน (Vulcan) ให้ใช้ขวานแล่งเศียรของไท้เธอออก เทพฮีฟีสทัสปฏิบัติตาม เอาขวานจามลงไป ยังไม่ทัน เศียรซูสจะแยกดี เทวีเอเธน่าก็ผุด ขึ้นมาจากเศียรเทพบิดา ในลักษณะเจริญวัยเต็มที่แต่งฉลององค์หุ้มเกราะแวววาว พร้อมสรรพ ถือหอกเป็นอาวุธ และประกาศ ชัยชนะเป็นลำนำกัมปนาทเป็นที่พิศวงหวั่นหวาดแก่ทวยเทพเป็นที่สุด พร้อมกันนั้นทั่วพื้นพสุธาและมหาสมุทร ก็บังเกิด อาการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างใหญ่ ประกาศกำเนิดเทวีองค์นี้สนั่นไป ทั้งโลก

การอุบัติของเทวีองค์นี้ถือว่าเป็นไปเพื่อยังสันติสุขให้บังเกิดในโลกและขจัดความโฉดเขลาที่ครอง โลกจนตราบ เท่าบัดนั้นให้สิ้นไป ด้วยว่าพอเจ้าแม่ผุดจากเศียรซูส เทวีแห่งความโฉดเขลาซึ่งไม่ปรากฏรูป ก็ล่าหนีให้เจ้าแม่เข้า ครองแทนที่ ด้วยเหตุนี้เทวีเอเธน่าจึงเป็นที่นับถือบูชาในฐานะเทวีครองปัญญา นอกจากนั้น เจ้าแม่ยังมีฝีมือในการ เย็บปักถักร้อย และการยุทธศิลปป้องกันบ้านเมือง

ภายหลังการอุบัติของเจ้าแม่เอเธน่าไม่นาน มีหัวหน้าชนชาวฟีนิเชียคนหนึ่งชื่อว่า ซีครอบส์ (Cecrop) พาบริษัทบริวาร อพยพเข้าไปในประเทศกรีซเลือก ได้ชัยภูมิอันตระการตาแห่งหนึ่งในแคว้น อัตติกะ (Attica) ตั้งภูมิลำเนาก่อสร้างบ้านเรือน ขึ้นเป็นนครอันสวยงามนครหนึ่ง เทพทั้งปวงเฝ้าดูงานสร้างเมืองนี้ด้วยความ เลื่อมใสยิ่ง ในที่สุดเมื่อเห็นว่าเมืองมีเค้าจะกลาย เป็นนครอันน่าอยู่ขึ้นมาแล้ว เทพแต่ละองค์ต่างก็แสดงความปรารถนาใคร่จะได้เอกสิทธิ์ประสาทชื่อนคร จึงประชุมกันถกถึงเรื่องนี้ เมื่อมีการอภิปรายโต้แย้งกันพอสมควรแล้ว เทพส่วนใหญ่ในที่ประชุมก็พากันยอมสละสิทธิ์ คงเหลือแต่เทพโปเซดอนและเทวีเอเธน่า 2 องค์เท่านั้นยังแก่งแย่งกันอยู่

เพื่อยุติปัญหาว่าใครควรจะได้เอกสิทธิ์ประสาทชื่อนคร เทพปริณายกซูสไม่พึงประสงค์จะชี้ขาดโดยอำนาจตุลาการที่ไท้เธอ จะพึงใช้ได้ด้วยเกรงว่าจะเป็นที่ครหาว่าเข้า ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไท้เธอจึงมีเทวโองการว่านครนั้นพึงอยู่ในความคุ้มครองของเทพ หรือเทวี ซึ่งสามารถเนรมิตของที่มีประโยชน์ที่สุดให้มนุษย์ใช้ได้ และมอบหน้าที่ตัดสิน ชี้ขาดให้แก่ที่ประชุม

เทพโปเซดอนเป็นฝ่ายเนรมิตก่อน เธอยกตรีศูลคู่หัตถ์ขึ้นกระแทกลงกับพื้น บันดาลให้มีม้าลำยองตัวหนึ่งผุดขึ้นท่าม กลางเสียงแสดงความพิศวงและชื่นชมของ เหล่าเทพ เมื่อเทพผู้เนรมิตม้าอธิบายคุณประโยชน์ของม้าให้เป็นที่ตระหนักแก่เทพ ทั้งปวงแล้ว เทพต่างองค์ต่างก็คิดเห็นว่า เทวีเอเธน่าคงไม่สามารถเอาชนะเนปจูนเสีย เป็นแน่แล้ว ถึงกับพากันแย้มศรวลด้วย เสียงอันดังแกมเย้ยหยันเอาเสียด้วย เมื่อเจ้าแม่เอเธน่าเนรมิตต้นมะกอกต้นหนึ่งขึ้นมา แต่ครั้นเจ้าแม่อธิบายถึงคุณประโยชน์ ของต้นมะกอก ที่มนุษย์จะเอาไปใช้ได้นานัปการนับตั้งแต่ใช้เนื้อไม้ ผล กิ่งก้าน ไปจนใบ กับซ้ำว่ามะกอกยังเป็น เครื่องหมายถึงสันติภาพและความรุ่งเรืองวัฒนาอีกด้วย และเพราะฉะนั้นจึงเป็นที่พึงประสงค์ยิ่งกว่าม้า ซึ่งเป็นเครื่องหมายของ สงครามดังนี้ มวลเทพก็เห็นพ้องต้องกันว่า ของที่เจ้าแม่เอเธน่าเนรมิตมีประโยชน์กว่า จึงลงมติตัดสิน ชี้ขาดให้เจ้าแม่เป็นฝ่าย ชนะ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงชัยชนะครังนี้ เจ้าแม่เอเธน่าได้ประสาทชื่อนครนั้น ตามนามของเจ้าแม่เองว่า เอเธนส์ ( Athens ) และสืบจากนั้นมาชาวกรุงเอเธนส์ก็ นับถือบูชาเจ้าแม่ในฐานะเทวีผู้ปกครองนครของเขาอย่างแน่นแฟ้น
นอกจากชื่อเอเธน่าหรือมิเนอร์วาแล้ว ชาวกรีกและโรมันยังรู้จักเจ้าแม่ในชื่ออื่น ๆ อีกหลาย ชื่อ ในจำนวนนี้มี ชื่อที่แพร่หลายกว่าเพื่อนได้แก่ พัลลัส (Pallas) จนบางทีเขาเรียกควบกับชื่อ เดิมว่า พัลลัสเอเธน่า ก็มี ว่ากันว่า มูลเหตุของชื่อนี้สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมตอนเจ้าแม่ปราบยักษ์ชื่อ พัลลัส ซึ่งไม่ปรากฏตำนานชัดแจ้ง อาศัยเหตุที่ เจ้าแม่ถลกหนังยักษ์มาคลุมองค์ คนทั้งหลายเลยพลอย เรียกเจ้าแม่ในชื่อของยักษ์นั้นด้วย และเรียกรูปประติมา หรือ อนุสาวรีย์อันเป็นเครื่องหมายถึงเจ้าแม่ ว่า พัลเลเดียม (Palladium) ในที่สุดคำว่า Palladium ก็มีที่ใช้ใน ภาษาอังกฤษถึงภาวะหรือ ปัจจัยที่อำนวยความคุ้มครองหรือความปลอดภัยให้เกิดแก่ชุมชน ทำนอง Palladium ที่ชาวโรมัน อารักขาไว้ในวิหารเวสตาฉะนั้น
Share:

โปเซดอน ( Poseidon )


เทพโปเซดอนได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าสมุทรหรือท้องทะเล โดยคำว่า " สมุทร " หรือ " ทะเล " ใน�� าษากรีกโบราณนั้นหมายเอาทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนเป็นสำคัญ เนื่องจากชาวกรีกในสมัยโน้น มีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน เป็นส่วนมาก เทพแห่งทะเลจึงมีความสำคัญกับชาวกรีกเป็นธรรมดา

ในกาลก่อนครั้งที่เหล่าเทพไทแทนยังมีอำนาจอยู่นั้น ห้วงมหรรณพทั้งหลายต่างอยู่ในความปกครองของ โอเชียนัส (Oceanus) ครั้นเมื่อเหล่าเทพไทแทนพ่ายแพ้แก่ ซูส แลัว ซูสก็ได้แบ่งการปกครอง ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนโดยเด็ดขาด ส่วนโอเชียนัสถูกลด อำนาจให้ได้ครองเพียงห้วงน้ำใหญ่ที่ไหลวนรอบโลก ซึ่งถื่อว่าไม่มีความสำคัญอะไรเลยสำหรับชาวกรีกสมัยนั้น นอกจากนี้ ทะเลยูซินีซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ทะเลดำ ก็อยู่ในความปกครองของโปเซดอนเช่นกัน


อำนาจของเทพโปเซดอน ส่วนใหญ่คือสามารถควบคุมพายุและความสงบในท้องทะเลได้โดยเด็ดขาด ยามเมื่อ ทรงรถทองคำเหนือน่านน้ำ คลื่นลมทะเลสงบเงียบเรียบลื่นไปตามล้อรถของเธอโดยตลอด ( ในบางตำนานกล่าวว่า เวลาที่ เสด็จขึ้นจากประสาทใค้ทะเล ทะเลจะแหวกออกเป็นช่อง มีเสียงดังสนั่นลั่นโครมครืนนำมาก่อน แล้วราชรถทรงทองคำ เทียมด้วยม้าฝีเท้าเยี่ยมตัวใหญ่มหึมาก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากช่องน้ำแยกอย่างสง่างาม ) เธอมีอาวุธที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ ประจำตัวเลยก็คือ " ตรีศูล " เมื่อใดที่ต้องการ " เขย่า " โลก ก็เพียงแต่กวัดแกว่งตรีศูลเท่านั้น ทะเลก็ปั่นป่วนเป็นบ้า เป็นเหตุให้โลกสั่นสะเทือนด้วยเหตุนี้เธอจึงได้รับสมญานามว่า " ผู้เขย่าโลก " ( Earthshaker ) ด้วย นั่นเอง
ถ้าจะกล่าวถึงอำนาจของโปเซดอนซึ่งปกครองดูแลน่านน้ำทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น ทะเลลึก ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร ละหานห้วย หรือแม้แต่เทพและนางอัปสรประจำน่านน้ำทั้งปวง ยังมีประสาทงดงามตระการตาอยู่ใต้ท้องทะเล เอเยี่ยน นอกจากที่ประทับสวรรค์ชั้นโอลิมปัสแล้ว ดังจะเห็นว่านอกจากซูสเทพบดีแล้ว ไม่มีเทพองค์ใดที่มีอำนาจเกรียง ไกรไปกว่าท้าวเธอเลยที่เห็นก็มีเพียง ฮาเดส เทพครองนรก จ้าวแดนบาดาล ซึ่งทำให้ท้าวเธอถึงกับเคยคิดครองความ เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวโดยร่วมมือกับ เทวีฮีร่า และ เทวีเอเธน่า พยายามโค่นเทพปริณายกซูสแต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซูสลง ทัณฑ์เนรเทศโปเซดอนให้มาทำงานตรากตรำลำบากบนโลกมนุษย์ในเมืองทรอยโดยต้องสร้างกำแพงกรุง ทรอยให้ท้าว เลือมมิดอน (Laomedon) กษัตริย์ในขณะนั้น


ท้าวเลือมมิดอนได้สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนอย่างงดงามหลังจากที่ได้สร้างกำแพงเสร็จ ถึงแม้ว่างานดังกล่าว เป็นงานที่ยาก แต่หากด้วยในระหว่างนั้นเทพ อพอลโล (Apollo) ซึ่งถูกเนรเทศลงมาจากสวรรค์เช่นกัน แต่โดย สาเหตุต่างกัน อาสาช่วยโปเซดอนสร้างกำแพงอีกแรงด้วย โดยดีดพิณให้หินเคลื่อนไปตามอำนาจของกระแสเสียงอันไพเราะ ทำให้ทุ่นแรงไปมาก งานจึงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยและรวดเร็ว แต่ทว่าท้าวเลือมมิดอนเป็นกษัตริย์ละโมบและคิดโกง กลับบิดพลิ้วสัญญา ทำให้โปเซดอนคิด พยาบาท จึงเนรมิตสัตว์ร้ายดังอสุรกายขึ้นจากทะเล เที่ยวไล่กินผู้คนชาวเมืองไปเป็น จำนวนมาก ชาวเมืองจึงตัดสินใจนำสาวพรหมจารีรูปงามพลีให้แก่สัตว์ร้าย โดยผูกไว้กับ โขดหินริมทะเล ตามคำแนะนำของ เจ้าพิธีผู้เข้าทรงในเมือง ปรากฏว่า สัตว์ร้ายดังกล่าวเมื่อกินหญิงสาวแล้วลงทะเลหายไป แต่มันหายไปเพียงปีเดียว ทำให้ชาวเมืองต้องทำ การพลีหญิงสาวทุกๆปี


ปีแล้วปีเล่าสัตว์ร้ายเฝ้าแต่เวียนมาตามกำหนดคำรบปีและทุกๆปีที่มันขึ้นมาก็จำต้องอุทิศสาวพรหมจารีพลีให้เสมอ จน ในที่สุดชาวเมืองก็เห็นชอบพร้อมกันเลือกลูกสาวท้าวเลือมมิดอนเองชื่อว่า ฮีไซโอนี (Hesione) เพื่อพลีให้กับสัตว์ร้าย ฝ่ายท้าวเลือมมิดอนเองแม้จะไม่อยาก แต่ก็ขัดขวางชาวเมืองไม่ได้ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยลูกสาวของตน สุดท้ายจึงได้ แต่ป่าวประกาศหาชายห้าวหาญที่สามารถฆ่า สัตว์ร้ายได้ โดยสัญญาว่าจะประทานรางวัลให้อย่างงดงาม

ในขณะนั้นเองเฮอร์คิวลิส (Hercules)ผ่านมาได้ยินข่าว จึงอาสาฆ่าสัตว์ร้ายและช่วยนางฮีไซโอนีได้พอดี เมื่องานสำเร็จท้าวเลือมมิดอนยังไม่ทิ้งนิสัย เดิม กลับเพิกเฉยต่อสัญญาที่ไห้ไว้กับเฮอร์คิวลิส เป็นเหตุให้เฮอร์คิวลิสผูกใจเจ็บ แต่เนื่องด้วยเฮอร์คิวลิสยังมีธุระอื่นที่ต้องทำ ครั้นเสร็จธุระดังกล่าวเฮอร์คิวลิสก็ได้รวบรวม สมัครพรรคพวกจำนวนหนึ่งยกเข้าล้อมกรุงทรอยและตีหักเข้าในเมืองได้ จากนั้นก็ได้จับท้าวเธอฆ่าเสีย ส่วนนางฮีไซโอนีนั้นได้ยกให้ เทลมอน (Telamon) สหายที่ ร่วมกันตีเมืองทรอยครั้งนี้

- คำมั่นสัญญาที่ท้างเลือมมิดอนประทานแก่เฮอร์คิวลิสนั้นคือ ถ้าเฮอร์คิวลิสฆ่าสัตว์ร้ายสำเร็จ จะประทาน ม้า งาม ๆ ฝีเท้าดีให้จำนวนหนึ่งตามที่เฮอร์คิวลิสประสงค์ ซึ่ง เมื่อเฮอร์คิวลิสทวงรางวัล พระเชษฐาของนางฮีไซโอนีชื่อ โพดาร์ซีส (Podarces) ได้ทูลแนะนำให้ท้าวเธอให้ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้นเมื่อเฮอร์คิวลิสตีเมืองทรอยแตก จึงไม่ได้ประหารโพดาร์ซึส เพียงแค่จับไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งต่อมาชาวกรุงทรอยก็ได้ไถ่ถอนเอากลับคืนไปสถาปนาเป็นกษัตริย์ ทรงนามว่า เพรียม (Priam) ต่อไป


ส่วนสัญญาที่ท้าวเลือมมิดอนละเมิดกับเทพโปเซดอนคือคำบนว่าจะถวายลูกโคกระบือท้องแรกทั้งหมดเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ณ แท่นบูชา ซึ่งการที่ท้าว เลือมมิดอนไม่แก้บนตามสัญญา ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายดังกล่าวยังเป็นเหตุทำให้ศึกครั้งสำคัญกรุงทรอยกับกรีก โปเซดอนดำรงในฐานะอริกับกรุงทรอยนั่นเอง
เทพโปเซดอนมีมเหสีนามว่า อัมฟิตริตี (Amphitrite) เป็นธิดาของเทพแห่งธารเนเรอุส ในตอนแรก ที่เทพโปเซดอนขอวิวาห์กับนางนั้น อัมฟิตริตีไม่ยินดีด้วย นางหนีไปหลบซ่อนอยู่ที่อื่น ท้าวเธอจึงใช้ให้ปลาโลมาไปค้น หา จนกระทั่งพบและนำมาถวายพระองค์ อัมฟิตริตีจึงได้เป็นจอมเทวีแห่งมหาสมุทรเคียงคู่สวามี มีโอรสด้วยกันคือ ไทรตัน

โปเซดอนออกจะโชคดีกว่าซูสเทพบดีตรงที่มีมเหสีสงบเสงี่ยมมากกว่า เทวีอัมฟิตริตีปล่อยให้สวามีเจ้าชู้กับ สาวเจ้าอื่นได้โดยไม่หึงหวง ยกเว้นรายเดียวเท่านั้นคือรายของนางซิลลา (Seylla) ซึ่งเคยเป็นนางไม้สวยงามมาก ท้าวเธอหลงหัวปักหัวปำจนอัมฟิตริตีเทวีทนไม่ได้ จึงแอบลอบนำยาพิษไปโรยในสระน้ำที่นางซิลลาลงอาบประจำ ทำให้ นางกลายร่างจากสาวงามเป็นนางอสูรร้ายที่น่าสะพรึงกลัวไปทันที นับว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่อัมฟิตริตีเทวี กระทำรุนแรงกับชายาของสวามี

ในรูปร่างของม้าอีกเช่นกันที่เทพจ้าวสมุทรแอบไปพิสมัยกับนางอัปสรบริวารของเทวีเอเธน่า นางนั้นคือ เมดูซ่า (Medusa) ในตำนานตอนนี้กล่าวไว้ว่า นางเป็นนางอัปสรที่สวยงามยิ่ง แต่เพราะไปหลงใหลใฝ่ฝันเทพโปเซดอนเข้า เทวีเอเธน่าจึงพิโรธโกรธเกรียว สาปให้นางมีผมเป็นงูไปทันที และทำให้นางน่าขวัญหนีดีฝ่อจน ผู้ใดเห็นเข้าจะกลายร่างเป็นหินแข็งชาไปหมด แต่เพราะการได้ร่วมอ�� ิรมย์กับโปเซดอนในรูปร่างของม้า เมื่อวีรบุรุษเปอร์ซีอุสตัดศีรษะนางขาดออกนั้น เลือดที่กระเซ็นออก มากลายเป็นม้าวิเศษ 2 ตัว ตัวหนึ่งคือ คริสซาออร์(Chrysaor) และอีกตัวคือ เปกาซัส (Pegasus) นั่นเอง
Share:

25 เรื่องแปลกแต่จริงจากนิตยสาร ZOO

1. ไซบีเรียขายนมเป็นก้อนๆ


2. ถ้าตัดสมองเป็นสองส่วน คุณจะไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป


3. ผลจากการสำรวจหญิงนิวยอร์พบว่ามากกว่า 26 เปอร์เซ็นต์เป็นสังคัง


4. สถิตการส่งพิซซ่าที่ไกลที่สุดในโลกคือ 19,950 กิโลเมตรโดยเป็นการส่งพิซซ่าโดยร้าน Vegetarian Supreme ในลอนดอน มายังเมลเบิร์น ออสเตเลีย


5. ถ้าเราจะนับว่าโลกมีตัวต่อเลโก้เท่าไหร่ให้เอาจำนวนป ระชากรโลกทั้งหมดคูณด้วย 65 (แค่ค่าเฉลี่ย)


6. รัฐบาลสวีเดนปรับสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ตั้งชื่อลูกว่า "Brfxxccxxmnpcccclllmmnprxvclmnckssglbb11116"


7. คนอเมริกา 6% ไม่รู้จักชื่อเมืองหลวงของตนเอง


8. คิงโพธิ์แดงเป็นไพ่คิงใบเดียวในสำรับที่ไม่มีหนวด


9. หนูถึงจุดสุดยอดนานครึ่งชั่วโมง


10. เมืองที่มีสาวสวยที่สุดในโลกคือเมืองบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา


11. บริษัททำมีดโกนชื่อ Wilkinson ก่อตั้งในปี 2315 โดยดั่งเดิมมีความวชาญในการทำมีดดาบ


12. จากทารก 17000 คน จะมีเด็ก 1 คนที่เป็นเด็กเผือก


13. กล้องที่แพงที่สุดในโลกมีชื่อว่า Daguerreotype ประมูลไป 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ


14. น้ำนมยีราฬถูกรับรองเป็นอาหารของชาวยิวผู้เคร่งศาสนา ได้


15. 22 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงออสเตรเลียที่อายุเกิน 30 ปี เคยถ่ายวีดีโอในขณะมีเซ็กซ์


16. คนตัดไม้แคนนาดาใช้หมีในการไล่สัตว์อื่นๆ ออกจากป่าก่อนเข้าไปตัดไม้


17. ช้างตั้งท้องนาน 22 เดือน และช้างทารกมีน้ำหนักมากกว่า 120 กก.


18. ใน 1 วัน เลือดจะเดินทางในร่างกายประมาณ 19,300 กิโลเมตร


19. อเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่สั่งให้ทหารทั้งหมดโกนเครา ให้เรียบร้อย หลังจากที่ทหารของพระองค์ตายจำนวนมากจากการโดนข้าศึก คว้าหนวดเคราในการต่อสู้ประชิดตัว


20. ในปี 2491 รัฐไอดาโฮเคยออกกฎหมายว่าใครเจอกันแล้วไม่ยิ้มถือว่า ผิดกฎหมาย


21. รถ KITT จากซีรีย์อเมริกัน Knight Rider เคยถูกเอาไปประมูลบน ฟั ด้วยราคาเริ่มต้น 54,000 เหรียญสหรัฐ


22. คลื่นที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สูง 516 เมตร เกิดจากแผ่นดินไหว 8.3 ริกเตอร์ ในปี 2501


23. ไมอามี่เป็นเมืองเดียวในประเทศอเมริกาที่ก่อตั้งโดยผ ู้หญิง


24. ชายหาดที่ยาวที่สุดในโลกคือหาด Praia do Cassino ทางภาคใต้ของราซิลยาวถึง 240 กม.


25. ในปี 2463 ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐเคยผลิตรถยนต์ที่ชื่อ The Rugy
Share:


คำทำนายอีกชุด บอกว่าเหตุการณ์เมืองจมน้ำนี้จะเกิดขึ้นอีกแค่ 4 ปีเท่านั้น นั้นคือคำทำนาย 2012!! นอกจากเหตุผลทางสภาวะโลกร้อนที่เป็นกระแสหลักแล้ว เหตุผลอื่นๆที่สนันสนุนคำทำนาย 2012 ทั้งวิทยาศาสตร์-ไสยศาสตร์ ดังต่อไปนี้ (ข้อมูลจากคัดลอกมากจากเว็บไซต์หลากหลากแหล่ง โปรดใช้วิจารณญาณ)
มาวันนี้กระแสตื่นกลัวน้ำท่วมโลกกลับมาอีกครั้ง ด้วยสภาวะโลกร้อนตามหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่ใช่แค่คำทำนายลอยๆจากผู้วิเศษลึกลับ น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายส่งผลให้ปริมาณน้ำในทะเลเพิ่มขึ้น ผู้ทรงคุณวุฒิที่น่าเชื่อถือหลายท่านหลากสำนักทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ผู้เคยพยากรณ์เรื่อง จะเกิดสึนามิในภาคใต้ อย่างถูกต้องมาแล้ว ต่างออกมาพยากรณ์เตือนว่า อีกไม่เกิน อย่างเร็ว 8ปี อย่างช้า30 ปี(นับจากปี2008) กรุงเทพและอีกหลายจังหวัดในไทยจะจมน้ำอย่างแน่นอน(จมถาวรไม่ใช่น้ำท่วมชั่วคราว!) แผนที่ด้านบน สีน้ำเงินเข้มคือ บริเวณที่จะจมน้ำ

"ผมไม่ใช่หมดดู แต่มันคือ "หน้าที่" "หน้าที่ผมคือการเตือนภัย โอกาสผิดก็มี...แต่โอกาสถูกมีมากว่า" ดร.สมิทร ธรรมสโรช

กรมแผนที่ทหารบอกว่า ขณะนี้อัตราเฉลี่ยการทรุดตัวของ กทม. อยู่ที่ปีละ 5-8 ซม. ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างที่บอก อีก10 กทม.จะทรุดลองอีก 50 ซม. ผนวกกับ 10 ปีระดับน้ำที่ทำนายไว้ว่า จะสูงขึ้นมาประมาณ 1 เมตร(เยอะมากนะ) นั้นหมายความว่า กทม.จะจมอยู่ใต้น้ำราว 1.5-2 เมตร ส่วนบางปะกง ฉะเชิงเทรา ปากน้ำ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม พื้นที่เหล่านี้ก็จะมีน้ำท่วมหมดเลยเช่นกัน เพราะพื้นที่นี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงนิดเดียว

สำหรับประเทศไทยเรา ถ้าภาคประชาชน - เอกชน - รัฐ ไม่ละเลยกรณีปัญหานี้จนเกินไป ศึกษาอย่างจริงจัง ถ้ามีแน้วโน้วจะเป็นจริง คงจัดหาทคโนโลยีมาช่วยได้ (หรือจะย้าย กทม.? ย้ายวัดพระแก้ว?) อย่าให้เป็นอย่าง สึนามิ เพราะกรณีนี้ทั้งนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศและ ดร.สมิทร(ซึ่งไม่ใช่หมอดูนั้งเทียน) ได้มาเตือนล่วงหน้าบ้างแล้วว่าเป็นไปได้แต่ไม่มีใครฟัง เห็นว่าเป็นเรื่องตลกฟุ่งซ่านไป ผลก็อย่างเป็นที่รู้กัน *แต่ก็ไม่ควรตระหนกเกิดเหตุ

โลกและดวงอาทิตย์ ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันและสัมพันธ์กัน โดยจะแลกเปลี่ยนพลังงานและใช้จนหมดจนเกิดกระบวนการของการพลิกกลับขั้วเกิดขึ้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน สัตว์จำพวกไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปในช่วงเวลานั้น ปรากฎการณ์แกนโลกพลิกตัวที่เคยเกิดขึ้นนั้นไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน แต่ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์สามารถทำนายผลลัพธ์ที่เป็นจริงได้ ซึ่ง NASA เคยนำคำพูดที่น่ากลัว มากล่าวถึงในที่สาธารณะเกี่ยวกับการพลิกกลับขั้ว จะทำคุณสมบัติของแม่เหล็กของโลกอ่อนแอและเบี่ยงเบนไป เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้
1. ระบบอิเล็กโทรนิคจำนวนมากจะทำงานผิดปกติ (ระบบขีปนาวุธ ,computer)

2. การอพยพของฝูงสัตว์ เช่น นก หรือปลาวาฬ ทำให้สูญเสียทิศทางและอื่นๆระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์รวมถึงมนุษย์จะทำให้อ่อนอย่างมาก


3. ทำให้ภูเขาไฟเพิ่มขึ้น, เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่มและน้ำท่วม พื้นที่บางจุดของโลกจะจมน้ำถาวร


4. สนามแม่แหล็กโลก (Magnetosphere) จะอ่อนแอลง และการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะเพิ่มปริมาณถึงระดับอันตราย ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมา


5. กลุ่มวัตถุในอวกาศมากมายจะเฉียดเข้าใกล้โลกได้ง่ายขึ้น แรงดึงดูดของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
โลกและดวงอาทิตย์ ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันและสัมพันธ์กัน โดยจะแลกเปลี่ยนพลังงานและใช้จนหมดจนเกิดกระบวนการของการพลิกกลับขั้วเกิดขึ้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน สัตว์จำพวกไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปในช่วงเวลานั้น ปรากฎการณ์แกนโลกพลิกตัวที่เคยเกิดขึ้นนั้นไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน แต่ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์สามารถทำนายผลลัพธ์ที่เป็นจริงได้ ซึ่ง NASA เคยนำคำพูดที่น่ากลัว มากล่าวถึงในที่สาธารณะเกี่ยวกับการพลิกกลับขั้ว จะทำคุณสมบัติของแม่เหล็กของโลกอ่อนแอและเบี่ยงเบนไป เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้
1. ระบบอิเล็กโทรนิคจำนวนมากจะทำงานผิดปกติ (ระบบขีปนาวุธ ,computer)

2. การอพยพของฝูงสัตว์ เช่น นก หรือปลาวาฬ ทำให้สูญเสียทิศทางและอื่นๆระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์รวมถึงมนุษย์จะทำให้อ่อนอย่างมาก


3. ทำให้ภูเขาไฟเพิ่มขึ้น, เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่มและน้ำท่วม พื้นที่บางจุดของโลกจะจมน้ำถาวร


4. สนามแม่แหล็กโลก (Magnetosphere) จะอ่อนแอลง และการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะเพิ่มปริมาณถึงระดับอันตราย ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมา


5. กลุ่มวัตถุในอวกาศมากมายจะเฉียดเข้าใกล้โลกได้ง่ายขึ้น แรงดึงดูดของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
นาย กอร์ดอน (Gordon-Michael Scalion) ชาวอเมริกันที่เคยเสียชีวิตเมื่อปี 1979 แต่กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากฟื้นเขาอ้างว่า ได้รับพรสวรรค์ที่หยั่งรู้อนาคต เขามักจะเดินทางไปอยู่บนพื้นที่สูงๆบนภูเขา แล้วมองลงมาเห็นภาพในอนาคต โดยเฉพาะภาพของเมืองที่เปลี่ยนไป และโลกที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ คนที่เชื่อถือนายกอร์ดอนนั้นมีไม่น้อย เพราะเขาได้เคยฝากผลงานการทำนายที่แม่นยำเอาไว้ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในลอส แองเจอริส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2535, เหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียเมื่อมกราคม 2537 รวมอีกหลายเหตุการณ์ที่เขาทายไว้แล้วก็ถูกเผง แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็เห็นจะเป็นการทำนายเมื่อปี พ.ศ.2521 ซึ่งเขาเห็นตัวเองลอยอยู่เหนืออวกาศ แล้วมองลงมาบนโลก ด้วยภาพแผนที่โลกใหม่ เขาจึงใช้เวลาอยู่ 4 ปี ที่จะร่างแผนที่โลกอนาคตที่เห็นคนเดียวนั้นออกมาสู่สายตาชาวโลก พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้ว่า โลกที่แปรเปลี่ยนไปนี้จะเกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้ทวีปของโลกเคลื่อนไปหมด และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.2012 หรือ พ.ศ.2555 นั่นเอง
สำหรับเอเชีย-ประเทศไทย จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เกิดน้ำท่วมตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไปจนถึงทะเลแบริ่งซึ่งอยู่ระหว่างอะลาสก้ากับรัสเซีย เกาะญี่ปุ่นจึงจะจมหายไปหมด เหลือไว้แค่ 2-3 เกาะเท่านั้นญี่ปุ่นส่วนใหญ่และไต้หวันกับเกาหลีก็จะหายจมไปในทะเล ดังนั้นแนวฝั่งของจีนก็จะร่นเข้าไปในแผ่นดินใหญ่หลายร้อยไมล์ทีเดียว อินโดนีเซียจะถูกทำลาย เช่นเดียวกับฟิลิปินส์ เอเชียจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากเพราะตั้งอยู่บน 3 ทวีป ส่วนไทยนั้นอยู่บนแผ่นทวีปของ ยูเรเซี่ยน ซึ่งจะเกิดการยกตัวให้สูงขึ้น แผ่นแปซิฟิกจะเคลื่อนไป 9 องศา ดังนั้น บางส่วนจะมุดตัวลง บางส่วนจะยกตัวขึ้นผลสรุปการทำนายก็คือ ประเทศไทยจะยังเหลืออยู่บางส่วนตามภาพแผนที่ ที่ขยายแยกออกมา ประเทศไทยจะเหลือมากที่สุดคือภาคเหนือ ส่วนอีสานบางส่วนและภาคใต้จะจมลงไปในทะเลพร้อมกับมาเลเซีย สิงคโปและอินโดนีเซีย ส่วนชายฝั่งทะเลจะมาอยู่ที่ชัยภูมิ เพรชบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัยและตาก และแม่น้ำโขงจะกลายเป็นทะเล
ปฏิทินมายา กล่าวว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2012 เป็นวันที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ คือ วันวิปโยคสิ้นโลก! เผ่ามายาอยู่ทางทวีปอเมริกาเหนือ มีการสืบสายวัฒนธรรมรวมถึงสิ่งก่อสร้าง ปิรามิด และวัดนับพันแห่ง มีปฏิทินของตนเองที่ได้รับการพิสูจน์ถึงความถูกต้องทางดาราศาสตร์ มากกว่าพันปีปฏิทิน ความเชื่อของชาวมายาจึงได้รับการพิจารณาว่าเป็นกุญแจพิศวง ด้านจิตวิญญาณ สำคัญของคนแถบอเมริกาเหนือ
Share:

กทม.จมน้ำ 21:12:2012 วันสิ้นโลก


มาวันนี้กระแสตื่นกลัวน้ำท่วมโลกกลับมาอีกครั้ง ด้วยสภาวะโลกร้อนตามหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่ใช่แค่คำทำนายลอยๆจากผู้วิเศษลึกลับ น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายส่งผลให้ปริมาณน้ำในทะเลเพิ่มขึ้น ผู้ทรงคุณวุฒิที่น่าเชื่อถือหลายท่านหลากสำนักทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ผู้เคยพยากรณ์เรื่อง จะเกิดสึนามิในภาคใต้ อย่างถูกต้องมาแล้ว ต่างออกมาพยากรณ์เตือนว่า อีกไม่เกิน อย่างเร็ว 8ปี อย่างช้า30 ปี(นับจากปี2008) กรุงเทพและอีกหลายจังหวัดในไทยจะจมน้ำอย่างแน่นอน(จมถาวรไม่ใช่น้ำท่วมชั่วคราว!) แผนที่ด้านบน สีน้ำเงินเข้มคือ บริเวณที่จะจมน้ำ

"ผมไม่ใช่หมดดู แต่มันคือ "หน้าที่" "หน้าที่ผมคือการเตือนภัย โอกาสผิดก็มี...แต่โอกาสถูกมีมากว่า" ดร.สมิทร ธรรมสโรช

กรมแผนที่ทหารบอกว่า ขณะนี้อัตราเฉลี่ยการทรุดตัวของ กทม. อยู่ที่ปีละ 5-8 ซม. ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างที่บอก อีก10 กทม.จะทรุดลองอีก 50 ซม. ผนวกกับ 10 ปีระดับน้ำที่ทำนายไว้ว่า จะสูงขึ้นมาประมาณ 1 เมตร(เยอะมากนะ) นั้นหมายความว่า กทม.จะจมอยู่ใต้น้ำราว 1.5-2 เมตร ส่วนบางปะกง ฉะเชิงเทรา ปากน้ำ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม พื้นที่เหล่านี้ก็จะมีน้ำท่วมหมดเลยเช่นกัน เพราะพื้นที่นี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงนิดเดียว

สำหรับประเทศไทยเรา ถ้าภาคประชาชน - เอกชน - รัฐ ไม่ละเลยกรณีปัญหานี้จนเกินไป ศึกษาอย่างจริงจัง ถ้ามีแน้วโน้วจะเป็นจริง คงจัดหาทคโนโลยีมาช่วยได้ (หรือจะย้าย กทม.? ย้ายวัดพระแก้ว?) อย่าให้เป็นอย่าง สึนามิ เพราะกรณีนี้ทั้งนักวิทยาศาสตร์ต่างประเทศและ ดร.สมิทร(ซึ่งไม่ใช่หมอดูนั้งเทียน) ได้มาเตือนล่วงหน้าบ้างแล้วว่าเป็นไปได้แต่ไม่มีใครฟัง เห็นว่าเป็นเรื่องตลกฟุ่งซ่านไป ผลก็อย่างเป็นที่รู้กัน *แต่ก็ไม่ควรตระหนกเกิดเหตุ
Share:

คำทำนายอวสานโลก ปี 2012

ฮือฮาไม่ใช่เล่น เมื่อมีการเปิดปูมจดหมายของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน บิดาแห่งฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ ที่ทำนายว่าโลกจะถึงกาลอวสานในปี 2060 หรืออีก 53 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเวลาที่การวางรากฐานของอาณาจักรโรมันในยุโรปตะวันตก เวียนมาครบ 1,260 ปี ไม่มีใครบอกได้ว่าคำทำนายดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ หรือถ้าเป็นจริง คนที่มองโลกในแง่ดีสุดขีด โดยเฉพาะในรายที่ย่างเข้าเลข 2 แก่ๆ แล้ว คงไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ถึงป่านนั้น แหม...มันตั้งอีก 50 กว่าปีเชียวนะ

การทำนายทายทักถึงวันอวสานของโลกมีมากมายหลายทฤษฎี เชื่อได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใช้หลักการหรือศาสตร์ใดมาสนับสนุนคำทำนาย

ทฤษฎีที่โด่งดังมากสุดคงต้องยกให้กับคำทำนาย ที่ว่า โลกบูดเบี้ยวใบนี้จะแตกดับในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 หรืออีกแค่ 5 ปีข้างหน้า...ด้วยชุดเลขสวย 212012 ทฤษฎีนี้คิดค้นขึ้นโดยชนเผ่ามายัน วันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นสุดปฏิทินลอง เคาต์ (Long Count) หรือ ปฏิทินลำดับที่ 3 ของชาวมายัน โดยปฏิทินลอง เคาต์ เล่มล่าสุดนั้น เริ่มต้นในปี 3114 ก่อนคริสตกาล และจะดำเนินต่อเนื่องเป็น 13 รอบบักตุน (baktun) กินเวลาทั้งสิ้นราว 5,126 ปี บวกลบออกมาแล้วก็ตรงกับปี 2012 พอดิบพอดี การเริ่มต้นของ 13 รอบบักตุน เรียกได้อีกอย่างว่า “อาทิตย์ดวงที่ 5” ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะเวียนมาบรรจบเพื่อก่อกำเนิดดวงอาทิตย์ครบ 5 ดวง ในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 โดยคำทำนายระบุเอาไว้ว่า ในวันนั้นโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร ไล่เรียงตั้งแต่ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่งไปจนถึงสงครามอภิมหาโลกาวินาศจนไม่มีมนุษย์คนใดมีชีวิตรอด ซึ่งอย่างหลังนี้อาจเชื่อมโยงได้กับทฤษฎีสงครามโลกครั้งที่ 3 ของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง

สถานการณ์น่าระทึกในวันอวสานโลกข้างต้นตามจินตนาการของ อง โคลด โคเวน นักเขียนหนังสือแนวอภิปรัชญาชาวฝรั่งเศส บรรยายว่า ให้นึกถึงภาพตัวเองอยู่ในสถานีรถไฟอันแออัดตอนเช้า แล้วทันใดนั้นก็เกิดเหตุโกลาหลครั้งใหญ่ทั้งธรรมชาติแปรปรวนและระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบควบคุมการทำงานของเครื่องจักรเครื่องยนต์ต่างๆ ขัดข้อง จนเป็นเหตุให้ขบวนรถไฟในชานชาลาพากันวิ่งออกไปคนละทิศ คนละทาง คล้ายกับซี่วงล้อเกวียน ในสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้นยังกดดันให้คุณจำเป็นต้องเลือกขึ้นรถไฟสักขบวน อย่างน้อยก็ยังรอดจากการโดนรถไฟทับตาย แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่า รถไฟขบวนที่หลับหูหลับตาขึ้นไปนั้นจะพาคุณไปไหน?


น่าแปลกที่นอกจาก 212012 จะเป็นวันสุดท้ายของปฏิทินชนเผ่ามายันแล้ว ยังมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า จะเกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล โดยในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในช่วง ฤดูหนาวของปี 2012 นั้น ดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี ซึ่งหมายความว่า พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือกจะถาโถมและเกิดการปะทะกับพลังงานทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลกในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 เวลา 23.11 น. (11.11 pm ตามเวลาสากล)

สมมติว่า มีมนุษย์เหลือรอดบนโลก ก็ไม่อาจรู้ว่าจะจำตัวเองได้หรือไม่ เนื่องจากพลังงานทั้งหลาย แหล่ข้างต้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ดีเอ็นเอ นำมาซึ่งการกลายพันธุ์ หรือสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ถึงตอนนั้นโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คนที่รอดต้องดิ้นรนสร้างสิ่งต่างๆ นับจากศูนย์


นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ชี้ว่า ปี 2012 คือปีที่ซูเปอร์โวลคาโน หรือภูเขาไฟใต้น้ำครบกำหนดเวลา 7.4 หมื่นปีที่จะทำลายหรือระเบิดตัวเอง โดยสัญญาณเตือนภัยครั้งล่าสุด คือ โศกนาฏกรรมคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2004 ที่บอกให้ชาวโลกรู้ว่า โครงสร้างพื้นผิวโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และการระเบิดของซูเปอร์โวลคาโนอาจไม่ใกล้ไม่ไกลบริเวณที่เคยเกิดสึนามิมาก่อน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะหลังมานี้ เกิดเหตุแผ่นดินไหว ดินถล่ม และน้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบเหือดแห้งบ่อยครั้งทั่วโลก เป็นไปได้ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่าโครงสร้างของพื้นผิวโลกกำลังขยับและเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว


อีกหนึ่งทฤษฎียิ่งน่าสะพรึงกลัวเข้าไปอีก เมื่อมีการย่นระยะเวลาอวสานของโลกให้ใกล้เข้ามามากกว่านั้น โดยกลุ่มเชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ก่อตั้งโดย เจ.อาร์.บ็อบ ด็อบบ์ส ทำนายว่า จุดจบของโลกจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 ก.ค. หรืออีกไม่กี่วันข้างหน้า

เชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส เป็นลัทธิแนว โพสต์โมเดิร์น (เชื่อเรื่อง Scientology แบบเดียวกับ ทอม ครูซ) และเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มที่เสียดสีความเชื่อทางศาสนา ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มไซอันโตโลจี, ยูนิฟิเคชัน เคิร์ช หรือกลุ่มที่เกลียดการแบ่งแยกเชื้อชาติ นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ด็อบบ์ส ได้ประกาศว่า กองทัพจานบินนอกโลกจะยกขบวนมาถล่มโลกช่วงต้นเดือน ก.ค. โดยจะทำลายล้างทุกคนที่ต่อต้านลัทธิเชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ขณะที่นักบวชหรือสาวกของกลุ่มจะได้ร้บการช่วยเหลือให้พ้นจากภัยพิบัติดังกล่าว

ในเว็บไซต์ของ เชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ได้มีการเชิญชวนให้บรรดาสาวกมาร่วมกันเตรียมพร้อมกับวันอวสานโลก โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของวันสิ้นโลกนั้น ทางกลุ่มจะจัดคอนเสิร์ตร็อกและประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของกลุ่ม ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐ


อย่างไรก็ดี ด้านนักวิทยาศาสตร์บางรายกลับมองว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกจะเป็นภัย คุกคามที่ย้อนกลับมาทำลายล้างมนุษยชาติเองในท้ายที่สุด โดยในบทความเรื่อง “วันสิ้นโลก” ของไมเคิล แฮนลอน ในเว็บไซต์เดลี เมล์ ระบุว่า วันสิ้นโลกที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากการระเบิดครั้งใหญ่ของโลกตามคำทำนายใดๆ ทั้งสิ้น ทว่า กลับเป็นภัยเงียบที่ก่อตัวมานาน ที่มนุษย์กลับไม่เคยใส่ใจหรือรู้สึกต่างหาก

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1990 ที่คอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ หลังจากนั้น โลกเราได้รู้จักอินเทอร์เน็ตและสามารถคิดค้นเครื่องจักรและหุ่นยนต์ ที่มีศักยภาพทัดเทียมหรือเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์เข้าไปทุกที

และช่วงศตวรรษที่ 20 ได้เกิดปรากฏการณ์เครื่องจักรที่เคยถูกสร้างเพื่อเป็นทาสรับใช้ ผันตัวเองมาเป็นผู้ควบคุมมนุษย์โลก และจุดจบของโลกจะเริ่มขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. 2065 ที่บรรดาหุ่นยนต์อันชาญฉลาดได้หันมาเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นบ้านใหม่สำหรับพวกมัน และเริ่มเข้ามาควบคุมมนุษย์โลก จนในช่วงปลายศตวรรษเดียวกัน มนุษย์นับพันล้านคนต้องขาดแคลนอาหาร และในท้ายที่สุดในปี 2100 ต้องผันตัวเองกลับไปใช้ชีวิตในถ้ำอย่างในอดีต ขณะที่เมืองต่างๆ ก็ตกเป็นของเหล่าเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นเอง


อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคำทำนายทุกรูปแบบจะน่าสะพรึงกลัวสักเท่าใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า เวลานี้โลกของเราอาการหนักจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเกินไปจน ทำให้หลายชาติอยากแสดงแสนยานุภาพของตัวเองเต็มแก่ หากโลกไม่แตกอย่างคำทำนาย ก็คงมีสักวันที่ต้องล่มสลายตามอายุขัย เพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคยทำนายเลยว่า จริงๆ แล้วโลกมีอายุยืนยาว กี่ปีกันแน่?
Share:

ประจำงวดวันที่ 16 พ.ย. 2553

รางวัลที่ 1
813993
ข้างเคียงรางวัลที่ 1
813992 813994

รางวัลที่ 2
096835 104173 348227 579668 856098

รางวัลที่ 3
056146 197390 319062 400996 439855 505101 510286 606668 740361 795973

รางวัลที่ 4
023988 052628 073150 076834 088728 091616 094740 101832 109907 145275 145758 158502 177167 178860 184248 191362 309407 382688 416737 418490 426295 454689 463922 465324 467603 479048 483756 510873 526204 529180 557641 558355 564490 573868 678522 714931 734964 743451 780123 786802 817219 822361 831847 839399 891787 909012 913450 945780 963841 992221

รางวัลที่ 5
005967 022378 040525 042790 043605 074784 079446 079935 082385 132098 145474 160197 175967 184372 185737 186494 186585 188486 193824 198893 216739 223194 233820 236073 238942 247063 260868 265809 277143 292932 299559 301805 303829 316971 317060 318355 335541 346796 353553 360080 402083 403077 419990 420130 424057 425308 429658 432522 434476 440823 455344 476667 487586 497228 517490 535877 544234 551209 555839 557516 561240 565268 568562 598613 628370 634440 662293 669427 702585 704254 704881 722165 724815 727025 733854 734838 772688 776003 785378 793330 827921 832825 837283 856564 863327 863361 871026 900084 907466 912236 940760 944601 956832 967680 976300 980379 981106 985240 995172 999482

รางวัลเลขท้าย 3 ตัว
129 763 907 979

รางวัลเลขท้าย 2 ตัว
43

รางวัลที่ 1 พิเศษ ของสลากกินแบ่งรัฐบาล
กลุ่มที่1 ชุดที่ 04 หมายเลข 813993
รางวัลที่ 1 พิเศษ ของสลากกินแบ่งรัฐบาล
กลุ่มที่2 ชุดที่ 54 หมายเลข 813993
Share:

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประวัติ สมเด็จโต วัดระฆัง




สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีประวัติเป็นที่ประทับใจประชาชนคนไทยอย่างไรเห็นจะไม่ต้องพูดกัน เพราะหลายท่านทราบกันดีอยู่แล้วในกิตติศัพท์อันเลื่องลือของ "สมเด็จโต" โดยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี) ได้เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามเมื่อ พ.ศ. 2395 และวัดระฆังเป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่เขตบางกอกน้อย ชาวบางกอ น้อยจึงถือท่านเป็นเสมือนเพชรประดับในเรือนใจของชาวบางกอกน้อย

วันที่ 15 ตุลาคม 2538 เป็นวันที่เขตบางกอกน้อยมีอายุครบ 80 ปี ผู้เขียนจึงขอเชิญประวัติและอภินิหารของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี) ตามที่ได้มีตำนานเล่าขานกันมา มาเรียบเรียงไว้ในหนังสือ "80 ปี เขตบางกอกน้อย" โดยหวังให้เป็นมูลสำหรับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้สืบไป


ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ชาตะ วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 ตรงกับเดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จ.ศ. 1150 เวลา พระบิณฑบาต 06.45 น. (ย่ำรุ่ง 9 บาท ) มารดาชื่อ งุด เกศ บิดาไม่ปรากฏแน่ชัด(บางแห่ง อ้างว่าเป็นราชวงศ์จักกรี)

บวชเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 13 ปี ณ วัดใหญ่เมืองพิจิตร ต่อมาย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ เมือง ชัยนาทพออายุได้ 18 ปี ก็ย้ายมาศึกษากับอาจารย์แก้ว วัดบางลำพู กรุงเทพฯ และยังได้ ศึกษาพระปริยัติธรรมกับเสมียนตราด้วง ขุนพรมเสนา ปลัดเสนา ปลัดกรมนุท เสมียนบุญ และพระกระแสร์ต่อมาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอดิศร สุนทร พระ บรมโอรสาธิราชให้ทรงโปรดมาอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช วัดมหาธาตุ

บวชเป็นพระภิกษุ พอถึง พ.ศ. 2351 อายุ 21 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าพระบรมราชโอรสทรงรับภาระบรรพชาเป็น นาคหลวงโดยให้ไปบวชที่วัดตะไกร จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโยมแม่และญาติมีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น แล้วมาประจำอยู่กับพระสังฆราชวัดมหาธาตุต่อไป



เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สวรรคตลง เจ้าฟ้าทูลกระหม่อม ซึ่ง บวชตลอดรัชกาลที่ 3 ที่วัดบวรฯ ก็ลาสิขาบทขึ้นเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จัก กรี ก็ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้เป็น "พระธรรมกิตติ" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ระฆัง เมื่อ พ.ศ. 2395 ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ไม่นาน พอถึง พ.ศ. 2397 ก็โปรด เกล้าฯ ให้เป็น "พระเทพกวี" ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2407 ก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็น "สมเด็จพระ พุฒาจารย์" ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า "สมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆัง" เรียกไปเรียกมา เหลือเพียง "สมเด็จโต" ในทีสุด ขณะที่โปรดเกล้าฯ เป็นสมเด็จนั้น มีอายุได้ 78 ปี อายุ พรรษาได้ 56 พรรษาแล้ว

มรณภาพ สมเด็จโต จะอาพาธด้วยโรคอะไรไม่ปรากฏ มรณภาพเมื่อวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 (ต้น) ปีวอก จ.ศ. 1234 ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 เวลาประมาณ 24.00 น.เศษ บนศาลา ใหญ่วัดอินวรวิหาร บางขุนพรหม

สรุป สมเด็จโตมีสิริรวมชนมายุของท่านได้ 85 ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้ 20 ปี บริบูรณ์ ดำรงฐานันดรศักดิ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตมาได้ 7 ปี เศษ 65 พรรษา สมเด็จโตทรงถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปํนที่ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อมทุกประการ

อัจฉริยะและภูมิปัญญา

ท่านสมเด็จโตนั้น เป็นคนที่เกิดอายุได้ 5 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5 มีแม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ชื่อใดนั้นตามประวัติหลายต่อหลายเล่มมิได้กล่าวอ้าง สมเด็จท่านเป็นคนอัจฉริยะภูมิปัญญาแตกฉาน ตั้งแต่เด็จโตขึ้นบวชเณรก็มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูมาโดยตลอด ไม่เคยยุ่งเกี่ยวทางด้านโลกีย์ หญิงใด ๆ มาชอบพอไม่เคยสน เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย มักไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ชอบดู เหตุผล ชอบคิดวิเคราะห์สติปัญญาจึงแตกฉาน พอโตขึ้นมาอายุได้ครบบวชเป็นพร ท่านก็บวชสละเณรเปลี่ยนบวชเป็นพระต่อไปเลย การบวชเป็นพระนั้นเป็นที่ฮือฮาชอบพอรักใคร่ของผู้หลักผู้ใหญ่จนถึงกษัตริย์ จัดเป็นนาคหลวง เมื่อบวชเป็นพระเสร็จ ท่านได้เที่ยวสัญจรไปมาตามที่ต่าง ๆ ตามนิสัยของท่านที่ของค้นคว้าหาความรู้จึงมุ่งศึกษาหาอาจารย์ต่าง ๆ ที่คงแก่เรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานสมถะ จากอาจารย์ต่าง ๆ ของเดินธุดงค์พงไพรไป

ขณะนั้นยศของท่านยังไม่ได้ยศเป็นสมเด็จ เป็นพระธรรมดา อาศัยท่านแตกฉานด้านปัญญา พระไตรปิฎกท่านรู้อย่างดี จิตใจท่านมุ่งแต่บูชาพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ท่านจึงริเริ่มสร้างพระขึ้นมา สมัยที่ขณะนั้นยศยังไม่ได้เป็นสมเด็จ ท่านสร้างขึ้นตามใจของท่าน รูปแบบพิมพ์พระสมเด็จที่ท่านสร้างตอนนั้น มิใช่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรากำลังแสวงหาพระสมเด็จกัน รูปทรงพิมพ์สมเด็จขณะนั้นเป็นรูปคดหอย จับผงมาปั้นเป็นก้อน ๆ ยาว ๆ แล้วก็วนเป็น คดหอย ปลุกเสกแจกชาวบ้าน บางพิมพ์ก็เป็นรูปปูก็มี เป็นรูปต่าง ๆ ก็มีแสดงให้เห็นว่า ท่านสมเด็จเริ่มสร้างพระสมเด็จตั้งแต่ยังไม่ได้ยศสมเด็จจากในหลวงแต่งตั้ง วัดที่ท่านได้ไปอยู่ก็หลายต่อหลายวัด แต่ในที่นี้เราจะเอาเฉพาะวัดที่สำคัญในตระกูลพระสมเด็จที่เล่นกันอยู่ นั่นคือ วัดเกศไชโย วัดบางขุนพรหม และวัดระฆัง ทั้งสามวัดนี้ ท่านได้สร้างพระสมเด็จขึ้นมาจนทุกวันนี้เราก็ต่างเสาะแสวงหากันอยู่ การสร้างนั้นท่านสมเด็จจะปลุกเสกเดี่ยวแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นพลังจิตในพระสมเด็จทุกรุ่นทุกพิมพ์จึงเป็นพลังจิตของท่าน



หลังจากที่ท่านได้ร่ำเรียนจนสำเร็จวิปัสสนาญาณกรรมฐานชั้นสูง ท่านก็ได้มีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง อาจารย์คนนั้นท่านผู้อ่านอาจจะนึกเดาถูก นั่นคือ สมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน เหตุที่เรียกว่าสังฆราชสุกไก่เถื่อน เพราะมีไก่ป่า ท่านสังฆราชเอามาเลี้ยงจนเชื่องเล่นกันได้ จึงได้ฉายาว่าสังฆราชสุกไก่เถื่อน พระสังฆราชนั้นเป็นอาจารย์ของสมเด็จโต พร่ำสอนวิชาต่าง ๆ ให้จนสมเด็จโตเก่งแตกฉานทุกอย่าง สม้ยนั้นสมเด็จพระสังฉราชสุกไก่เถื่อนได้สร้างพระสมเด็จวัดพลับขึ้นมาปลุกเสกเอง ซึ่งสมเด็จโตก็รู้ จากนั้นมาไม่นาน ท่านสมเด็จโตก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง

จากการที่ได้รับยศเป็นถึงสมเด็จนั้น ท่านจำไจยอมรับ เพราะตอนนั้นในหลวงเป็นเจ้าฟ้า ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฟ้านั้นปกคลุมพื้นดินไปหมด จะหนีฟ้าก็ไม่พ้น แต่ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินสมเด็จโตท่านมีความรู้ย่อมหนีพ้นจึงไม่รับยศ หนีออกนอกแผ่นดิน โดยเดินธุดงค์ไปหลายเดือนเพื่อหนียศ แต่นี่กษัตริย์เป็นยศถึงเจ้าฟ้าไม่พ้นจึงจำใจรับยศสมเด็จ และเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่นั้นมา ขณะนั้นเองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่แปลกแหวกแนวพิสดารมากมายตลกขบขันก็มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ อาทิเช่น มีฝรั่งต่างชาติรู้ข่าวว่าท่านสมเด็จโตเก่งอัจฉริยะ จึงลองภูมิปัญญาท่านสมเด็จโตว่า "จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ตรงไหน?" ท่านสมเด็จตอบฝรั่งไปว่า "จุดศูนย์กลางของโลกนั้นอยู่ทุกหนทุกแห่งบนพื้นผิวโลก ไม่ว่าฉันจะไปยืน ณ ที่ใดตรงนั้นคือจุดศูนย์กลางของโลก " ฝรั่งถามว่า ท่านพิสูจน์ให้เห็นได้ไหม ? ท่านสมเด็จตอบว่า "ฉันพิสูจน์ได้แล้วท่านจะว่าอย่างไร "ฝรั่งไม่ตอบ จากนั้นสมเด็จโตก็ถือตาลปัตรมือหยิบสายสิญจน์แทนเชือก เอาสายสิญจน์ผูกที่ตาลปัตรเอาตาลปัตรปักดินแลังดึงเชือกสายสิญจน์ให้ตึงกางออก ใช้ปลายนิ้วแทนดินสอ จากนั้นก็ลากลงบนพื้นดินเป็นวงกลม ท่านสมเด็จบอกว่า วงกลมคือโลก เพราะฉะนั้นฉันยืนอยู่จุดศูนย์กลางของโลกตรงจุดที่ตาลปัตรปักดินนั้นแหละ

เมื่อเป็นเช่นนี้ฝรั่งยอมแพ้กลับไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ท่านสมเด็จโตย่อมรู้กาลเวลาอนาคตมีครั้งหนึ่ง หญิงจีนมาขอหวยท่านสมเด็จโต แอบมานัดกับเด็กวัดโดยแนะให้ขึ้นไปคุยกับท่านสมเด็จโตบนกุฏิให้เด็กวัดชวนพูดแล้วบีบนวดไป จากนั้นเด็กวัดก็ถามท่านสมเด็จโตว่า "ท่านตา ท่านตา หวยงวดนี้มันจะออกอะไร " เมื่อท่านสมเด็จโตได้ยินดังนั้น ท่านก็ตอบว่า ข้าตอบไม่ได้โว้ย เดี๋ยวหวยของข้าจะรอดร่อง ขณะนั้นก็บังเอิญอาเจ็คคนนี้แกแอบอยู่ใต้ถุนกุฏิแกแอบได้ยินสมเด็จโตพูดอย่างนั้นก็เปิดแน่บไปเลย



นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีก มีครั้งหนึ่งขณะที่ท่านสมเด็จโตกำลังจะไปธุระ บังเอิญเรือติดหล่มต้องเข็นเรือกัน ท้านสมเด็จโตได้เอาพัดยศวางไว้ในเรือแล้วรีบมาช่วยคนอื่นซึ่งเป็นลูกศิษย์เข็นเรือ บังเอิญชาวบ้านแถบนั้นแลเห็นเข้าหัวเราะชอบใจขบขัน พูดตะโตนออกมาว่า "ดูท่านสมเด็จเข็นเรือ" เสมือนหนึ่งล้อเลียนท่านในเชิงปัญญาขบขันเมื่อเป็นเช่นนั้นสมเด็จโตก็พูดออกมาว่า สมเด็จเขาไม่ได้เข็นเรือหรอกจ้ะ สมเด็จท่านอยู่บนเรือ ว่าแล้วท่านสมเด็จโตก็ชี้มือไปที่พัดยศในเรือ เมื่อชาวบ้านต่างได้ยินได้ฟังแลเห็นเช่นนั้น ก็เงียบกริบไม่ว่าอะไร เรื่องพิสดารอย่างนี้ก็สมีเกิดขี้นเราขอพาท่านไปดูเหตุการณ์ในอีกลักษณะหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องลองภูมิปัญญากัน มีครั้งหนึ่ง ท่านในหลวงได้มีราชโองการโปรดเหล้าให้ท่านสมเด็จโตเข้าเฝ้าถวายพระธรรมเทศนาในวัง เมื่อสมเด็จโตท่านมาถึงนั่งธรรมมาสก์เสร็จก็เอ่ยปากพูดว่า "ตีพระมหาบพิธก็รุ้ ชั่วพระมหาบพิธก็รู้ เพราะฉะนั้นวันนี้อากาศแจ่มใสดี เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้"

เมื่อเจ้าเหลวงได้ยินดังนั้น ก็แลเห็นท่านโตลุกจากธรรมมาสก์แล้วมิได้มองเจ้าหลวง เจ้าหลวงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากเรียกสมเด็จโตว่า ท่านโต ท่านโต ทำไมถึงเทศน์จบเร็วจัง ไงไม่เข้าใจ ท่านโตก็เฉลยว่าที่พูดว่าอากาศแจ่มใสดี ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ ก็หมายถึงว่าวันนี้จิตใจของพระมหาบพิธรื่นเริงสดชื่น ปราศจากความหม่นหมองใจ ก็คือความหมายที่ว่าอากาศแจ่มใสดี อาตมาจึงเทศน์เพียงเท่านี้ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร เมื่อพระมหาบพิธได้ยินดับนั้นก็รู้สึกเข้าใจในความหมายเทศน์ เป็นยังไงท่านผู้อ่าน เรื่องราวแหลวแหวกแนวพิสดารแสดงกถึงภูมิปํญญาอัจฉริยะของท่านสมเด็จโต ยังมีอีกมากมายที่จะบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน

มีอยู่ตอนหนึ่ง ขณะที่เจ้าหลวงเชิญสมเด็จโตมาเทศน์ วันนั้นท่านโตเทศน์นานแล้วนานเล่าจนกิริยาอาการของเจ้าหลวงเริ่มเหนื่อยหน่ายหงุดหงิด พอท่านโตเทศน์เสร็จ เจ้าหลวงถามท่านโตว่า ท่านโตวันนี้ทำไมถึงเทศน์นานจัง เราเมื่อย เหนื่อย อยากจะถาม ท่านโตได้ยินดังนั้นก็ตรัสตอบไปว่า ก็วันนี้จิตใจของมหาบพิธเต็มไปด้วยความทุกข์เร่าร้อนในอารมณ์ตลอดเวลา จึงเทศน์ให้มันเย็นจึงนานไปหน่อย

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะกล่าวถึง คือ ในวันนั้น ท่านสมเด็จโตได้ออกจากกุฏิมุ่งหน้าไปธุรกิจ แจงเรือผ่านไปตามคลองชาวบ้านก็แลเห็น ต่างก็พูดขอหวยท่านโตต่าง ๆ นานา รู้กิตติศัพท์ว่า ท่านให้แม่น สงสารคนจน และเวลาเทศนาธรรมที่ใด ท่านสมเด็จได้เงินกัณฑ์เทศน์มา ก็นำมาแจกชาวบ้านและเด็กจน ๆ แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็มิเอา ครั้นพอขากลับวัด ท่านสมเด็จโตก็ซื้อหม้นขนมาเต็มลำเอเอ่เจตนารมณ์จะบอกใบ้ให้ชาวบ้านจน ๆ ตึปริศนาไปแทงกัน เพราะรู้ว่าหวยจะต้องออก "ม" มอม้า วันนี้ จึงซื้อหม้อมาเต็มลำเรือ บังเอิญชาวบ้านที่ท่านสมเด็จโตแจงเรือผ่านมาตามริมคลองแลเห็นเข้าต่างก็ตะโกนพูดว่า "ท่านโตเป็นอะไร ทำไมถึงซื้อหม้อมาเยอะแยะนะ" แต่ก็มีชาวบ้านที่ปัญญาฉลาดตีความถูก วันนั้นพอเห็นท่านโตซื้อหม้อมาเยอะแยะรู้ว่าหวยออก ม. มอม้า จึงรีบไปแทง ครั้นพอหวยประกาศออกมาปรากฏว่า ออก "ม" มอม้า นี่ก็แสดงให้ท่านผู้อ่านได้แลเห็นว่า ท่านสมเด็จโตเป็นอัจฉริยะบุคคลที่มีใช่บุคคลธรรมดา เก่งด้วยวิปัสสนากรรมฐาน รู้อดีต รู้ปัจจุบัน และรู้อนาคต ยังมีอีกหลายต่อหลายบทตอน ที่จะหยิบยกเอามาพูดกันให้รู้ทีละตอน ๆ


มีคราวหนึ่ง ท่านสมเด็จโตได้สร้างพระสมเด็จขึ้นมาพิมพ์หนึ่ง โดยผีมือช่างหลวงช่วยแกะพิมพ์ให้ พอสร้างเสร็จปลุกเสกเสร็จท่านโตก็ได้ให้พระสมเด็จทรงพิมพ์นี้ ให้ ร.5 ติดตังไป ท่าน ร.5 ได้นำพระสมเด็จที่สมเด็จโตสร้างติดตัวไปประเทศเยอรมันพอถึงเยอรมัน กษัตริย์เยอรมันพบ ร.5 เข้าก็แปลกใจ แลเห็นที่หน้าอกของ ร.5 มีแสงสว่างประกายออกมา จึงกราบเรียนถาม ร.5 ว่า ในตัวมีอะไร ร.5 ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีพระสมเด็จองค์หนึ่งที่ท่านโตให้ติดตัวมา จึงถวายให้กับกษัตริย์เยอรมันไป จึงเรียกสมเด็จทรงพิมพ์นี้ว่า ทรงพิมพ์ไกเซอร์

ท่านผู้อ่านที่เคารพยิ่ง ตามประวัติต่างๆ ที่ผู้เขียนได้หยิบยกขึ้นมาเขียนกล่าว บางครั้งอาจจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปบ้าง เขียนถูกบ้างผิดบ้าง ขอได้โปรดอภัยแต่เจตนารมณ์ของผู้เขียนมุ่งที่จะจรรโลงไว้ซึ่งศาสนาให้เจริญสูงส่ง รวมทั้งสถาบันกษัตริย์และประการสุดท่านก็คือส่งเสริมคุณค่าและความดีเกียรติคุณยกเบขิดให้ท่านสมเด็จโตมิได้มุ่งทำลาย อดุมการณ์ของผู้เขียนมีอย่างนี้จึงได้เพียรพยายามทุกวิถึทางที่จะให้หนังสือเล่มนี้ได้สำเร็จขี้นมาด้วยความเพียรและขอบรารมีพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใฟ้ดลบังดาลเดิดผลคุณค่าทางปัญญา ส่งผลออกมาทางลายลักษณ์อักษร ให้ท่านได้ดูอ่านชมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมบูรณ์แบบครบด้วนอาจจะขาดเหลือไปก็เพียงเล็กน้อย ผลอันนี้มุ่งหวังให้ท่านผู้อ่านทั้งประเทศหรือต่างประเทศได้รู้ถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนาไทยเรา และรู้คุณค่าของประวัติความดีของสมเด็จโต ตลอดจนพระสมเด็จที่ท่านสมเด็จโตได้สร้างขึ้น

สุดท้ายนี้ ผลงานความดีทั้งหลายแหล่ที่ได้จากากรจัดทำนั้น ผู้เขียนขอน้อมเกล้าถวายยกให้พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอรหันต์ ตลอดจนสมเด็จโต รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายในสากลโลกทั้งหมด ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด และศาสนาใด ๆ จงได้รับผลอานิสงค์บุญจากการจัดทำหนังสือเล่มนี้ไปด้วยเทอญ ความบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้เขียนขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

คราวหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปธุระทางแขวงจังหวัดนนทบุรีด้วยเรือแจง ขอกลับพอมาถึงปากคลองสามเสน เด็กศิษย์คนหนึ่ง ได้เอากะโหลกออกไปตัก น้ำ จะเนื่องด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ กะโหลกนั้นได้พลัดหลุดจากมือจมลงไปในแม่น้ำ ท่านพูดว่า "งมที่นี้ไม่ได้เพราะน้ำลึก ต้องไปงมที่หน้าวัดระฆังจึงจะได้" เมื่อถึงวัดระฆังท่านจึงให้เด็กศิษย์นั้นลงไปงมทื่หน้าวัด ก็ได้กะโหลกลมจริงดังที่ท่านบอก


ว่าด้วยอภินิหาร

เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ได้ศึกษาเชี่ยวชาญทั้งในทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระดังกล่าวมา นับว่าท่านเป็นอัจฉริยะบุรุษผู้หนึ่งที่หาได้ยากในโลก" (ด้วยปรากฎว่ามีแต่ผู้ชำนาญเฉพาะธุระเดียวที่ชำนาญทั้งสองธุระนั้นหายาก) เห็นจะเป็นเราพะท่านเชี่ยวชาญในสองธุระประกอบกันจึงเดิดเสียงเลื่องลือกันว่า ท่านทรงคุณในวิทยาคุณานุภาพศักดิ์สิทธ์ว่านี้มาต์หรือเครือ่งวิทยาคมของท่าน มีคุณานุภาพศักดิ์สิทธิ์คือแก้โคกต่าง ๆ ค้อมกันสรรพภัย ค้าขายดี ทางเมตตามหานิยมก็ว่าดีนัก อนึ่งว่ากันว่า ท่านทรางคุณวิเศษถึงสามารถทำสิ่งซึ่งเหลือวิสัยมนุษย์สามัญให้สำเร็จได้ อาทิเช่น ทำให้ คลื่นลมสงบ ห้ามฝน ย่นหนทางฯ ดังจะยกมาสาธกเป็นอุทาหรณ์ต่อไป ในรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างพระราชวัง พระที่นั่ง และพระเจดีย์วิหารที่บนเขามหาสมณะ จังหวัดเพชรบุรีพระราชทานนามเรียกรวมกันว่า "พระนครคิรี" (และเขามหาสมณะนี้นพระราชทานนามใหม่ว่าเขามไหศวรรย์) ในจดหมายเกตุของหมอบรัดเล (พิมพ์ไว้ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 120หน้า 52) ว่า โปรดฯ ให้เฉลิมพระราชมณเฑียรที่พระนครคีรี พร้อมกับบรรจุพระบรมธาตุในพระเจดีย์ศิลา

เมือเดือนพฤษภาคม ปีจอ พ.ศ.2405 ดังนี้ กล่าวกันว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ไปในงานพระราชพิธินั้เนด้วยขากลับท่านออกเรือจากปากอ่าวบ้านแหลมจะข้ามมาอ่าวแม่แลอง เวลานั้นคลื่นลมจัดมาก ชาวบ้านห้ามท่านก็ไม่ฟัง ว่าท่านได้ออกมายืนที่หน้าเก๋งเรือโบกมือไปมา ไม่ช้าคลื่นลมก็สงบราบคาบ

คราวหนึ่งมีการก่อพระเจดีย์ทรายที่ในวัดระฆัง ประจวบกับวันนั้นมีเมฆฝนตั้งมืดคลึ้ม คนทั้งหลายเกรงฝนตก จึงไปกราบเรียนปรารภกับเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ท่านได้กล่าวพร้อมกับโบกมือว่า "ตกที่อื่น ๆ" ว่าน่าประหลาดที่ในวันนั้นปรากูฎว่าฝนไปตกที่อื่นหาได้ตกที่ในตำบลศิริราชพยาบาลไม่ คราวหนึ่งเขานิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปในงานพิธีโกนจุกที่จังหวัดอ่างทอง ท่านได้เริ่มออกเดินทางก่อนถึงกำหนดเวลาเพียง 3 ชั่วโมง มีผู้สงสัยว่าท่านจะไปทันเวลากำหนดได้อย่างไร ถึงกับได้สอบถามไปยังเจ้าภาพในภายหลังต่อมา ก็ไดรับคำตอบว่าท่านไปทันเวลาตามฎีกาทุกประการ (ว่าวิชานี้ท่านได้เรียนต่อพระอาจารย์แสง ที่จังหวัดลพบุรี)
Share:

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

นางตานี


นางตานี เป็นผีผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม เช่นเดียวกับนางตะเคียน นางตานีจะสิงสถิตอยู่ในต้นกล้วยตานี และต้องเป็นกล้วยตานีตายพราย (ต้นกล้วยตานีที่ออกปลีแล้วตาย) เล่ากันว่ามักปรากฏร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง คนโบราณไม่นิยมปลูกกล้วยตานีไว้ในบ้าน

นางตานีจะมีรูปร่างหน้าตาสวยสด หมดจด งดงาม ห่มสไบสีเขียว และนุ่งโจงกระเบนแบบหญิงโบราณชอบล่อชายไปลวนลาม เเละนางตานียังมีเเรงหึงหวงที่น่ากลัวอีกด้วย เพราะถ้าชายที่มีอะไรกับนางเเล้ว เมื่อไปมีผู้หญิงคนอื่นนางตานีก็จะตามไปหักคอชายผู้นั้นทันที ด้วยเเรงหึงหวงนั้มเอง

โดยเหตุที่พรายนางตานีเป็นผี ชาวบ้านจึงไม่กล้าปลูกกล้วยตานีไว้ใกล้เรือน แม้จะปลูกไว้ใกล้เรือน ถ้าจะตัดเอาใบตองไปใช้ ก็ห้ามไม่ให้ตัดเอาไปทั้งใบ ต้องเจียนเอามาแต่ใบตองเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องหักก้านเสียก่อน เพราะถ้าตัดเอาเข้ามาในเรือนทั้งใบ ถือเป็นลางร้ายว่าจะมีใครในบ้านนั้นตายลงในไม่ช้า ทั้งนี้เห็นจะเนื่องจากคติเดิมที่ใช้ใบตองกล้วยตานีสามใบรองก้นโลงศพ

กล้วยตานีนี้ถ้าคราวออกปลี จะมีพิธีพลีพรายนางตานี เครื่องพลีมีหัวหมูบายศรี สำรับคาวหวาน ของหวานก็มีขนมต้มแดงต้มขาว นอกจากนี้ยังมีข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน น้ำหอมและเครื่องหอม มีแป้งกระแจะจันทน์ เป็นต้น เอาแหวนและสร้อยทองคำไปคล้องที่งวงปลีกล้วยเป็นเครื่องประดับ และนำผ้าผืนหนึ่งจะเป็นสีแดงหรือสีอะไรก็ได้ ไปพันรอบต้นกล้วยตานี เป็นต่างว่าได้นุ่งห่มให้แก่พรายนางตานี ขอให้คุ้มครองรักษาคนในบ้าน และให้มีลาภ บางทีมักนิยมนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดมนต์ทำบุญด้วย บางทีหมอที่ทำพิธี เมื่อเซ่นวักแล้ว นำดอกในปลีกล้วยตานีไปตากแดดให้แห้งแล้วบดให้เป็นผงผสมกับผงอิธเจ คือผงของดินสอขาวที่ลงยันต์ซึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ สำหรับใช้ในทางให้เกิดเสน่ห์ เป็นเมตตามหานิยม บางทีก็เอาดอกในปลีกล้วยตานีไปใส่ไว้ในตลับสีผึ้งสีปากซึ่งปลุกเสกแล้ว ใช้สำหรับสีปากเพื่อให้เกิดเสน่ห์เป็นเมตตามหานิยมเช่นเดียวกัน เมื่อใช้สีผึ้งนี้สีปากแล้ว แย้มปากพูดออกมาก็มีเสน่ห์ กระทำให้ผู้ใหญ่มีเมตตา ถ้าเป็นผู้หญิงสาวก็ทำให้เกิดความรักขึ้นมาได้ทันที ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้หญิงทาสีผึ้งนี้แล้ว เมื่อแย้มปากพูดออกมา ผู้ชายก็จะเกิดความรักขึ้นในทันทีเช่นเดียวกัน

ถ้ากล้วยตานีที่ทำพิธีเซ่นวักแล้วออกปลีกลางต้น ก็ถือกันว่ากล้วยตานีนั้นเกิดมีพรายนางตานีขึ้นแล้ว กล้วยตานีที่ออกปลีกลางต้นนี้ พวกชายหนุ่มที่ยังเป็นโสดอยู่ ถ้าเป็นผู้รู้เรื่องเกี่ยวกับพรายนางตานี ก็จะไปทำพิธีเซ่นวัก เป็นทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วไปที่ต้นกล้วยตานีนั้นในเวลากลางคืนทุกคืน สุดแต่โอกาสจะอำนวยให้ พอไปถึงก็กล่าวคำเกี้ยวประเล้าประโลมพรายนางตานี ต้องตั้งความเพียรไปเกี้ยว จนกว่าพรายนางตานีจะใจอ่อนเห็นอกเห็นใจ แล้วเอามีดเฉือนตอนโคนกล้วยที่มีลักษณะเป็นเหมือนเหง้า เอามาก้อนหนึ่งแกะสลักเป็นรูปผู้หญิงใส่ตลับหรือภาชนะอื่นไว้ และต้องเซ่นวักทุกเช้าเย็น ทำอย่างนี้อยู่หลาย ๆ วัน พรายนางตานีก็จะมาปรากฏร่างให้เห็นในความฝัน เป็นผู้หญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม สมดั่งใจที่เคยนึกเคยพะวงเป็นจินตนาการมาก่อน แล้วนางจะยอมตนเป็นเมียผู้นั้น อันเป็นความฝันอีกเหมือนกัน เมื่อได้นางพรายตานีเป็นเมียแล้ว ชายคนนั้นจะไปมีเมียอื่นอีกไม่ได้ ถ้ามีก็มักเป็นอันตราย ถ้าต้องการจะมีเมียจริง ๆ ก็อาจทำได้ โดยบอกกล่าวขออนุญาตพรายนางตานีเสียก่อน พรายนางตานีเป็นเมียที่ดี เมื่อเห็นสามีซื่อสัตย์ไม่ปิดบังความจริง ก็จะอนุญาตให้มีได้ ซ้ำยังจะช่วยเหลือเพื่อให้การนั้นสำเร็จไปด้วยดีอีกด้วย ไม่มีหึงหวงแยกเขี้ยว หรือร้องไห้ตีโพยตีพายเหมือนเมียมนุษย์
Share:

10 เรื่องผีในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา


1.ที่มาของชื่อ "ศาลายา"

เชื่อกันว่าชื่อ "ศาลายา" นี้มาจาก ในสมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้เกิดโรคระบาดหรือโรคห่าลง เด็ก ผู้ใหญ่ ฯลฯ ผู้คนมากมายนอนตายทับถมเป็นกองสูง
ศพที่ไม่ได้นำไปเผาก็ถูกทิ้งให้แร้งจิกกินเป็นที่น่าสังเวช เช่นเดียวกับประตูผีที่ วัดสระเกศ บริเวณภูเขาทองในปัจจุบัน ทางการจึงตั้งศาลาแห่งหนึ่ง
ไว้เพื่อส่งมอบยาแก่ชาวบ้าน ต่อมาจึงเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า "ศาลายา"


2.เพลงรักน้อง "เจ้านกน้อย ล่องลอยโผบิน จากแผ่นดินทะเลสีคราม..."

นั่นคือเนื้อเพลงรักน้องหรือเจ้านกน้อยอย่างที่ใครหลายๆคนพูดจนชินปาก เพลงอาถรรพ์ของชาวศาลายา มีเรื่องเล่ากันว่านักศึกษาพยาบาลคนหนึ่ง
ถูกผู้เป็นพ่อแม่บังคับให้เรียนในสายที่ไม่เต็มใจ ด้วยความเสียใจกอปรกับคิดว่าไม่มีใครเข้าใจอีกแล้ว นักศึกษาพยาบาลคนนั้นจึงปีนขึ้นไปบนดาดฟ้า
ของหอพักและเขียนข้อความสั้นๆนี้ไว้ จึงทิ้งร่างลงมาสู่พื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เพลงรักน้อง จึงเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกความระลึกถึงนักศึกษา
พยาบาลคนนั้น ชาวศาลายาจะถือกันว่า เพลงนี้ห้ามร้องในเวลากลางคืน และถ้าใครคนใดคนหนึ่งร้องขึ้นมาแล้ว ต้องร้องต่อจนจบเพลง >มิฉะนั้น
จะเท่ากับเป็นการเรียกนักศึกษาพยาบาลคนนั้นจากพื้นดินมาสู่เจ้าของเสียง ในบางครั้งก็ปรากฏตัวให้นักศึกษารุ่นน้องที่เข้าใหม่เห็นในลักษณะกระ
โดดลงจากดาดฟ้าหอพัก เมื่อนักศึกษาคนนั้นตั้งสติได้และเรียกให้คนมาช่วย พอไปถึงจุดเกิดเหตุกลับปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยใดๆอยู่เลย


3.SI วันมหิดล เตียงC

อีกหนึ่งความเชื่อเกี่ยวกับวันสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งกล่าวถึงนักศึกษาคณะแพทย์ศิริราช(ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่าSI)ที่จะกลับมาเยี่ยมเยียน
หอพักในวันนี้ของทุกๆปี แต่งกายด้วยชุดนักศึกษา เสื้อนั้นย้อมด้วยเลือด และร่างเต็มไปด้วยบาดแผล เรื่องนี้จัดเป็นอันดับต้นๆของความเฮี้ ยนสุดยอด
ในวิทยาเขตศาลายา นักศึกษาแพทย์คนนี้ประสบอุบัติเหตุรถชนขณะข้ามถนนมายังมหาวิทยาลัยอาจเป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาจึง
ไม่รู้ตัวว่าได้เสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้วห้องพักดังกล่าวที่นักศึกษาแพทย์คนนี้อาศัยอยู่กลายเป็นเรื่องถูกปิดตาย ทราบแต่เพียงว่า เตียงCของนัก
ศึกษาSIในคืนวันมหิดลเท่านั้นที่จะพบเห็นเค้าได้ ถ้าอยากทราบว่าความเฮี้ยนนั้นจัดขนาดไหน? ก็ลองสัมผัสได้จากบรรยากาศที่ไม่มีใครพูดถึง
เรื่องนี้ในคืนนี้ >ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นที่สนุกปากขนาดไหนก็ตาม


4.เชือกในห้องน้ำ

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ไม่นานประมาณปีกว่าๆมีข่าวแพร่สะพัดตามหอพักว่า ช่วงปิดเทอมเดือนตุลา แม่บ้านคนหนึ่งได้ผูกคอตายในห้องน้ำชาย ห้องดังกล่าว
ได้ถูกปิดตายไปพักใหญ่ เจ้าหน้าที่หอพักแก้ต่างเป็นพัลวันว่า "ห้องน้ำเสีย" นักศึกษาชายที่อยู่ตรงข้ามกับห้องน้ำนั้น มักได้ยินเสียงร้องไห้ระงมจาก
ประตูเจ้ากรรมเสมอๆ เมื่อมองผ่านจากหอตรงข้าม มีคนสังเกตว่าบริเวณขื่อมีเชือกผูกอยู่จริง แม่บ้านที่ทำความสะอาดประจำชั้นนั้นก็หายหน้าหายตา
ไป เจ้าหน้าที่หอก็ชี้แจงต่อข่าวลือน้ำขุ่นๆว่า>"เค้ากลับต่างจังหวัด" ในปัจจุบันห้องน้ำดังกล่าวได้เปิดใช้งานตามปกติแล้ว ถ้าเข้าไปแล้วเห็นแม่บ้าน
ผิวดำผมหยักศกยิ้มให้ ก็อย่าลืมยิ้มตอบหล่อนด้วย คุณคือผู้โชคดีแล้ว


5.ผีถ้วยแก้ว

ขอยกเรื่องเล็กๆให้ฟังพอหอมปากหอมคอละกัน ก็มีอยู่ว่า... นักศึกษากลุ่มหนึ่งได้เล่นผีถ้วยแก้วในบริเวณหอพัก ทีนี้เมื่อเล่นจบก็ถกเถียงกันว่า
ใครเป็นคนดันแก้ว เมื่อไม่มีข้อสรุป และด้วยความไม่เชื่อในเรื่องผีสางทั้งหมดก็เดินออกไปหน้า ม.เพื่อหาข้าวกิน เพื่อนต่างคณะที่นั่งรถแท็กซี่
เข้ามาได้สวนกับนักศึกษากลุ่มนั้นพอดี ภาพที่เห็นก็คือ ชายแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากบริเวณศาลใกล้คณะอินเตอร์ และได้ยกมือชี้ ร้องไล่ให้
ผู้หญิงในกลุ่มออกไป แต่ทุกคนกลับไม่มีใครใส่ใจ เมื่อมาถึงหอนักศึกษาคนหนึ่งก็เล่าให้เพื่อนฟังว่า "นี่ เมื่อกี๊เล่นผีถ้วยแก้ว มันบอกว่าเป็นผู้หญิง
ว่ะ อย่าให้กูจับได้นะว่าใครเป็นคนดัน" เพื่อนก็รีบเล่าเรื่องที่ชายแก่ไล่หญิงสาวในกลุ่มให้ฟัง ทุกคนก็ยืนยันว่ามีแต่ผู้ชายล้วนๆ ชายแก่คนดังกล่าว
อาจเป็นวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่รู้จักกันในนาม"พ่อปู่จันธูป"หรือ "เจ้าขุนทุ่ง" ส่วนผู้หญิงคนดังกล่าว >จะเป็นคนเดียวกับในถ้วยหรือเปล่า? โฮะๆ
คิดเอาเอง


6.เรือนไทย

เรือนไทยเป็นเรือนสีแดงสดตั้งอยู่ตรงข้ามตึกวิทย์เก่า เดินเข้ามาไม่ไกลก็จะพบได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสวยงามและอากาศเย็นสบาย ทำให้
เรือนไทยกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยม นักศึกษาหลายกลุ่มมานั่งติวหนังสือกันที่นี่ และบางกลุ่มก็ใช้เป็นที่พลอดรักกันอย่างน่าอิจฉา
เรื่องเล่าเกี่ยวกับเรือนไทยมีมากมาย เพราะความคลุมเครือในที่มาของเรือนไทยโบราณหลังนี้ เมื่อ2ปีก่อน นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเข้าไปอ่านหนังสือ
บริเวณเรือนไทย เวลาผ่านไปจนเริ่มเย็น ขณะนักศึกษาคนนั้นเก็บของเตรียมตัวกลับไปหอพักก็เหลือบไปเห็นเส้นสีดำๆคล้ายผมของใครบางคน
ปลิวไสวอยู่ไม่ไกล เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบว่า เส้นผมที่ว่านั่น...เป็นเส้นผมของผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณ และกำลังห้อยหัวลงมาจากเสาเรือน ปากยิ้ม
แสยะเห็นฟันดำขลับ นักศึกษาคนนั้นกรีดร้องและเป็นลมทันที>พี่ยามได้ยินเสียงจึงเข้าช่วยเหลือ-ทำการปฐมพยาบาล >รุ่นพี่เล่าต่อๆกันมาว่าเสา
ต้นหนึ่งในเรือนไทยตกน้ำมันได้ >ถ้าคุณไม่เชื่อเกี่ยวกับ"ความแรง"ของที่นี่ >มีเรื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าที่เรือนไทยนี้อากาศเย็นสะท้านตลอดเวลา
ไม่ว่าจะฤดูอะไร และวันนั้นแดดจะแรงขนาดไหนก็ตาม:-)


7.หอชาย

เชื่อหรือไม่? ในสมัยก่อนหอชายของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นหอหญิงมาก่อน บางคนอยู่มาเป็นปีๆไม่เคยจะรู้ ไม่เคยจะใส่ใจกับความ
เป็นมาตรงนี้เลย หอชายในปัจจุบันนั้นมีสภาพค่อนข้างใหม่กว่าหอหญิง (ยกเว้นแต่หอ10) ก็มีเรื่องเล่ากันว่า นักศึกษาหญิงคนหนึ่งได้ฆ่าตัวตาย
ภายในหอพัก วิญญาณก็ยังวนเวียนไม่ไปไหน คอยปรากฏตัวให้นักศึกษารุ่นหลังได้ประสาทกินเป็นพักๆ และในแต่ละปีจะมีนักศึกษาชายจำนวน
มากที่โวยวายกับเจ้าหน้าที่หอพักเรื่องผู้หญิงชุดขาวที่เดินไปมาในบริเวณหอพัก ส่วนสถานที่หลักๆที่จะพบได้ก็คือ 1.บันไดหนีไฟ ใครที่ชอบเดิน
ทางนี้บ่อยๆ ระวังให้ดี คุณไม่มีทางหนี นอกจากวิ่งชนหรือลงไปติดแหง็กอยู่ด้านล่าง2.ทางเชื่อมระหว่างหอ เมื่อมองจากระเบียง หรือด้านล่าง
ของหอ นี่คือสามแพร่งที่ทุกคนต้องผ่านเข้าออกในแต่ละวัน โถฉี่ในหอพักหญิงเป็นเครื่องยืนยันอย่างดี แต่อย่าหวังคำตอบจากเจ้าหน้าที่หอเกี่ยว
กับสาเหตุที่ย้ายมา เพราะต่อให้ตาย "...เค้าก็ไม่ตอบคุณหรอก"


8.คอนโดC ห้องxxxx

คอนโดบริเวณประตูสาม จะถูกจองตั้งแต่เดือนเมษา แต่จะมีอยู่ห้องหนึ่งในคอนโดCซึ่งปิดขอบประตูโดยรอบด้วยยันต์ และประไว้ที่หน้าประตูอีก
หนึ่งแผ่น ลองนึกภาพดูว่าบรรยากาศของห้องจะหม่นๆ เหมือนมีสายตาเฝ้ามองอยู่ตลอด ใครที่เคยอาศัยอยู่ย่อมรู้ถึงความกดดันได้เป็นอย่างดี
ประวัติของห้องนี้ก็มีอยู่ว่า ช่วงปิดเทอมเมื่อ4-5ปีก่อนมีเด็กอินเตอร์คนหนึ่งกรอกยาฆ่าตัวตาย กว่าเพื่อนจะไปพบ ศพมันก็อืด เน่า เฟะ เละจน
แทบจำไม่ได้ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงอยู่ปี2 น้อยใจแฟนก็เลยประชดด้วยการลาโลก พองานศพเสร็จ เพื่อนๆทำใจไม่ได้ก็เลยขอย้ายไปพักที่อื่น คน
ที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆไม่รู้เรื่องรู้ราว ตกกลางคืนมักได้ยินเสียงเปิดก็อกในห้องน้ำบางครั้งก็ได้ยินเสียงกุกกักทั้งๆที่ไม่มีใคร แต่นั่น...ไม่ร้ายแรงเท่า
นักศึกษาบางคนที่กำลังนอนหลับ เหลือบไปเห็นผู้หญิงหน้าตาบวมปูดเหมือนศพ จับขาและกระชากลงจากเตียง เพื่อนที่เคยไปอาศัยอยู่ในห้อง
เจ้าปัญหา การันตีความเฮี้ยนระดับห้าดาว!!! รูมเมทบางคนมองเห็นผู้หญิงเดินไปเดินมาในเวลากลางคืน และมักได้ยินเสียงร้องไห้ ปนโกรธแค้นที่
ถูกทอดทิ้ง หลายคนก็ถูกผีอำจนอยู่ไม่ได้ เครื่องใช้ไฟฟ้า-ข้าวของ >เปิดปิด เคลื่อนที่ได้เองอย่างน่าสงสัย เป็นอีกเรื่องที่ฮอทสุดๆและเฮี้ยนสุดๆ
ในรั้วศาลายา


9.ตู้ผี

ฟังชื่อแล้วต้องบอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนังผีเกาหลีเกรดบี แต่นี่คือเรื่องจริงของนักศึกษาดวงซวยสุดๆในคืนวันมหิดล เมื่อสองปีก่อน ช่วงสอบกลาง
ภาคตรงกับวันมหิดลพอดี >นักศึกษาหญิงคนหนึ่งซึ่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ภายในห้องพัก กำลังจะไขกุญแจตู้เสื้อผ้าไปอาบน้ำ เครียดก็เครียด
อ่านก็ไม่ทัน ไหนจะไม่ค่อยรู้เรื่องอีก ความซวยก็เข้าเยือนต่อทันที ขณะเดียวกันเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากข้างใน คว้า
ท่อนแขนนักศึกษาโชคร้ายและพยายามดึงเข้าไปในตู้ เท่านั้นแหละ...เสียงกรี๊ดดังลั่นมาถึงหอชาย เพื่อนร่วมห้องได้ยินก็กระวีกระวาดมาดู เห็น
เจ้าหล่อนเป็นลมนอนฟุบอยู่กับพื้นห้อง จึงโทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่หอให้รับตัวไปโรงพยาบาลทันทีสอบถามจากเจ้าหน้าที่หอพักก็ตีหน้าซื่อ แก้ตัว
กับเหตุการณ์นี้ว่า "สงสัยเค้าจะเครียดมากไป" เป็นอันว่าเรื่องสยองในคืนวันมหิดลก็ยังเป็นปริศนาต่อไป ยาวไปหน่อย แต่อ่านแล้วขนลุกได้เลย
Share:

อาถรรพ์ นรกซานติก้า ที่แห่งนี้มีตำนาน

จากที่ดินทำเลทองย่านเอกมัย เพียงชั่วข้ามคืนของวันแรกที่ย่างเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2552 กลับกลายเป็นสุสานของเหยื่อเพลิงนรก นำมาสู่การผูกโยงถึงความเชื่อของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กับ "สุสานซานติก้าผับ" ด้วยความหวาดผวา และบอกเล่าถึงเรื่องราวอาถรรพณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงลางร้ายบอกเหตุที่อาจจะเป็นสาเหตุที่นำมาสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้
แม้ลางร้ายบอกเหตุจะมีหลายประการ แต่ข่าวลือที่พูดกันว่า ที่ดินบริเวณนี้เคยเป็น "กุโบร์เก่า" หรือ "สถานที่ฝังศพชาวมุสลิม" มาก่อนนั้น กลับไม่ใช่เรื่องจริง!! ตามที่ "ซินแส" ท่านหนึ่งออกมาเปิดเผยต่อสังคม
"สุธี ผลทวี" ทายาทของเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่รุ่นดั้งเดิม ออกมายืนยันว่า แม้ที่ดินแถวนี้จะเป็นชุมชนของพี่น้องมุสลิม แต่ที่ดินทั้งหมดนี้เป็นที่มีโฉนด ไม่ใช่ที่สาธารณะ จึงไม่มีทางเป็นกุโบร์เก่ามาก่อนได้

ถึงแม้จะไม่ใช่ที่กุโบร์เก่า แต่ทายาทของเจ้าของที่ดิน เล่าว่า เรื่องราวความเฮี้ยนบนที่ดินผืนนี้ มีการเล่าขานกันมาตลอด โดยเกิดขึ้นหลังจากขายที่ดินให้แก่แม่ทัพเรือที่เข้ามาอยู่เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ต่อมาแม่ทัพเรือคนนี้ถูกภรรยาฆ่าตายภายในบ้าน หลังจากนั้น ชาวบ้านก็มักจะเห็นเงาคนเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านร้าง จนต้องทำพิธีทางศาสนากันมาตลอด ต่อมาแม้จะมีความพยายามเข้ามาใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนี้หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ และปล่อยรกร้างว่างเปล่ามานาน ก่อนจะมาเปิดเป็นสถานบันเทิง "ซานติก้าผับ" เมื่อกว่า 5 ปีที่แล้ว
"ที่ตรงนี้เป็นของคุณยายมาก่อน ซึ่งคุณยายขายต่อให้แม่ทัพเรือ ซึ่งท่านเป็นคนเจ้าชู้ ภรรยาจึงเกิดการหึงหวง ต่อมาแม่ทัพเรือคนนี้ถูกภรรยาฆ่าตายภายในบ้าน หลังจากนั้นชาวบ้านก็มักจะเห็นเงาของคนเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านร้าง จนต้องมีการทำพิธีทางศาสนากันมาตลอด แม้กระทั่งซานติก้าก็เหมือนกัน ที่ดินตรงนี้แต่เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ที่บอกว่าเป็นกุโบร์เก่านั้นไม่ใช่อย่างแน่นอน ที่ดินเดิมของซานติก้าเป็นของคนญี่ปุ่นมาก่อน แต่เจ้าของคนเดิมตายไป ลูกหลานก็เลยให้ซานติก้าเช่าที่ดินผืนดังกล่าว ซานติก้าก็ยังเชิญไปอ่านบทสวดให้ประจำ โดยส่วนตัวไม่เชื่อเรื่องผีปีศาจ แต่ก็ไม่ลบหลู่ แม้ทางซานติก้าไม่ได้ทำพิธีพวกเราก็ทำให้อยู่ดี เพราะอยู่ใกล้กัน ต้องช่วยเหลือกัน" ทายาทเจ้าของที่ดินกล่าว

นอกจากเรื่องราวความอาถรรพณ์ของที่ดินตามความเชื่อแล้ว ลางร้ายบอกเหตุที่เกี่ยวกับการออกแบบภายในซานติก้าผับ ก็เป็นอีกความเห็นหนึ่งที่เจ้าของบ้านฝั่งตรงข้ามซานติก้าผับรายนี้บอกว่า การปรับโฉมใหม่ มีการตกแต่งภายในร้านด้วยไม้กางเขนขนาดใหญ่และทำเลียบแบบโลงศพ ซึ่งเขามองว่าไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับป้ายประชาสัมพันธ์งานกู๊ดบาย และเคานท์ดาวน์ขนาดใหญ่ ที่ทางผับออกแบบให้ดีเจมีน้ำตาเป็นสายเลือดและนักร้องมีคราบน้ำตาเป็นสีดำ

"เห็นภาพที่ออกมาเห็นแล้วก็ตกใจ กลัวว่าจะเป็นการบ่งบอกถึงลางร้าย แต่ก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นขนาดนี้" สุธีกล่าวด้วยอาการสลด

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านแถวนี้หลายคนถึงกับนอนไม่หลับ พวกเขายอมรับว่า กลัวเจอผี บ้างก็ยังติดตากับภาพสลดใจที่เกิดขึ้น การแผ่เมตตา หรือแม้แต่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายจึงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้สบายใจ

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า เหตุร้ายครั้งนี้น่าจะเป็นเพราะอุบัติเหตุและความประมาท มากกว่าจะเป็นเพราะเรื่องราวความอาถรรพณ์ แต่ถึงจะไม่เชื่อ ชาวบ้านละแวกนี้ก็ไม่เคยหลบหลู่ โดยตั้งใจว่าจะหมั่นทำบุญให้ผู้ตายอย่างสม่ำเสมอ และหากเป็นไปได้ ที่ดินผืนนี้ไม่อยากให้มีใครมาสร้างเป็นผับอีก

"เราก็อยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เขาก็ปฏิบัติกับเราดี เด็กในละแวกนี้ก็มีงานทำ ถึงเวลาที่ร้านของเขาครบรอบก็มีเลี้ยงละแบร์ตามศาสนา ช่วงงานวันเด็กก็มีแจกจักรยานทำอะไรให้ ช่วยเหลือกัน ที่จริงที่ดินตรงนี้เป็นของ ผบ.ทร.เก่า สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในความรู้สึกผมปล่อยวางนะ มีฝรั่งคนหนึ่งมาจากภูเก็ต ผมก็ถามว่าญาติเสียหรือเปล่า เขาก็บอกว่ามาสวดมนต์ให้ผู้เสียชีวิตชาวต่างชาติ เจ้าของเดิมตั้งใจทำเป็นคอนโด แต่ไม่ได้ทำ เพราะเจอพิษทางเศรษฐกิจ จริงๆ แล้วที่ดินตรงนี้ไม่ใช่ของซานติก้านะ แต่ทางซานติก้าเขาเช่าอยู่ ไม่ใช่ที่ของเขา" ฉลอม เพ็ชรหิน ชาวบ้านในพื้นที่ซานติก้าผับ ย้อนเรื่องราวในอดีต

ไม่ต่างไปจาก ภาณุภัทธ มีสถานทรัพย์ ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงซานติก้าผับ สะท้อนความเชื่อว่า ลางบอกเหตุก็ดูที่รูปดีเจภูมิ ที่มีเหมือนเลือดไหลออกจากตา แล้วพื้นหลังก็สีดำหมดเลย เห็นตั้งแต่แรกก็ว่าจะไปทักว่ามันไม่เป็นมงคลเลย ก็ไม่นึกว่าเรื่องมันจะขนาดนี้ เวลาเคานท์ดาวน์เขาก็จะจุดพลุลุกใหญ่ๆ จุดเรื่อยๆ เป็นระยะ ปกติวันที่ 31 มกราคม เขาจะเปิดถึง 6 โมงเช้า แต่ปีนี้เขาเลิกกิจการพอดี ก็เลยมีนักท่องเที่ยวแอบเอาไปจุดข้างในลูกหนึ่ง

"เขาว่าในร้านที่เพิ่งตกแต่งปรับโฉมใหม่ไม่นานนี้ ก็มีรูปเหมือนโลงศพ แล้วก็มีไม้กางเขนขนาดใหญ่อยู่อันหนึ่งข้างใน มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะเจ้าของเองยังนึกไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วคนก็ไม่รู้ว่าทางด้านหลังก็มีประตูทางออกอีกทาง ก็เลยมากรูกันอยู่ที่ประตูทางเข้าด้านหน้าหมดเลย" ภาณุภัทธกล่าวในตอนท้าย

ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ณ "ซานติก้าผับ" ในค่ำคืนแห่งการฉลองเทศกาลปีใหม่ จะเป็นอุบัติเหตุ หรือเป็นอาถรรพณ์ ทว่าความจริงคือ เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องสังเวยด้วย 61 ชีวิต และเจ็บกว่า 2 ร้อยคน
Share:

สุดยอด13สถานที่เฮี้ยน

1. สุสานโสเภณี จ.กาญจนบุรี
สถานบันเทิงเก่าแก่ของจังหวัด เปิดให้บริการกับผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศได้มาใช้บริการ ที่แห่งนี้มีหญิงบริการถูกกักขังหน่วยเหนี่ยว ถูกบังคับให้รับแขกอย่าทารุณ ไม่ได้พักผ่อน บ้างก็ถูกทำร้ายร่างกาย บ้างก็เป็นโรคร้าย จนสุดท้ายหญิงสาวทั้งหมดได้เสียชีวิตลงที่นี้อย่างมากมาย จนถูกเรียกว่าเป็น “สุสานโสเภณี” ซึ่งชาวบ้านบริเวณนั้นมักได้ยินเสียงผู้หญิงและเด็กร้องขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเข้าไปดูก็ไม่พบใคร
2. บ้านผีมอญ จ.กาญจนบุรี
คู่สามี-ภรรยาเจ้าของบ้านเป็นคนมอญที่มีนิสัยหวงของมาก จะดุด่าคนที่แอบมาขโมยผลไม้ในสวน ด้วยความที่เป็นคนหวงและดุด่าเก่งมาก จึงทำให้ถูกฆ่าตายแล้วนำศพมาทิ้งไว้ที่ท้ายสวน วันหนึ่งมีคนเข้ามาเก็บผลไม้ในสวน แกก็ตามไปทวงถึงบ้าน จนคนที่เก็บไปรีบนำมาคืนแทบไม่ทัน นอกจากนั้นยังมีศพชาวกะเหรี่ยง 9 ศพ ที่ถูกวิสามัญ ฝังอยู่บริเวณบ้านหลังนี้
3. บ้านผมผี จ.กาญจนบุรี
หญิงผู้เป็นเจ้าของบ้านตัดสินใจลาบวชชีด้วยความเสียใจที่คนในบ้านตายไปทีละคนโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยบ้านทิ้งไว้จนกลายเป็นสภาพบ้านร้าง ชาวบ้านบริเวณนั้นนึกว่าเจ้าของบ้านเสียชีวิตไปแล้วจึงเข้าไปดูในบ้าน ปรากฎว่ามีเส้นผมเต็มไปหมด บางคนก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ในบ้าน
4. โรงพยาบาลสยอง จ.ระยอง
ด้วยพิษทางเศรษฐกิจเมื่อหลายปีก่อน ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้ต้องปิดกิจการลงกลายเป็นโรงพยาบาลร้างในที่สุด ในเวลากลางคืนชาวบ้านมักเห็นไฟเปิดสว่างเต็มไปหมด บางคนก็เข้าไปเห็นเตียงนอนคนไข้เข็นเองได้ กลายเป็นเรื่องราวชวนสยองเลื่องลือถึงกิตติศัพท์ความน่ากลัวมาถึงปัจจุบัน
5. สุสานศพไร้ญาติ จ.ชลบุรี
ศพไร้ญาติทั้งหลายเหล่านี้ถูกนำมาขุดหลุมฝัง เป็นสุสานไร้ญาตินับร้อยนับพันขุดเรียงรายกันเป็นทิวแถวยาว หลายๆ คนเล่ากันว่า สถานที่แห่งนี้เป็นฮวงซุ้ยที่เฮี้ยนมาก
6. บ้าน 4 ศพ จ.ชลบุรี
ครอบครัวหนึ่งซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก 2 คน เดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกัน แต่ระหว่างทางได้ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำเสียชีวิตทั้งหมด บ้านหลังนั้นจึงกลายเป็นบ้านร้าง แต่คนที่ผ่านไปมาจะเห็นเงาคนเหมือนมีคนอยู่ในบ้านอยู่เสมอ และยังเป็นที่พบศพถูกฆาตกรรมอย่างปริศนา และยังมีห่วงเชือกผูกเป็นปมมัดอยู่ในบ้านหลังนั้น
7. บ้านผีนายพล จ.ชลบุรี
เป็นบ้านพักตากอากาศชายทะเลที่ครอบครัวนายทหารมาพักผ่อน และถูกฆาตกรรมทั้งครอบครัว ศพทั้งหมดถูกยัดไว้ในห้องใต้ดินของบ้านพักตากอากาศหลังนี้ มีคนเคยเห็นควันธูปลอยขึ้นมาในบริเวณบ้านหลังนี้ด้วย
8. บ้านผียายสรวง จ.อยุธยา
หญิงชราเจ้าของบ้านผู้ชอบกินหมาก ได้เสียชีวิตลงภายในบ้าน พร้อมกับโลงศพที่ถูกพบภายในบ้าน จนถึงทุกวันนี้ ผู้คนแถวนั้นยังคงได้ยินเสียงคนแก่พูด และเสียงตำหมากอยู่ทุกค่ำคืน
9. บ้านผีท่านขุน จ.อยุธยา
เป็นบ้านไม้สักเก่าสมัย ร.5 หลังจากที่เจ้าของบ้านเสียชีวิต บ้านหลังนี้ก็กลายเป็นบ้านร้าง วันหนึ่งมีชาวบ้านพายเรือผ่านมา เห็นมีผู้หญิงอยู่บนเรือนแต่งชุดโบราณสมัย ร.5 เคยมีคนมาลองของที่บ้านหลังนี้ก็เจอดีกันทุกคน จนต้องมาขอขมากราบไหว้กัน
10. บ้านผีโหด อ.บางเลน จ.นครปฐม
เกิดเหตุทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย พ่อตายิงลูกเขยเสียชีวิตลง แล้วนำศพไปทิ้งไว้ในบ่อหลังบ้าน ปัจจุบันยังคงมีคราบเลือดแห้งติดอยู่ที่ขอบกำแพง
11. บ้านผีตายโหง เขตหนองจอก
เป็นบ้านร้างมาเกือบ 10 ปี มีการเล่ากันว่านอกจากจะมีการฆ่ากันตายในบ้านแล้ว ยังมีผู้หญิงเข้ามาผูกคอตายในบ้านหลังนี้อีก และยังมีการนำเอาศพมาทิ้งไว้ใต้บันไดเพื่ออำพรางคดีอีกกด้วย
12. บ้านตรอมใจ เขตหนองจอก
หญิงสาวเจ้าของบ้าน นับถือศาสนาพุทธ รับการกระทำของสามีที่นับถือศาสนาอิสลามเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงไม่ได้ ทั้งสองจึงทะเลาะวิวาทกัน ฝ่ายชายหนีออกจากบ้านไป ฝ่ายหญิงได้แต่เฝ้ารออยู่ที่บ้านจนกระทั่งล้มป่วยเพราะตรอมใจและเสียชีวิตลงในที่สุด ชาวบ้านแถวนั้นมักได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิงเสมอ
13. บ้านเสาตกน้ำมัน จ.ราชบุรี
บ้านทรงไทยที่มีเสาตกน้ำมันไหลจากข้างบนลงมาข้างล่าง ด้วยความที่เป็นบ้านร้างก็มีเถาตำลึงขึ้นเต็มไปหมด ชาวบ้านที่เข้าไปเก็บก็ปรากฎว่าเจอผู้หญิงใส่ชุดไทยมายืนชี้หน้าอยู่
Share:

ตำนานความอาถรรพ์ สุสาน7หลุม

สุ สาน 7 หลุม มีนามการัณตีถึงกิตติศัพท์ความเฮี้ยนอันน่าสะพรึงกลัว กับตำนานอาถรรพ์ที่บัดนี้ยังคงเป็นปริศนา ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัด บ้างก็ว่า เป็นครอบครัวเดียวกันโดนฆ่าตาย บางคนก็ว่าเป็นฝรั่ง บางคนก็ว่าเป็นพวกเด็กขายยาเสพติดที่ถูกฆ่าตาย ไม่มีใครรู้อะไรไปมากกว่านี้ และการลองของครั้งแล้วครั้งเล่าของบรรดาผู้กล้าท้าพิสูจน์ แทบทุกครั้งที่ต้องเจอดี บางคนถ้าไม่โชคดีได้เห็นอย่างจะ จะ ก็ถึงกับได้เลือดไปบ้างก็มี..


สุสาน 7 หลุม ทางเข้าจะอยู่แถววิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย จังหวัดขอนแก่น ถ้าตรงมาจากบ.ข.ส. เลยบัณฑิตเอเซียไปจะเป็นสามแยกเลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 500เมตร จะข้ามคลองส่งน้ำเลยไปหน่อยจะเจอวัดชื่อวัดไตรประสิทธิ์ สุสาน 7 หลุมจะอยู่หลังวัดนี้แหละครับ


เรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้ไปลองของ สุสาน 7 หลุม

เสียงเปรต

ผมเคยไปวัดใจกันกับเพื่อนประมาณ10คน ที่นี่สองครั้ง ครั้งแรกตอนเที่ยงคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ออกมารถหม้อน้ำแตก ครั้งที่สอง ตอนตี1ได้ยินเสียงเปรต ภายในสุสาน 7 หลุม จริง ๆ มี 9 หลุม แต่ละหลุมจะมีไม้หน้าสามปักอยู่บนหลุม ข้างๆสุสานจะมีศาลอยู่ 2 ศาล อยู่ใต้ต้นโพธิ์พวกผมไปก็จะจุดธูป1ดอก บอกขอขมาที่มารบกวนอยากเห็นโปรดออกมาให้เห็นหน่อยประมาณนี้ครับพอปักธูปเสร็จจากที่ภ
ายในไม่มีลม เกิดลมพัดมาอย่างแรงจนใบต้นโพธิ์ไหวอย่างแรง พวกผมเริ่มมองหน้ากันนั่งนิ่งอยู่ประมาณ 10 นาทีเริ่มไม่ไหวเลยยกมือไหว้ศาลแล้วพากันกลับ ออกมาเลยวัดแค่หน่อยเดียวเท่านั้นแหละครับ รถหม้อน้ำแตกดังฟู่เลย ครั้งที่ 2 ก็ทำแบบเดิม คราวนี้ได้ยินเสียงตอนแรกคิดว่าเสียงนกแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินเสียงนี้เลยครับมันเป็น
เสียงเล็กๆแหลมๆ เลยอัดเสียงมาใส่โทรศัพย์ไว้อีกวันมานั่งเปิดฟังดูกันไปถามผู้ใหญ่แถวในหมู่บ้านเขาบ
อกไม่ใช่เสียงนก แต่มันเป็นเสียงเปรต


วิญญาณมุงดู

คือว่ามีวันนึงผมกับเพื่อนๆได้พากันไปสุสาน 7 หลุมกัน(คงจะรู้จักกันดี)ไปประมาณ 7 คนพอไปถึงที่จอดรถ (ทางมันต้องเดินเข้าไป) แฟนเพื่อนที่มาด้วยถึงกับต้องร้องไห้....เพื่อนเลยถามว่าเฮ้ยเป็นไรว่ะ....แฟนเพื่อนตอบว่า..มีคนมาดูเราเต็มไปหมดเลยอ่ะ....ถามต่อว่าอยู่ไหนอ่ะ....เขาบอกว่า อยู่กำแพงข้าง ๆ วัด ฮ้า!! (กรรม แล้วเราจอดรถอยู่ข้างวัดพอดี) พวกเราจึงไม่สบายใจเลยกลับบ้านโดยยังไม่ได้เข้าไป
วันต่อมาเราไปกันอีกโดยไม่เอาเพื่อนคนนั้นไปด้วย เอาล่ะวันนี้เราต้องเข้าไป (พวกเพื่อนๆคิดในใจ) แล้วเราก็เดินเข้าไป บรรยากาศน่ากลัวมาก ๆ เรามีไฟฉายอันเดียว ผมคือ 1ใน 3 คนผู้นำหน้า เดินไปสักพักใหญ่ ๆ เพื่อนที่รู้ทางเอ่ยขึ้นมาว่า เฮ้ย!!!!กุมีอะไรจะบอกพวกมืง (ไอ้เราก็กลัวเลยพูดไปว่า) ไม่เอาหน่ากลับไปบอกอยู่บ้านดีกว่าว่ะเด๋วเพื่อน ๆ จะกลัว....มันบอกว่า..กุต้องบอกพวกมืงจริงๆ (เอาแล้วไง) กุ...กุ...กุ...พาพวกมืงมาผิดทาง กรรมเอาล่ะเดินกลัมมาทางใหม่ เอ่อเจอแล้วคราวนี้ถูกทางแน่ ๆ (จะเป็นทางตัว Y) เราก็เข้าไปกันบรรยากาศเริ่มขนหัวลุก มืดมาก ๆ และมีลมแผ่ว ๆ และเสียงน้ำคลองชลประทานและแล้วเราก็เดินมาถึงสุสาน มองไปรอบ ๆ ก็มีหลุมฝังศพและศาลอยู่ด้านหลังมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม เอาหละมาแล้วก็กลับกันเหอะเพื่อน ๆ พูดกัน
Share:

ตำนานศุกร์ 13

เมื่อเอ่ยถึงวันศุกร์ 13 นั้นหลาย ๆ คนอาจจะนึกไปถึงวันแห่งอาถรรพ์ เพราะเคยมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งใช้ชื่อว่า ศุกร์ 13 ฝันหวาน แต่เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบความเป็นมาว่า ทำไมวันศุกร์ 13 ถึงเป็นวันที่ไม่ดี


ว่ากันว่าความเชื่อที่ว่าถ้าวันศุกร์เกิดไปตรงกับวันที่ 13 ของเดือนใดก็ตามแล้ว จะกลายเป็นวันแห่งความโชคร้ายนั้นเป็นความเชื่อของชาวตะวันตก โดยต้นตอแห่งความเชื่อนี้มาจาก อาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซู (The Last Supper) โดยเชื่อกันว่าในอาหารมื้อนั้นมีผู้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ 13 คนก่อนที่พระองค์จะถูกนำตัวไปตรึงบนไม้กางเขนใน วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ในขณะที่มีอีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่าวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1307 เป็นวันที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส ทำการจับกุมตัวบรรดาอัศวินเทมพลาร์ชาวฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนไป ก่อนจะนำตัวไปทรมานและสังหาร เพื่อนำทรัพย์สินของพวกเขามาเป็นของฝรั่งเศส

ทั้งนี้นักจิตวิทยาพบว่า ในบางคนจะมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือล้มป่วยในวันศุกร์ที่ 13 ซึ่งมีการให้เหตุผลเอาไว้ว่าเป็นเพราะบางคนรู้สึกวิตกจริตเป็นอย่างมากในวันศุกร์ที่ 13 โดยทางศูนย์จัดการความเครียดและสถาบันอาบำบัดการกลัวในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเมินว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่ 13 สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงิน 800 - 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทีเดียว เพราะว่าประชาชนบางคนไม่กล้าเดินทางไปไหนและไม่กล้าแม้แต่จะไปทำงาน


จนทำให้เกิดโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 มีชื่อเรียกว่า Paraskavedekatriaphobia หรือ paraskevidekatriaphobia หรือfriggatriskaidekaphobia ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรค triskaidekaphobia คือ โรคกลัวหมายเลข 13

และที่มาที่ทำให้วันศุกร์ 13 กลายเป็นวันโชคร้ายไปทั่วนั้นน่าจะมาจากภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง ศุกร์ 13 ฝันหวาน หรือ "Friday the 13th" ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับฆากรต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีเอกลักษณ์เด่นคือการสวมหน้ากากฮ็อกกี้ เพื่อปกปิดใบหน้า ก่อนทำการฆาตกรรมเหยื่อ
Share:

39ข้อ ที่บางคนอาจจะยังไม่รู้ อิอิ

เรื่องที่คนอาจยังไม่รู้

1.อเล็กซานเดอร์มหาราชค้นพบกล้วยหอมเป็นครั้งแรกก่อนปี ค.ศ.327 ขณะทำสงครามที่อินเดีย

2.แอปเปิ้ลเป็นพืชตระกูลเดียวกับกุหลาบ

3.จำนวนแถวของข้าวโพดแต่ละฝักเป็นเลขคู่เสมอ

4.ยีราฟที่ตัวโตเต็มวัยสามารถเตะหัวสิงห์โตจนหลุดได้

5.ถ้าพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อไปที่หมีขั้วโลกขนของมันจะเปลี่ ยนเป็นสีม่วง

6.ช้างเป็น!โลกพันธุ์เดียวที่กระโดดไม่ได้

7.ปลาฉลามเป็นปลาชนิดเดียวที่กระพริบตาได้

8.บ้านของบิลล์เกตส์ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์แมคอินทอช

9.ฮิตเลอร์และนโปเลียนมีลูกอัณฑะเพียงข้างเดียว

10.ลีโอนาโด ดาวินชี สามารถใช้มือข้างหนึ่งวาดรูปและใช้มืออีกข้างหนึ่งเขียนหนังสือไปพร้อมๆ กันได้

11.เมืองAieaในฮาวายเป็นเมืองเดียวที่สะกดด้วยชื่อสระเพียงอย่างเดียว

12.เมืองอิสตัลบูลเป็นเมืองเดียวในโลกที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีปคือยุโรปและเอเชีย

13.สัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดเดียวที่ไม่มีชื่ออยู่ในคัมภีร ์ไบเบิ้ลคือแมว

14. 111,111,111×111,111,111=12345678987654321

15.เดือนที่ขึ้นต้นด้วยวันอาทิตย์จะมีวันศุกร์ที่ 13 เสมอ

16.โทรศัพท์สาธารณะกลางทะเลทรายที่ซาอุดิอารเบียใช้พลัง งานแสงอาทิตย์

17.ลีโอนาโดดาวินชีเป็นผู้คิดค้นกรรไกร

18.ทอม แฮงก์เป็นลูกหลานของประธาณาธิบดีลินคอร์น

19.ในนมเปรี้ยวยาคูลท์ 1 ขวดมีจุลินทรีย์ แอล คาเซอิ ชิโรต้า ที่มีชีวิต 8000 ล้านตัว

20.อาหารมื้อแรกที่โทมัส อัลวาเอดิสันทานตอนที่เดินทางมาถึงนิวยอร์กครั้งแรกคือน้ำชา

21.ชาวไทยที่เป็นเจ้าของรถยนต์คันแรกคือพระยาสุรศักดิ์ม นตรี แต่คนไทยที่ได้ขับรถเป็นคนแรกคือพระยา อนุฑูตซึ่งเป็น น้องชาย

22.ตวนอู อับดุลราหมานอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเคยเป็นศิษย์เก ่าของเทพศิรินทร์

23.กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 ปีจุลศักราช 931(9+3+1=13) ครั้งที่ 2 ปี 1129(1+1+2+9=13)

24.คำว่า BYTE เป็นคำย่อมาจาก By Eight

25.คำว่า set ถูกนิยามความหมายไว้มากกว่าคำอื่นๆ

26.คำว่า stewardesses เป็นคำที่ยาวที่สุดในการพิมพ์ด้วยมือซ้ายข้างเดียว

27.คำว่า typewriter เป็นคำที่สามารถพิมพ์ได้ยาวที่สุดในบรรทัดตัวอักษรบน สุดของแป้นพิมพ์

28.คำศัพท์ที่สามารถอ่านได้จากทั้งหน้าไปหลังและหลังไปห น้าที่ยาวที่สุดในโลกคือคำว่า

29.Saippuakivikauppias เป็นภาษาฟินนิช แปลว่าคนขายสบู่หิน

30.คาราเต้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย

31.ไพ่คิงโพธิ์แดงเป็นคิงคนเดียวที่ไม่มีหนวด ส่วนไพ่แจ๊คที่ไม่มีหนวดคือ แจ๊คดอกจิก

32.รหัสโทรศัพท์ของรัสเซียคือ 007

33.ประธานาธิบดีลินคอร์นมีเลขาชื่อเคนเนดี ส่วนประธานาธิบดีเคนเนดีมีเลขาชื่อลินคอร์น

34.ค่าโดเมนเนมที่แพงที่สุดคือ business.com มีราคา 7.5ล้านดอลล่าร์

35.กำไร 40% ของแมคโดนัลมาจากการขายชุดแฮปปี้มีล

36.แมคโดนัลเป็นผู้จัดจำหน่ายของเล่นที่ใหญ่ที่สุดของโลก

37.ดิสนีย์แลนด์มีขนาดใหญ่กว่าประเทศที่เล็กที่สุดในโลก 5 ประเทศรวมกัน

38.เจ้าของดิสนีย์แลนด์กลัวหนู

39.โดนัลดั๊กถูกแบนในประเทศฟินแลนด์เพราะไม่ได้ใส่กางเกงในโทมัส
Share:

เรื่องเล่าจากมช.

ในมช มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีเยอะมาก โดยเฉพาะผีในหอพัก เนื่องจาก หอพักของ มช สร้างขึ้นมานาน จึงมีประวัติ ตำนานได้เล่าขานสืบทอดกันมายาวนาน
เมื่อวาน มีน้องคนหนึ่งอยากฟังเรื่องผีในมช เราเลยถือโอกาสเล่าผ่านบอร์ด เลยแล้วกัน เอามาแค่เรื่องหนึ่งจากเป็นสิบๆ เรื่องที่เราได้ยินมาแล้วกัน แต่ออกตัวก่อนว่า ไม่รู้จะเล่าได้น่ากลัวไหม

กระจกผี
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหอพักหญิง เมื่อนานมาแล้ว หอไหนจำไม่ได้ มีผู้หญิง 2 คน เป็นเมทกัน คนนึงเป็นคนกลัวผี อีกคนนึงเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีเท่าไร

คืนหนึ่ง เพื่อนคนที่กลัวผีไปอาบน้ำ แล้วมาแต่งตัว หยิบหวีมาหวีผมของตัวเองอยู่ในห้อง ส่วนเพื่อนเมทอีกคนกำลังหลับอยู่ ขณะนั้นที่กำลังหวีผมอยู่แล้วจ้องมองไปที่กระจก เพื่อนคนนั้นก็ได้เห็นผู้หญิงอีกคนนึงที่ไม่ใช่เมทตัวเอง อยู่ในกระจก ตำแหน่งด้านหลังของเธอ เพื่อนคนนั้นตกใจมากร้องกรี๊ดจนเพื่อนเมทตื่นขึ้นมา

เพื่อนเมทที่ตกใจตื่นมา ถามเพื่อนว่าเป็นอะไร เพื่อนที่เจอผีบอกว่ากำลังหวีผมอยู่ดีๆ ก็เจอผู้หญิงใครก็ไม่รู้อยู่ในกระจกด้วย แต่เพื่อนคนนี้คิดว่าเพื่อนเธอตาฝาดไปเอง เพราะไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้เท่าไร แต่ก็ปลอบใจเพื่อนหญิงที่เจอ แล้วชวนไปนอนด้วยกัน

ผ่านไปซักพักหนึ่ง เพื่อนที่ไม่ได้เจอ ตื่นขึ้นมา แล้วมองไปที่กระจกบานนั้น ที่เพื่อนตัวเองเจอผู้หญิงโผล่ในกระจก ด้วยความสงสัยและอยากทดลอง เธอจึงไปยืนตรงหน้ากระจกแล้วหยิบหวีมาหวีผมของตัวเอง

เธอหวีอยู่อย่างนั้น ก็ไม่เห็นเจออะไรเลย !!!!!!!!!!!!!!
เธอจึงกลับไปนอน
รุ่งเช้ามา เธอตื่นขึ้นมาเห็นกระจกบานนั้นหายไป จึงแปลกใจและได้ เล่าให้เพื่อนหญิงที่เจอผีในกระจกว่า เมื่อคืนเธอได้ลองหวีผมแล้งส่องกระจกบานนั้นดู ก็ไม่เห็นมีอะไร
แต่เพื่อนผู้หญิงที่เจอเมื่อคืนถึงกลับตะลึง อ้าปากค้าง ด้วยความกลัวสุดขีด เพื่อนสงสัยจึงถาม เพื่อนผู้หญิงจึงเล่าให้ฟังในที่สุดว่า

เมื่อคืน ตอนที่เธอกับเพื่อนไปนอนนั้น เธอ (เพื่อนหญิงที่เจอ) แอบไปหยิบเอากระจกบานนั้นไปทิ้งแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระจกในห้องให้ส่องอีกแล้ว !!!!!!!!!!!!!!!!!
Share:

เรื่องราวของบ้านพักกับเสาตกน้ำมัน**

เรื่องนี้เราไม่ได้ประสบมาเองเพาะตอนนั้นเรายังไม่ ทันเกิด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม่ของเราเล่าให้เราฟังอีกที คือเรื่องมันมีอยู่ว่า ที่บ้านพักหลังหนึ่งของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ (เราไม่ขอบอกนะว่าที่ไหน) ตอนนั้นพ่อของเราที่เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ย้ายไปทำงานที่นั้นแล้วได้ไป พักที่บ้านพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น
ขนาดนั้นแม่เราซึ่งกำลังตั้งท้องพี่ชายของเรานั้น ก็ได้ย้ายตามพ่อเราไปอยู่ที่บ้านพักหลังนั้นด้วย ซึ่งบ้านหลังนั้นมีเสาตกน้ำมันอยู่ที่ห้อง ห้องหนึ่งที่อยู่บนชั้นสองของบ้านแม่เราก็ไม่ได้อะไรมากก็อยู่ปกติแต่แม่เรา บอกว่าเวลาอยู่บ้านคนเดียวแม่เรารู้สึกแปลก ๆ
บางทีก็เหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลา บางที่ก๊เหมือนมีคนเดินอยู่ในบ้านซึ่งในบ้านมีแม่เราอยู่แค่คนเดียวแล้วก็มี อยู่วันหนึ่ง วันนั้นรุ่นน้องพ่อเราซึ่งก็ทำงานป่าไม้เหมือนกันมาดูงานที่เขตที่พ่อเราทำ งานอยู่
พ่อเราก็เลยชวนรุ่นน้องของพ่อมาค้างที่บ้านพักของพ่อเพาะพ่อเราเห็นว่า ถ้าจะไปพักที่อื่นมันก็ไกลจากเขตที่รุ่นน้องพ่อเค้ามาดูงานแล้วเค้าก๊มาค้าง แค่คืนเดียวคงไม่มีปัญหา รุ่นน้องพ่อเค้าก็เห็นด้วยเลยมาพักที่บ้านของพ่อเรา
พอ่เราก็เลยชวนรุ่นน้องดื่มกันเพาะเห็นว่าไม่ได้เจอกันนานเลยมาสังสรรค์ กันหน่อย ตอนนั้นประมาณตี 1 ตี 2 ได้พ่อเรากับรุ่นน้องของพ่อเราก็เลยพากันไปอาบน้ำนอนกันพอพ่อเรานอนไปก็ไม่ ได้รู้เรื่องอะไรเพาะว่าเมา พอตอนประมาณสักตี 3 กว่า ๆ
แม่เราเกิดปวดปัสสะวะเลยลงมาเข้าห้องน้ำด้านล่าง พอแม่เราเข้าห้องน้ำอยู่แม่เราก็เห็นเป็นเงาคนเดินไปเดินมาตรงหน้าประตูห้อง น้ำ (ที่เห็นเพราะแม่เราไม่ได้ปิดประตูห้องน้ำสนิทแค่แง้ม ๆ ไว้เฉย ๆ เพาะว่าถ้าเกิดลื่นล้มจะได้มีคนมาช่วยได้) แม่เราก็นึงว่าเป็นพ่อเราแม่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร
พอแม่เราเข้าห้องน้ำเสร็จแม่เราก็ขึ้นไปนอนแต่แม่เราก็เห็นพ่อเรานอนอยู่ ในห้องก็สงสัยขึ้นมาว่าแล้วมะกี้ใครหละที่อยู่ตรงหน้าห้องน้ำแต่เป็นเพาะตอน นั้นแม่เราง่วงมาเลยไม่ค่อยได้สนใจกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่แต่พอแม่เรากำลัง จะนอนอยู่ ๆ
ก็มีเสียงเอะอะเคาะประตูห้องนอนของพ่อกับแม่เราแม่เราก็เลยออกไปดูปรากฏ ว่าเป็นรุ่นน้องของพ่อเราที่มาเคาะประตูแม่เราบอกว่าตอนนั้นรุ่นน้องพ่อเรา คนนั้นทำหน้าตาตื่นมาก ๆ เหมือนหนีอะไรมาแม่เราก็เลยถามเค้าว่ามีอะไรหรอมาเคาะห้องดึก ๆ ดื่น ๆ
เค้าก็พูดแต่ว่าไม่ไหวแล้วไม่ไหวแล้วอยู่ไม่ไหวแล้ว แม่เราก็ถามว่าเป็นอะไรเค้าก็ไม่พูดเค้าบอกว่าเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังตอนเช้า แต่เค้าก็บอกให้แม่เราเรียกรถให้หน่อยเค้าจะไปนอนโรงแรมในตัวเมืองเค้าอยู่ ไม่ไหวแล้วแม่เราก็เลยโทรไปบอกลูกน้องพ่อเราที่สำนักงานให้เอารถมารับรุ่น น้องพ่อเราไปส่งในตัวอ.เมือง
เพาะเขตที่พอเราทำงานอยู่นั้นอยู่อีกอำเภอนึงที่อยู่ติด ๆ กับอ.เมืองพอวันรุ่นขึ้น (เช้านั้นแหละ 555') ก่อนจะกับรุ่นน้องพ่อเราก็แวะมาคุยกับพ่อเราแล้วพ่อเราก็ถามเค้าว่า "ทำไมเมื่อคืนออกไปนอนที่โรงแรมหละเห็นแม่เค้าเล่าให้ฟัง"
รุ่นน้องพ่อเราก็เลยเล่าให้พ่อเรากับแม่เราฟังว่าเมื่อคืนพออาบน้ำเส็ด แล้วเข้ามานอนในห้องนั้นก็นอนไปได้สักพักก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วเห็นผู้หญิง คนนึงอยู่ในห้องนั้นรุ่นน้องพ่อเราคนนั้นเค้าบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่ สวยมาก ๆ
เค้าบอกว่าจะมาขอนอนด้วยได้มั้ย ด้วยความที่รุ่นน้องพ่อเราเมาแล้วผู้หญิงคนนั้นก็สวยมาก ๆ ก็เลยตอบตกลงว่าได้ ๆ พอผู้หญิงคนนั้นเข้ามานอนข้าง ๆ รุ่นน้องพ่อเราเค้าก็ถามรุ่นน้องพ่อเราว่า "กินเหล้าหรอ" รุ่นน้องพ่อเราก็ตอบว่า "อื้ม ใช่พอดีสังสรรค์กันนิดหน่อย" อยู่ ๆ
เสียงของผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาน้ำเสียงเหมือนโกรธจัดว่า "รู้มั้ยว่าฉันไม่ชอบคนกินเหล้าเมายามันเหม็น" แล้วหน้าผู้หญิงคนนั้นก็แปลเปลี่ยนจากใบหน้าที่สวยงามไปเป็นใบหน้าที่แก่ แล้วก็เหี่ยวมาก ๆ
รุ่นน้องพอเราก็ตกใจมากแล้วก็รีบวิ่งมาเคาะประตูห้องนอนพ่อแม่เราเค้า บอกว่าตอนนั้นเค้ารู้สึกกลัวมากกลัวสุดขีดเพราะตั้งแต่เกิดมาเค้ายังไม่เคย เจออะไรอย่างงี้มาก่อน พอเล่าจบรุ่นน้องพ่อเราก็รีบล่ำลาพ่อเราแล้วก็ขึ้นรถกลับบ้านไป
แม่เราก็เลยรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มีชอบมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นจึงไปนิมนต์พระในวัดแถวนั้นมาทำพิธีขึ้นบ้านใหม่เพราะเค้าบอกว่า ตั้งแต่สร้างบ้านนี้มายังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ที่มาพักคนไหนทำพิธีขึ้นบ้าน ใหม่สักครั้ง
แล้วจากคำบอกเล่าของแม่เราที่ได้เล่าให้พระท่านฟังท่านก็เลยลองนั่งสมาธิ ดูแล้วท่านก็ถามว่า"บ้านนี้มีเสาตกน้ำมันอยู่ใช่มั้ย ?" แม่เราเลยบอกว่าใช่ แล้วพระท่านก็บอกว่าที่เสามีนางไม้สิงอยู่แต่แม่เราไม่เคยทำบุญให้เค้าเลย เพาะแม่เราไม่รู้ว่ามีนางไม้สิงอยู่
พระท่านก็เลยบอกว่าให้เอาพวกเสื้อผ้าสวย ๆ กับเครื่องสำอางไปถวายเค้าเค้าจะได้ปกป้องคุ้มครองเรา แล้วให้ทำบุญให้เค้าบ่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมาแม่เราก็ทำตามที่พระท่านบอกตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีเรื่องราว ประหลาด ๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกเลย
ตอนนี้เราพ่อแม่และพี่ชายได้ย้ายมาอยู่ที่อีกจังหวัดนึงแล้วพ่อเราเคยพา เราไปทำธุระที่แถวบ้านเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่พ่อเราเคยอยู่นั้นตอนนี้บ้านหลัง นั้นไม่มีคนอยู่แล้วแล้วก็ถูกปล่อยให้ร้างไปแล้ว เรื่องราวของเราอาจจะยาวไปหน่อยแต่ก็ขอบคุณที่ท่านผู้อ่านอ่านจนจบนะฮะ
Share: