วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โปเซดอน ( Poseidon )


เทพโปเซดอนได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าสมุทรหรือท้องทะเล โดยคำว่า " สมุทร " หรือ " ทะเล " ใน�� าษากรีกโบราณนั้นหมายเอาทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนเป็นสำคัญ เนื่องจากชาวกรีกในสมัยโน้น มีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน เป็นส่วนมาก เทพแห่งทะเลจึงมีความสำคัญกับชาวกรีกเป็นธรรมดา

ในกาลก่อนครั้งที่เหล่าเทพไทแทนยังมีอำนาจอยู่นั้น ห้วงมหรรณพทั้งหลายต่างอยู่ในความปกครองของ โอเชียนัส (Oceanus) ครั้นเมื่อเหล่าเทพไทแทนพ่ายแพ้แก่ ซูส แลัว ซูสก็ได้แบ่งการปกครอง ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนโดยเด็ดขาด ส่วนโอเชียนัสถูกลด อำนาจให้ได้ครองเพียงห้วงน้ำใหญ่ที่ไหลวนรอบโลก ซึ่งถื่อว่าไม่มีความสำคัญอะไรเลยสำหรับชาวกรีกสมัยนั้น นอกจากนี้ ทะเลยูซินีซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ทะเลดำ ก็อยู่ในความปกครองของโปเซดอนเช่นกัน


อำนาจของเทพโปเซดอน ส่วนใหญ่คือสามารถควบคุมพายุและความสงบในท้องทะเลได้โดยเด็ดขาด ยามเมื่อ ทรงรถทองคำเหนือน่านน้ำ คลื่นลมทะเลสงบเงียบเรียบลื่นไปตามล้อรถของเธอโดยตลอด ( ในบางตำนานกล่าวว่า เวลาที่ เสด็จขึ้นจากประสาทใค้ทะเล ทะเลจะแหวกออกเป็นช่อง มีเสียงดังสนั่นลั่นโครมครืนนำมาก่อน แล้วราชรถทรงทองคำ เทียมด้วยม้าฝีเท้าเยี่ยมตัวใหญ่มหึมาก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากช่องน้ำแยกอย่างสง่างาม ) เธอมีอาวุธที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ ประจำตัวเลยก็คือ " ตรีศูล " เมื่อใดที่ต้องการ " เขย่า " โลก ก็เพียงแต่กวัดแกว่งตรีศูลเท่านั้น ทะเลก็ปั่นป่วนเป็นบ้า เป็นเหตุให้โลกสั่นสะเทือนด้วยเหตุนี้เธอจึงได้รับสมญานามว่า " ผู้เขย่าโลก " ( Earthshaker ) ด้วย นั่นเอง
ถ้าจะกล่าวถึงอำนาจของโปเซดอนซึ่งปกครองดูแลน่านน้ำทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น ทะเลลึก ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร ละหานห้วย หรือแม้แต่เทพและนางอัปสรประจำน่านน้ำทั้งปวง ยังมีประสาทงดงามตระการตาอยู่ใต้ท้องทะเล เอเยี่ยน นอกจากที่ประทับสวรรค์ชั้นโอลิมปัสแล้ว ดังจะเห็นว่านอกจากซูสเทพบดีแล้ว ไม่มีเทพองค์ใดที่มีอำนาจเกรียง ไกรไปกว่าท้าวเธอเลยที่เห็นก็มีเพียง ฮาเดส เทพครองนรก จ้าวแดนบาดาล ซึ่งทำให้ท้าวเธอถึงกับเคยคิดครองความ เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวโดยร่วมมือกับ เทวีฮีร่า และ เทวีเอเธน่า พยายามโค่นเทพปริณายกซูสแต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซูสลง ทัณฑ์เนรเทศโปเซดอนให้มาทำงานตรากตรำลำบากบนโลกมนุษย์ในเมืองทรอยโดยต้องสร้างกำแพงกรุง ทรอยให้ท้าว เลือมมิดอน (Laomedon) กษัตริย์ในขณะนั้น


ท้าวเลือมมิดอนได้สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนอย่างงดงามหลังจากที่ได้สร้างกำแพงเสร็จ ถึงแม้ว่างานดังกล่าว เป็นงานที่ยาก แต่หากด้วยในระหว่างนั้นเทพ อพอลโล (Apollo) ซึ่งถูกเนรเทศลงมาจากสวรรค์เช่นกัน แต่โดย สาเหตุต่างกัน อาสาช่วยโปเซดอนสร้างกำแพงอีกแรงด้วย โดยดีดพิณให้หินเคลื่อนไปตามอำนาจของกระแสเสียงอันไพเราะ ทำให้ทุ่นแรงไปมาก งานจึงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยและรวดเร็ว แต่ทว่าท้าวเลือมมิดอนเป็นกษัตริย์ละโมบและคิดโกง กลับบิดพลิ้วสัญญา ทำให้โปเซดอนคิด พยาบาท จึงเนรมิตสัตว์ร้ายดังอสุรกายขึ้นจากทะเล เที่ยวไล่กินผู้คนชาวเมืองไปเป็น จำนวนมาก ชาวเมืองจึงตัดสินใจนำสาวพรหมจารีรูปงามพลีให้แก่สัตว์ร้าย โดยผูกไว้กับ โขดหินริมทะเล ตามคำแนะนำของ เจ้าพิธีผู้เข้าทรงในเมือง ปรากฏว่า สัตว์ร้ายดังกล่าวเมื่อกินหญิงสาวแล้วลงทะเลหายไป แต่มันหายไปเพียงปีเดียว ทำให้ชาวเมืองต้องทำ การพลีหญิงสาวทุกๆปี


ปีแล้วปีเล่าสัตว์ร้ายเฝ้าแต่เวียนมาตามกำหนดคำรบปีและทุกๆปีที่มันขึ้นมาก็จำต้องอุทิศสาวพรหมจารีพลีให้เสมอ จน ในที่สุดชาวเมืองก็เห็นชอบพร้อมกันเลือกลูกสาวท้าวเลือมมิดอนเองชื่อว่า ฮีไซโอนี (Hesione) เพื่อพลีให้กับสัตว์ร้าย ฝ่ายท้าวเลือมมิดอนเองแม้จะไม่อยาก แต่ก็ขัดขวางชาวเมืองไม่ได้ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยลูกสาวของตน สุดท้ายจึงได้ แต่ป่าวประกาศหาชายห้าวหาญที่สามารถฆ่า สัตว์ร้ายได้ โดยสัญญาว่าจะประทานรางวัลให้อย่างงดงาม

ในขณะนั้นเองเฮอร์คิวลิส (Hercules)ผ่านมาได้ยินข่าว จึงอาสาฆ่าสัตว์ร้ายและช่วยนางฮีไซโอนีได้พอดี เมื่องานสำเร็จท้าวเลือมมิดอนยังไม่ทิ้งนิสัย เดิม กลับเพิกเฉยต่อสัญญาที่ไห้ไว้กับเฮอร์คิวลิส เป็นเหตุให้เฮอร์คิวลิสผูกใจเจ็บ แต่เนื่องด้วยเฮอร์คิวลิสยังมีธุระอื่นที่ต้องทำ ครั้นเสร็จธุระดังกล่าวเฮอร์คิวลิสก็ได้รวบรวม สมัครพรรคพวกจำนวนหนึ่งยกเข้าล้อมกรุงทรอยและตีหักเข้าในเมืองได้ จากนั้นก็ได้จับท้าวเธอฆ่าเสีย ส่วนนางฮีไซโอนีนั้นได้ยกให้ เทลมอน (Telamon) สหายที่ ร่วมกันตีเมืองทรอยครั้งนี้

- คำมั่นสัญญาที่ท้างเลือมมิดอนประทานแก่เฮอร์คิวลิสนั้นคือ ถ้าเฮอร์คิวลิสฆ่าสัตว์ร้ายสำเร็จ จะประทาน ม้า งาม ๆ ฝีเท้าดีให้จำนวนหนึ่งตามที่เฮอร์คิวลิสประสงค์ ซึ่ง เมื่อเฮอร์คิวลิสทวงรางวัล พระเชษฐาของนางฮีไซโอนีชื่อ โพดาร์ซีส (Podarces) ได้ทูลแนะนำให้ท้าวเธอให้ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้นเมื่อเฮอร์คิวลิสตีเมืองทรอยแตก จึงไม่ได้ประหารโพดาร์ซึส เพียงแค่จับไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งต่อมาชาวกรุงทรอยก็ได้ไถ่ถอนเอากลับคืนไปสถาปนาเป็นกษัตริย์ ทรงนามว่า เพรียม (Priam) ต่อไป


ส่วนสัญญาที่ท้าวเลือมมิดอนละเมิดกับเทพโปเซดอนคือคำบนว่าจะถวายลูกโคกระบือท้องแรกทั้งหมดเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ณ แท่นบูชา ซึ่งการที่ท้าว เลือมมิดอนไม่แก้บนตามสัญญา ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายดังกล่าวยังเป็นเหตุทำให้ศึกครั้งสำคัญกรุงทรอยกับกรีก โปเซดอนดำรงในฐานะอริกับกรุงทรอยนั่นเอง
เทพโปเซดอนมีมเหสีนามว่า อัมฟิตริตี (Amphitrite) เป็นธิดาของเทพแห่งธารเนเรอุส ในตอนแรก ที่เทพโปเซดอนขอวิวาห์กับนางนั้น อัมฟิตริตีไม่ยินดีด้วย นางหนีไปหลบซ่อนอยู่ที่อื่น ท้าวเธอจึงใช้ให้ปลาโลมาไปค้น หา จนกระทั่งพบและนำมาถวายพระองค์ อัมฟิตริตีจึงได้เป็นจอมเทวีแห่งมหาสมุทรเคียงคู่สวามี มีโอรสด้วยกันคือ ไทรตัน

โปเซดอนออกจะโชคดีกว่าซูสเทพบดีตรงที่มีมเหสีสงบเสงี่ยมมากกว่า เทวีอัมฟิตริตีปล่อยให้สวามีเจ้าชู้กับ สาวเจ้าอื่นได้โดยไม่หึงหวง ยกเว้นรายเดียวเท่านั้นคือรายของนางซิลลา (Seylla) ซึ่งเคยเป็นนางไม้สวยงามมาก ท้าวเธอหลงหัวปักหัวปำจนอัมฟิตริตีเทวีทนไม่ได้ จึงแอบลอบนำยาพิษไปโรยในสระน้ำที่นางซิลลาลงอาบประจำ ทำให้ นางกลายร่างจากสาวงามเป็นนางอสูรร้ายที่น่าสะพรึงกลัวไปทันที นับว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่อัมฟิตริตีเทวี กระทำรุนแรงกับชายาของสวามี

ในรูปร่างของม้าอีกเช่นกันที่เทพจ้าวสมุทรแอบไปพิสมัยกับนางอัปสรบริวารของเทวีเอเธน่า นางนั้นคือ เมดูซ่า (Medusa) ในตำนานตอนนี้กล่าวไว้ว่า นางเป็นนางอัปสรที่สวยงามยิ่ง แต่เพราะไปหลงใหลใฝ่ฝันเทพโปเซดอนเข้า เทวีเอเธน่าจึงพิโรธโกรธเกรียว สาปให้นางมีผมเป็นงูไปทันที และทำให้นางน่าขวัญหนีดีฝ่อจน ผู้ใดเห็นเข้าจะกลายร่างเป็นหินแข็งชาไปหมด แต่เพราะการได้ร่วมอ�� ิรมย์กับโปเซดอนในรูปร่างของม้า เมื่อวีรบุรุษเปอร์ซีอุสตัดศีรษะนางขาดออกนั้น เลือดที่กระเซ็นออก มากลายเป็นม้าวิเศษ 2 ตัว ตัวหนึ่งคือ คริสซาออร์(Chrysaor) และอีกตัวคือ เปกาซัส (Pegasus) นั่นเอง
Share:

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น