วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เรื่องเล่าขานตำนานเฮี้ยน ณ มหิดล ศาลายา

หลังจากกระแสการตอบรับเรื่องเล่าแนวสยองขวัญ ประจำรั้วมหา'ลัย ได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เหล่าทีมงาน“Life On Campus" จึงไม่รอช้า รีบเสาะหาเรื่องราวชวนหัวลุกจากปากคำของนักศึกษาศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน และบุคคลในพื้นที่จากรั้วมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ติดเขตปริมณฑลอย่าง "มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขต ศาลายา" ซึ่งขนานนามได้ว่า มีเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวอยู่ไม่น้อย

ทั้งนี้ “ปาล์ม” ไตรรัตน์ อุทัยรังสี นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีการบริหารสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ จะมาร่วมวงเล่าประสบการณ์ให้พวกเราได้ฟังกัน



ปาล์ม เริ่มต้นเล่าว่า สมัยก่อนเคยได้ฟังตำนานจาก คนเก่าคนแก่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ว่า พื้นที่ในเขต "ศาลายา" คือชื่อตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ใน จ.นครปฐม และปัจจุบันที่ดินส่วนหนึ่งของ ต.ศาลายา ก็เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล ในอดีตศาลายานี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งซ่องสุมโจรและเลื่องลือกันว่า "ผีดุ" มักปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นอยู่เป็นประจำ

ชื่อ "ศาลายา" มีเล่าต่อกันมาหลายทาง สมัยก่อนศาลายาจะเป็นชื่อที่คู่มากับ "ศาลา ทำศพ" ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่า แต่ก่อนสถานที่ 2 แห่งนี้ น่าจะเคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนเจ็บไข้ล้มตายกันมาก จึงมีการตั้งศาลาขึ้นจ่ายยาแก่คนเจ็บเหล่านั้น และเมื่อล้มตายก็จัดการเผาศพจึงมีชื่อทั้ง "ศาลายา" และ "ศาลาทำศพ" ต่อมาเห็นว่าชื่อ "ศาลาทำศพ" ไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "ศาลาธรรมสรพณ์" และยังใช้ในปัจจุบัน

ในอดีตคนเก่าแก่เล่าว่า "ศาลายา" เป็นที่เปลี่ยว ห่างไกลความเจริญมาก ยังไม่มีถนนหนทางตัดผ่าน ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นเวลาป่วยไข้ไม่มีใครกล้าออกไปหาหมอ จึงมีผู้เมตตาสร้างศาลาให้หลังหนึ่ง และนำเอาสมุนไพรที่รักษาโรคได้มาแขวนไว้เป็นทาน ให้คนเอาไปใช้รักษา ใครต้องการยาอะไรก็จะไปเลือกหาเอาที่ศาลานั้น จึงเรียกที่แห่งนั้นว่า "ศาลายา" เรื่อยมา

ความเป็นมาของที่ดินบริเวณศาลายาแต่เดิมเป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 และเป็นมรดกตกทอดมาถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ต่อมาเจ้านายบางพระองค์ขายตกทอดไปเป็นของชาวบ้านบ้าง บางส่วนถูกเวนคืนไปเป็นพุทธมณฑลบ้างและบางส่วนก็เป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

รวมถึงที่ดินที่เป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบันก็เป็นที่ดินพระราชมรดกจากรัชกาลที่ 4 ตกทอดมายังรัชกาลที่ 9มาในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้มหาวิทยาลัยมหิดลซื้อที่ดินส่วนพระองค์ ในราคาถูกเป็นพิเศษจำนวน 1,250 ไร่ เพื่อสร้างเป็นมหาวิทยาลัย ทำให้ชาวบ้านที่เคยอาศัยทำกินอยู่ที่พื้นที่นั้นค่อยๆอพยพออกไปจนหมด
แต่สิ่งที่เหลืออยู่มากมายบนที่ดินนั้นก็คือศาลพระภูมิ และศาลเจ้าที่ ซึ่งถูกทิ้งให้หักพังโดยส่วนใหญ่ไม่มีใครเหลียวแลจะมีก็บางครอบครัว ที่นานๆจะกลับมาไหว้ศาลเก่าของตน เพราะยังผูกพันกับเจ้าที่เดิม

และตามความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ มักให้ความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ไม่ว่าจะปลูกบ้านหรือทำพิธีกรรมใดๆ โดยมากมักจะแผ่ส่วนกุศลอุทิศให้เจ้าที่เจ้าทางที่ตนมาอาศัยจึงอยู่กันอย่างสงบสุข ราบรื่น แต่ในบริเวณที่ดินของ ม.มหิดลศาลายา เมื่อเปลี่ยนจากที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาสร้างเป็นสถานที่ราชการแล้วมักเกิดปัญหาที่น่าพิศวงตามมา

** จุดเริ่มต้น ปรากฏการณ์อาถรรพณ์ ณ ม.มหิดล ศาลายา


หลังจากมหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมพื้นที่และสร้างอาคารเสร็จพร้อมจะให้นักศึกษาเข้ามาอยู่ ปรากฏว่าในวันเปิดตึกหอพักนักศึกษา ...มีนักศึกษาชายคนหนึ่งป่วยกะทันหัน โดยไม่มีเค้าว่าจะเป็นคนสุขภาพไม่ดีมาก่อน และผลจากการป่วยคราวนี้ทำให้กลายเป็นคนพิการ ไม่สามารถเรียนต่อได้

ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ว่านับตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัย มามักมีคนตายบ่อยๆ เช่น มีอุบัติเหตุที่สี่แยกพุทธมณฑลทำให้นักศึกษาตายหลายศพ หรือมีการฆ่ากันตายที่ตึกคณะสิ่งแวดล้อม และนักศึกษาหลายคนก็มักจะเห็นคนเดินหายเข้าไปในต้นไม้ จากเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องมีอัญเชิญ พระพุทธรูปองค์หนึ่ง มาตั้งไว้บริเวณหน้าหอพักนักศึกษาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้อบอุ่นใจเหตุการณ์ในทำนองนี้ยังเกิดต่อเนื่องเรื่อยมา

โดยครั้งหนึ่งที่คณะสังคมศาสตร์ได้จัดให้มีการทำบุญ ขณะมีงานอย่านั้นก็มีคนงานคนหนึ่งเกิดอาการคล้ายผีเข้าเมื่อทำการถามไถ่ได้ความว่า ผีที่เข้าเป็น "ผีแขก" นับถือศาสนาอิสลามที่ตายที่นี่และวิญญาณยังคงวนเวียนอยู่ ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ซึ่งเมื่อผีแขกตนนี้ ออกไปแล้ว ในแต่ละปีเมื่อทางคณะทำบุญครั้งใด ก็จะต้องอุทิศส่วนกุศลไปให้ทุกครั้ง




** เรือนไทย

เรื่องนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2529 ขณะที่ทำการสร้างเรือนไทย เพื่อให้เป็นศูนย์วิจัยวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ มีคนเคยเล่าว่า ระหว่างการสร้างเรือนไทยแห่งนี้ มักมีเหตุการณ์แปลกๆคือ ...อยู่ๆคนงานก็เกิดอุบัติเหตุ
ถูกฆ้อนตอกเสาเข็มทับบาดเจ็บสาหัส แล้วไปตายที่โรงพยาบาลศิริราช

ซึ่งเสาต้นที่เกิดเหตุน้อยคนนักที่จะรู้และจำได้ จนได้มีงานทำบุญขึ้นที่อาคารเรือนไทย ขณะที่กำลังทำพิธี พระ 9 รูปกำลังสวดทำน้ำพระพุทธมนต์ โดยพระภิกษุรูปแรกกำลังจุดเทียนร่างคาถาทำน้ำมนต์อยู่ จู่ๆพระภิกษุรูปที่ 4 ก็เกิดอาการน้ำลายฟูมปาก และพ่นน้ำลายออกมา บรรดานักศึกษาและอาจารย์ต่างเห็นกันทั่วทุกคน เมื่อพระรูปที่ทำน้ำมนต์สวดเสร็จและหันมาเห็นเข้า ท่านก็ดูว่าทันที และซัดน้ำมนต์ลงไปที่ร่างพระรูปนั้น

ท่านว่า "ผีก็อยู่ส่วนผี วันนี้เป็นวันมงคล อย่ามาทำตัวให้เกิดความยุ่งยาก"
ผู้ที่อยู่และรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยมาตลอดถึงกับอึ้งและสงสัยว่า พระรูปนี้ ไม่เคยรู้เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างเรือนไทยว่ามีคนตาย แต่ทำไมท่านชี้เสาต้นที่เกิดเหตุได้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาหลายกลุ่มที่ต่างพากันจาจับจ้อง พื้นที่บริเวณเรือนไทย เพื่อติวหนังสือกันที่นี่ และบางกลุ่มก็ใช้เป็นที่พลอดรักกันอย่างน่าอิจฉา

จนกระทั่งมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เข้าไปอ่านหนังสือบริเวณเรือนไทย เวลาผ่านไปจนเริ่มเย็น ขณะนักศึกษาคนนั้นเก็บของเตรียมตัวกลับไปหอพักก็เหลือบไปเห็นเส้นสีดำๆคล้ายผมของใครบางคน ปลิวไสวอยู่ไม่ไกล เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆก็พบว่า

เส้นผมที่ว่านั่น...เป็นเส้นผมของผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณ และกำลังห้อยหัวลงมาจากเสาเรือน ปากยิ้มแสยะเห็นฟันดำขลับ

นักศึกษาคนนั้นกรีดร้องและเป็นลมทันที พี่ยามได้ยินเสียงจึงเข้าช่วยเหลือ-ทำการปฐมพยาบาล มีรุ่นพี่บางคนเล่า ต่อๆกันมาว่า เสาต้นหนึ่งในเรือนไทยตกน้ำมัน




** เจ้าที่..แรง!!

ยังมีอีกเหตุการณ์ที่เกิดกับบุคลากรระดับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในกลางดึก กำลังเดินกลับที่พัก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ขณะกำลังเดินอยู่ ท่านเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากบริเวณมหาวิทยาลัยจะข้ามสะพานออกไปนอกถนนหน้ามหาวิทยาลัย

ท่านก็นึกว่าเป็นนักศึกษาเดินกลับกลางดึก ด้วยความเป็นห่วงจึงถามว่า

"ไปไหนมาจนดึก เดินไประวังรถจะเฉียวเอา"

เพราะถนนสายนี้ กลางคืนรถแล่นเร็วมาก แต่เธอผู้นั้นก็ไม่ตอบ กลับรีบเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วหายตัวเข้าไปในต้นไม้ข้างทางต่อหน้าต่อตาอาจารย์ท่านนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่จะเกิดเฉพาะกับอาจารย์ท่านนี้ เพราะยังมีนักศึกษาหลายคน รวมทั้งยามหน้าประตูมหาวิทยาลัยก็เคยเห็น โดยจะเห็นผู้หญิงเดินออกจากตัวตึกแล้วหายเข้าไปที่โคนต้นไทร และทุกคนเล่าตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อว่า รูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวของผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไร

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อาจารย์ท่านนี้ต้องนำเรื่องไปปรึกษาพระผู้ใหญ่ที่นับถือองค์หนึ่งที่วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งท่านก็สอนว่า

"เรื่องย้ายไปทำงานใหม่ที่ใดที่หนึ่งนั้น ประเพณีไทยเขาต้องเซ่นไหว้พระภูมิและเจ้าที่ เมื่อบอกกล่าวแล้วหากมีปัญหาอะไรท่านจะได้ช่วยเรา และควรทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ท่านเป็นครั้งคราวด้วย"

และท่านยังบอกว่า ที่ศาลายานี้จะมีจิตวิญญาณจริงหรือไม่ ตอนดึกๆท่านจะนั่งวิปัสนาดูให้ แต่ครั้งแรกท่านทำไม่สำเร็จ มาป่วยเสียก่อน ครั้งที่สองท่านพระยายามนั่งทางในอีก คราวนี้สำเร็จ

ท่านเล่าว่า เจ้าที่ที่ศาลายานี้แรงมาก ไม่ยอมให้ท่านเข้าไปในสถานที่ ต้องใช้พลังจิตต่อสู้กันจนทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเสียหลายอาทิตย์

ภายหลังทางม.มหิดลมาเชิญให้ไป โดยจะเอารถมารับ ท่านบอกว่า "ให้ไปเอาพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ไปติดตั้งให้เรียบร้อยก่อนท่านจึงจะไป” พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 มาเกี่ยวข้องกับเรือนไทยที่ศาลายาอย่างไร ตอนนั้นยังไม่มีคำตอบ เพราะหลังจากนั้น พระผู้ใหญ่รูปนี้ก็ป่วยหนักและมรณภาพไป หลังจากท่านมรณภาพลงแล้ว ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่อง "ผี" ในศาลายาอีก

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีก โดยมีคนงานก่อสร้างตึกภายใน ม.มหิดล เกิดโรคไหลตาย และต่อมาก็เกิดฟ้าผ่าคนงานอีก จนทำให้สงสัยว่าทำไมต้องมีคนตายในทุกตึกที่มีการก่อสร้างในศาลายา จึงน่าจะมีอะไรสักอย่างดลบันดาลให้เกิดเหตุไม่ชอบมาพากลอย่างนี้ ก็บังเอิญว่ามีผู้ที่สามารถติดต่อกับจิตวิญญาณได้เป็นผู้หญิง ซึ่งเธอได้เข้าสมาธิเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ แล้วก็ได้คำตอบว่า
แต่เดิมสถานที่ที่ศาลายาบริเวณ ม.มหิดลนั้น มีผู้ตายทับถมกันมาก เป็นผีตายโหงที่อดอยาก หิวโหย คอยส่วนบุญจากผู้อยู่อาศัยบนพื้นที่นั้น คนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ก็ไม่เคยกรวดน้ำอุทิศให้แก่เจ้าที่ บนพื้นที่ศาลายานี้เลย

นอกจากเธอยังบอกว่า ศาลายานี้เจ้าที่แรงมาก จะเข้ามาตรวจสอบทางสมาธิได้ยาก ต้องทำตัวให้สะอาดจึงจะเข้ามาทำพิธีได้ สิ่งที่เธอเห็นจากการเข้าสมาธิครั้งแรกก็คือ

....ในชั้นที่ลึกที่สุดของที่ดินบริเวณนี้ เป็นกลุ่มคนหน้าตาเหมือนแขกมุสลิมที่ตายเพราะศึกสงครามทับถมกันอยู่ โดยวิญญาณเหล่านี้คือทหารที่รบราฆ่าฟันตายบนท้องทุ่งแห่งนี้ มาตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งมีทั้งแขกตามและขอม

ชั้นถัดมาเป็นศพที่ตายจากโรคห่าระบาด ในสมัย ร.3 ซึ่งมีทั้งผีผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก และผีทาสที่ข้อมือข้อเท้ายังติดตรวนอยู่ จากการติดต่อกับวิญญาณเหล่านี้จึงทราบว่า
ในอดีตเคยเกิดโรคระบาดที่นี่ ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน คนจะเข้ามาช่วยก็กลัวจะติดโรค จึงเอายามาแขวนไว้ ให้คนเจ็บมาหยิบใช้เอง โดยผูกยาเป็นห่อๆไว้เป็นทานที่ศาลา แต่ก็ช่วยไม่ทัน ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน

นอกจากนั้นก็ยังมีผีหน้าใหม่ซึ่งก็คือบรรดาศพที่ดองไว้ศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ และที่วิญญาณมาปรากฏให้เห็นก็หวังจะให้ช่วยแผ่ส่วนกุศลไปให้นั่นเอง หากต้องการแก้ไขก็ต้องตั้งศาลให้แก่เจ้าที่ รวมถึงสร้างศาลาหรือโบสถ์เล็กๆ เพื่อตั้งพระพุทธรูปและพระบรมรูป ร.5 พร้อมทั้งบูชาเจ้าที่ด้วยเครื่องเซ่นที่กำหนดมา หากต่อไปจะสร้างอาคารใด ให้บอกเจ้าที่ก่อนทุกครั้ง




สำหรับเจ้าที่ผู้เป็นใหญ่ ณ ศาลายา นามว่า "เจ้าขุนทุ่ง" หรือ "เจ้าจันทร์ทุ่ง" ลักษณะเป็นคนโบราณร่างสูงใหญ่ หวีผมเสกกลาง นุ่งโสร่งตาหมากรุก ไว้หนวดใส่เสื้อคอกลมหลังจากตั้งศาลแล้ว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งทรงทราบเรื่องมาแต่ต้นทั้งหมดก็ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพระพุทธรูปส่วนพระองค์ สมัยทวารวดีให้มาประดิษฐานในโบสถ์เล็กที่สร้างขึ้น และทาง ม.มหิดลยังได้อัญเชิญพระบรมรูป ร.4 ร.5 และสมเด็จพระบรมราชชนก มาตั้งในโบสถ์นี้ด้วย เพราะทั้งสามพระองค์มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ศาลายาแห่งนี้มาก่อน เมื่อดำเนินการสร้างเสร็จเรียบร้อยก็ไม่มีใครพบเห็นหญิงสาวมาปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย และที่น่าแปลกก็คือ ต่อมาได้มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านหนึ่ง มาประชุมที่เรือนไทยแห่งนี้ โดยเพิ่งมาเป็นครั้งแรก อาจารย์ท่านนี้สามารถรับกระแสจิตได้ และท่านคงมองเห็นอะไรบางอย่าง อยู่ๆท่านก็พูดขึ้นว่า

"เรือนนี้มีจิตสถิตอยู่ แต่เขาอยู่สบาย ไม่กวนใคร"

และท่านยังว่าท่านเห็นชายสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่เฉยๆ ท่าทางสบายอารมณ์ นุ่งผ้าตาหมากรุก ไว้หนวด ผิวคล้ำ ซึ่งเป็นรูปร่างของ "เจ้าขุนทุ่ง" ผู้เป็นใหญ่แห่ง "ภูมิวิญญาณ" ในพื้นที่ศาลายาจึงเป็นเรื่องแปลก ทำไมบางคนที่ไม่เคยรู้เรื่องในศาลายาเลย อย่างอาจารย์ท่านนี้จึงสามารถบอกเรื่องราวได้ถูกต้อง”

เพื่อความชัดเจน Life On Campusได้สอบถามไปยังผู้รู้ถึงต้นตอของความเชื่อที่สืบทอดกันมา กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่คู่กับวิทยาเขตมาเนิ่นนานเช่นกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าก็คือ “ศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่ง” ซึ่งเป็นศาลเก่าแก่ประจำวิทยาเขตศาลายาโดยผู้ที่สามารถให้คำตอบได้มากที่สุดเกี่ยวกับที่มาของการแก้บนในลักษณะดังกล่าวที่ว่านี้ คือ "ดร.สุกรี เจริญสุข” ผู้อำนวยการ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.สุกรีเล่าว่า ศาลนี้ก่อตั้งเมื่อ ปี 2538 แต่ก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยเรามาตั้งที่ศาลายา ในปี 2500 ในด้านทิศตะวันตก ทางทิศเหนือก็มีอาคารอยู่ 1 หลัง ชื่ออาคารอาจารย์ใหญ่ ในเวลาที่โรงพยาบาลมีคนบริจาคศพ ทางโรงพยาบาลก็จะนำมาให้แพทย์ไว้เรียนรู้ที่ อาคารอาจารย์ใหญ่ในส่วนของ ม. มหิดล ฉะนั้นตั้งแต่ ร.1 – ร.4 จนถึงปัจจุบันที่มีตึกมากมาย แต่พื้นที่สมันก่อนมีคนตายทับถมกันเนี่ย ในความเชื่อ หากจะถามว่าศพและวิญญาณเหล่านี้มีที่มาที่ไปไหม ตอบมีแต่ที่มา ไม่มีที่ไป ผมเองก็ไม่มีที่มาเรื่องผีสางนางไม้ พิธีกรรมประเพณีต่างๆ ก็ไม่รู้

ความเชื่อใดๆ ก็ตามอาจจะเป็นความเชื่อที่งมงาย แต่ ร. 5 พระองค์ทรงตรัสไว้ว่าเรื่องงมงาย ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ แต่ทำดีกว่าไม่ทำ เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ ผมเป็นนักเรียนนอกเรื่องพรรค์นี้จึงไม่มีในหัว แต่คิดว่าเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ

อย่างตอนที่กำลังเริ่มจะสร้างตึก จู่ๆ นศ.ปริญญาโทก็ถูกผีเข้า มีเพียงผมที่รู้ว่านศ.ถูกผีเข้า เราไม่สามารถบอกใครได้กลัวหาว่าเราบ้า

...นศ.ที่ถูกผีเข้าเอะอะโวยวาย บอกผมว่าสร้างตึกไม่ได้หรอก เขามายืนชี้ให้ผมดูว่าตรงนี้มีคนตายเยอะ ผมจึงถามว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างได้ แต่เขายังไม่ทันพูดอะไรต่อ จู่ๆก็ออกไป”

ดร.สุกรีเล่าต่อว่าหลังจากนั้นอีกอีกสองเดือน สิ่งที่อาจารย์เรียกว่าผีก็เข้านศ.หญิงปริญญาโทคนเดิมอีก แต่คราวนี้มีคนอยู่กันหลายคน

“ครั้งนี้ผมมีโอกาสถามว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างตึกได้ ขอให้บอกมา จากนั้นจึงมีผู้รู้ซึ่งเป็นร่างทรงมาก็คุยกันว่าจะตั้งศาล และร่างทรง ก็ชี้ไปยังจุดใต้ต้นไทรว่าให้ตั้งศาลตรงนี้ นั่นก็คือที่ตั้งศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่ง ณ ปัจจุบัน และร่างทรงบอกว่าเจ้าที่ ณ ศาลตรงนี้ จะรับแต่ ผลไม้ ปากริมไข่เต่า ชอบเล่นว่าว ชอบเลี้ยงควาย หลังจากนั้นก็ทำพิธีให้ทุกปี แต่บางทีผมก็ได้ยินว่า นศ.บางรุ่นเขาจะเห็นผู้ชายใส่โจงกระเบนสีม่วงบริเวณนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องเล่าต่อกันมา”

อาจารย์ทิ้งท้ายถึงความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ ของศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่งว่า ศรัทธาอะไรก็ศรัทธาไปเถอะ หากทำให้จิตใจดี และสามารถทำให้เราดำรงอยู่ในความดีได้ มันก็มีประโยชน์ดีจริงทั้งนั้น “ศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนมหาวิทยาลัยนี้ มันเป็นเรื่องที่ดี ทำให้จิตใจมีอะไรที่ผูกพันกับสถานที่ที่เขาศรัทธา ผมคิดว่านับเป็นสิ่งดีที่ทำให้เขามีกำลังใจในการดำเนินชีวิต”...
มาต่อกันด้วย เรื่องเ ฮี้ ย นๆ....ที่เกิดขึ้น ณ ม.มหิดล ศาลายาที่ต่างเล่าขานกันว่า น่ากลัวจริงๆ

** เพลงรักน้อง "เจ้านกน้อย ล่องลอยโผบิน จากแผ่นดินทะเลสีคราม..." นั่นคือเนื้อเพลงรักน้อง หรือเจ้านกน้อยอย่างที่ใครหลายๆคนพูดจนชินปาก เพลงอาถรรพ์ของชาวศาลายามีเรื่องเล่ากันว่า
มีนักศึกษาพยาบาลคนหนึ่ง ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนในสายที่ไม่เต็มใจ ด้วยความเสียใจ คิดว่าไม่มีใครเข้าใจอีกแล้ว นักศึกษาพยาบาลคนนั้นจึงปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าของหอพัก และเขียนข้อความสั้นๆนี้ไว้ จึงทิ้งร่างลงมาสู่พื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

เพลงรักน้อง จึงเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกความระลึกถึงนักศึกษาพยาบาลคนนั้น ชาวศาลายาจะถือกันว่า เพลงนี้ห้ามร้องในเวลากลางคืน และถ้าใครคนใดคนหนึ่งร้องขึ้นมาแล้ว ต้องร้องต่อจนจบเพลง มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการเรียกนักศึกษาพยาบาลคนนั้นจากพื้นดินมาสู่เจ้าของเสียง ในบางครั้งก็ปรากฏตัวให้นักศึกษารุ่นน้องที่เข้าใหม่เห็นในลักษณะกระโดดลงจากดาดฟ้าหอพัก เมื่อนักศึกษาคนนั้นตั้งสติได้และเรียกให้คนมาช่วย พอไปถึงจุดเกิดเหตุกลับปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยใดๆอยู่เลย

** 3.SI วันมหิดล เตียงC อีกหนึ่งความเชื่อเกี่ยวกับวันสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งกล่าวถึงนักศึกษาคณะแพทย์ศิริราช เรียกสั้นๆว่าSIที่จะกลับมา เยี่ยมเยียนหอพักในวันนี้ของทุกๆปี แต่งกายด้วยชุดนักศึกษา เสื้อนั้นย้อมด้วยเลือด และร่างเต็มไปด้วยบาดแผล

“เรื่องนี้จัดเป็นอันดับต้นๆของความเ ฮี้ ยนสุดยอดในวิทยาเขตศาลายาเลยก็ว่าได้...

มีนักศึกษาแพทย์คนนี้ประสบอุบัติเหตุรถชนขณะข้ามถนนมายังมหาวิทยาลัย อาจเป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาจึงไม่รู้ตัวว่าได้เสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว ห้องพักดังกล่าวที่นักศึกษาแพทย์คนนี้อาศัยอยู่กลายเป็นเรื่องถูกปิดตาย ทราบแต่เพียงว่า เตียงCของนักศึกษาSIในคืนวันมหิดลเท่านั้นที่จะพบเห็นเค้าได้

** เชือกในห้องน้ำ เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ไม่นานประมาณปีกว่าๆ มีข่าวแพร่สะพัดตามหอพักว่า ช่วงปิดเทอมเดือนตุลาแม่บ้านคนหนึ่งได้ผูกคอตายในห้องน้ำชาย ห้องดังกล่าวได้ถูกปิดตายไปพักใหญ่ เจ้าหน้าที่หอพักแก้ต่างเป็นพัลวันว่า

"ห้อง น้ำเสีย"

นักศึกษาชายที่อยู่ตรงข้ามกับห้องน้ำนั้น มักได้ยินเสียงร้องไห้ระงมจากประตูเจ้ากรรมเสมอๆ เมื่อมองผ่านจากหอตรงข้าม มีคนสังเกตว่าบริเวณขื่อมีเชือกผูกอยู่จริง แม่บ้านที่ทำความสะอาดประจำชั้นนั้นก็หายหน้าหายตาไป เจ้าหน้าที่หอก็ชี้แจงต่อข่าวลือน้ำขุ่นๆว่า

"เค้ากลับต่างจังหวัด"

ในปัจจุบันห้องน้ำดังกล่าวได้เปิดใช้งานตามปกติแล้ว ....ถ้าเข้าไปแล้วเห็นแม่บ้านผิวดำผมหยักศกยิ้มให้ ก็อย่าลืมยิ้มตอบด้วย เพราะคุณคือผู้โชคดีแล้ว

** หอชาย ในสมัยก่อนหอชายของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นหอหญิงมาก่อน บางคนอยู่มาเป็นปีๆไม่เคยจะรู้ ไม่เคยจะใส่ใจกับความเป็นมาตรงนี้ หอชายในปัจจุบันนั้นมีสภาพค่อนข้างใหม่กว่าหอหญิง (ยกเว้นแต่หอ10) ก็มีเรื่องเล่ากันว่า

มีนักศึกษาหญิงคน หนึ่งได้ฆ่าตัวตายภายในหอพัก วิญญาณก็ยังวนเวียนไม่ไปไหน คอยปรากฏตัวให้นักศึกษารุ่นหลังได้พบเจอ และในแต่ละปีจะมีนักศึกษาชายจำนวนมากที่โวยวายกับเจ้าหน้าที่หอพักเรื่อง ผู้หญิงชุดขาวที่เดินไปมาในบริเวณหอพัก

ส่วนสถานที่หลักๆที่จะพบได้ก็คือบันไดหนีไฟ ที่หลายคนชอบเดินทางนี้บ่อยๆ หรือไม่ก็เป็นทางเชื่อมระหว่างหอ เมื่อมองจากระเบียง หรือด้านล่างของหอ นี่คือสามแพร่งที่ทุกคนต้องผ่านเข้าออกในแต่ละวัน

ปิดท้ายด้วยเรื่องเล่าที่หลายคนรู้เป็นอย่างดี กับ ** คอนโดC ห้องxxxx เมื่อคอนโดบริเวณประตูสาม จะถูกจองตั้งแต่เดือนเมษา แต่จะมีอยู่ห้องหนึ่งในคอนโดC ซึ่งปิดขอบประตู โดยรอบด้วยยันต์ และประไว้ที่หน้าประตูอีกหนึ่งแผ่น ลองนึกภาพดูว่าบรรยากาศของห้องจะหม่นๆ เหมือนมีสายตาเฝ้ามองอยู่ตลอด ใครที่เคยอาศัยอยู่ย่อมรู้ถึงความกดดันได้เป็นอย่างดี

ประวัติของห้องนี้ก็มีอยู่ว่า ช่วงปิดเทอมเมื่อ4-5ปีก่อนมีเด็กอินเตอร์คนหนึ่งกรอกยาฆ่าตัวตาย กว่าเพื่อนจะไปพบ ศพมันก็อืด เน่าเฟะ เละจนแทบจำไม่ได้ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงอยู่ปี 2 น้อยใจแฟนก็เลยประชดด้วยการลาโลก พองานศพเสร็จ เพื่อนๆทำใจไม่ได้ก็เลยขอย้ายไปพักที่อื่น คนที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆไม่รู้เรื่องรู้ราว ตกกลางคืนมักได้ยินเสียงเปิดก็อกในห้องน้ำ บางครั้งก็ได้ยินเสียงกุกกักทั้งๆที่ไม่มีใคร

แต่นั่น...ไม่ร้ายแรงเท่านักศึกษาบางคนที่กำลังนอนหลับ เหลือบไปเห็นผู้หญิงหน้าตาบวมปูดเหมือนศพ จับขาและกระชากลงจากเตียง.....
Share:

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แวมไพร์


แวมไพร์ (อังกฤษ: Vampire) ผีชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวยุโรป ในยุคกลาง เชื่อว่าเป็นผีดิบ ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่มีฟันแหลมคม ดื่มเลือดของมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยง โดยที่แวมไพร์จะมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย จะปรากฏตัวได้แต่เฉพาะเวลากลางคืน เพราะกลางวันแพ้แสงแดด แวมไพร์จะหลบซ่อนอยู่ในโลงของตนหรือในหลุมในเวลากลางวัน สามารถแปลงร่างได้หลายแบบ เช่น ค้างคาว, นกฮูก, หมาป่า, กบ, คางคก, แมลงเม่า, งูพิษ เป็นต้น สามารถกำบังกายหายตัวได้ ไม่มีเงาเมื่อกระทบกับแสงหรือสะท้อนในกระจก มีแรงมากเหมือนผู้ชาย 20 คน สิ่งที่จะกำราบแวมไพร์ได้คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น ไม้กางเขน, น้ำมนตร์ หรือแม้กระทั่งสมุนไพรกลิ่นแรงบางชนิด เช่น กระเทียม วิธีฆ่าแวมไพร์มีมากมาย เช่น ตอกลิ่มให้ทะลุหัวใจ เผา หรือ ตัดหัวด้วยจอบของสัปเหร่อ บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของมัน จะกลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย และกลายเป็นสาวกของแวมไพร์ตนที่ดูดเลือดตัวเอง

ชาวยุโรปในยุคกลางนั้น หวาดกลัวแวมไพร์มาก ผู้ที่สงสัยว่าเป็นแวมไพร์ จะตกอยู่ในสถานะเดียวกับแม่มด หรือ มนุษย์หมาป่า คือ ถูกตัดสินลงโทษด้วยการเอาถึงชีวิต มีวิธีการป้องกันการรุกรานของแวมไพร์หลายวิธี เช่น บางหมู่บ้านจะโปรยเมล็ดข้าวไว้บนหลังคาบ้าน เพราะเชื่อว่าแวมไพร์จะง่วนกับการนับเมล็ดข้าวเป็นการถ่วงเวลาจนรุ่งเช้า หรือ โรยเศษขนมปังไว้ตั้งแต่สุสานให้แวมไพร์เดินเก็บเศษขนมนั้นวนเวียนไปมา หรือแม้แต่การวางไม้กางเขนหรือดอกกุหลาบที่มีหนามแหลมเพื่อเป็นการพันธนาการไว้ในโลง

เรื่องราวของผีแวมไพร์ มีมากมาย ที่เป็นนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรม โดยวรรณกรรมที่ว่าถึงแวมไพร์ที่เก่าแก่ที่สุด มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของแวมไพร์คือ เรื่องเค้าท์แดร็กคูล่าร์ ของ บราม สโตกเกอร์ ที่โด่งดังจนมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร ละครเวที หรือแม้แต่กระทั่งภาพยนตร์การ์ตูนมากมายตราบจนปัจจุบัน เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu ในปี ค.ศ. 1922 เป็นต้น

เป็นไปได้ว่าความเชื่อเรื่องของแวมไพร์ที่สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวได้ อาจมีที่มาจากที่ทวีปอเมริกากลาง มีค้างคาวขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ดูดเลือดสัตว์ที่ใหญ่กว่าเป็นอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งค้าวคาวชนิดนี้ก็ได้มีการเรียกชื่อว่า แวมไพร์ เช่นกัน

ความเชื่อเกี่ยวกับลัทธิแวมไพร์มีมานานกว่าพันปี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอย่าง เมโสโปเตเมีย, ฮิบรู, กรีกโบราณ และโรมัน มีเรื่องเล่าของปีศาจและวิญญาณที่ตีความว่าเป็นที่มาของแวมไพร์สมัยใหม่ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตคล้ายแวมไพร์ ในสมัยโบราณ ความเชื่อในรูปธรรมที่เรารู้ในปัจจุบันของต้นกำเนิดแวมไพร์ มักมาจากต้นศตวรรษที่ 18 ทางแถบตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป เมื่อประเพณีการเล่าขานของคนหลายเผ่าพันธุ์ต่างบันทึกและตีพิมพ์ ในกรณีส่วนมาก แวมไพร์คือผีในรูปแบบปีศาจ, เหยื่อฆ่าตัวตาย, หรือผู้ใช้เวทมนตร์คาถา หรือถูกสร้างมาด้วยอำนาจวิญญาณความชั่วร้ายที่ครอบงำศพ หรือถูกกัดโดยแวมไพร์ ความเชื่อต่าง ๆ ในตำนานกระจายไปทั่วท้องที่ที่ก่อให้เกิดความผวาหวาดกลัวและมีการบังคับตามกฎหมายของคนที่เชื่อว่าเป็นแวมไพร์เป็นการยากที่จะอธิบายถึงความหมายเพียงความหมายเดียวของความเชื่อเรื่องแวมไพร์ ถึงแม้ว่ามีหลายองค์ประกอบที่เหมือนกันในบางตำนานในยุโรป แวมไพร์มักมีการรายงานว่ามีลักษณะพอง มีเนื้อหนังเป็นสีม่วงหรือเข้ม จากลักษณะนี้ทำให้มีมีคุณสมบัติที่จะดื่มเลือด ซึ่งเลือดมักจะซึมออกจากปากหรือจมูกเมื่อพบในผ้าห่อศพหรือโลงศพ และมักมีตาซ้ายเปิดมักแต่งตัวในผ้าห่อศพจากผ้าลินิน และมีฟัน ผมและเล็บงอกออกมาเหมือนเขี้ยวสัตว์คุณลักษณะอื่นมาจากวัฒนธรรมสู่วัฒนธรรม แวมไพร์บางพวก อย่างเช่นในเรื่องเล่าแถบทรานซิลวาเนียน แวมไพร์จะผอมแห้ง ซีด และมีเล็บนิ้วยาว ขณะที่ในบัลกาเรียมีโพรงจมูกรูเดียว และในแวมไพร์ในบาวาเรีย หลับโดยขัดนิ้วโป้งและมีตาเปิดหนึ่งข้าง แวมไพร์ในโมราเวีย จะทำร้ายต่อเมื่อเปลือยเท่านั้น และในเรื่องเล่าชาวอัลบาเนียจะสวมรองเท้าส้นสูง เรื่องเล่าต่าง ๆ ของแวมไพร์ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกส่วนของโลก ทั้งในอเมริกาและทุกที่ และในบางครั้งก็มีการอธิบายแวมไพร์ที่แปลกพิสดาร อย่างแวมไพร์เม็กซิกัน จะมีกะโหลกเปล่าแทนหัว ในบราซิล แวมไพร์ มีเท้าที่มีขนยาวมาจากภูเขาร็อกกี้ จะดูดเลือดจากทางจมูกโดยดูดจากทางหูของเหยื่อ ลักษณะทั่วไป ในบางครั้งจะอธิบายเช่น มีผมสีแดงในบางรายงาน สามารถแปลงร่างเป็น ค้างคาว หนู สุนัข สุนัขจิ้งจอก แมงมุม หรือแม้กระทั่งผีเสื้อราตรีในตำนานที่หลากหลาย อย่างเช่นผลงานวรรณกรรมอย่างเช่น Bram Stoker's Dracula และผู้กระหายเลือดทางประวัติศาสตร์อย่างเช่น Gilles de Rais, อลิซาเบธ บาโธรี่, และ วลาด เทเปซ แวมไพร์ก็พัฒนาออกมาในรูปแบบแบบแผนสมัยใหม่สาเหตุของการสืบสายสายพันธุ์แวมไพร์ มีหลากหลายรูปแบบตามความเชื่อท้องถิ่น ในสลาวิกและความเชื่อจีน หากศพที่มีสัตว์กระโดดข้ามโดยเฉพาะหมาหรือแมว จะเกรงว่าจะทำให้ศพไม่ตาย ร่างที่มีบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาโดยน้ำเดือดก็เสี่ยง ในความเชื่อรัสเซีย แวมไพร์มักถูกเคยเชื่อว่าเป็นพ่อมดหรือคนที่ขบถต่อโบสถ์ในขณะที่พวกเขามีชีวิตอยู่

การปฏิบัติทางสังคมมักเกิดขึ้นจากความพยายามป้องกันการกลับมาของคนตาย การฝังศพคว่ำลงก็แพร่ขยายไปทั่วและฝังไปกับสิ่งของของมนุษย์ อย่างเช่น เคียวด้ามยาวหรือเคียวเกี่ยวข้าว[20] ไว้ใกล้กับหลุมศพ เพื่อเอาใจเหล่าปีศาจที่จะเข้ามาในร่างหรือเพื่อระงับความตายที่จะไม่ทำให้พวกเขาลุกขึ้นจากหลุมศพ วิธีนี้ดูคล้ายกับวิธีปฏิบัติของชาวกรีกโบราณ ที่จะใส่โอโวลอส (เหรียญเงินเล็ก ๆ) ในปากศพ เป็นค่าธรรมเนียมในการข้ามแม่น้ำสติกซ์ในโลกหน้า แต่ก็ยังเป็นข้อถกเถียง เหรียญจะช่วยขจัดวิญญาณร้ายเข้าสู่ร่างกายและนี่อาจเป็นอิทธิพลให้กับความเชื่อพื้นบ้านเกี่ยวกับแวมไพร์ ธรรมเนียมนี้ยังคงมีอยู่ในประเพณีของกรีกสมัยใหม่เกี่ยวกับ vrykolakas ที่จะมีกางเขนทำจากขี้ผึ้งและชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่จารึกไว้ว่า "Jesus Christ conquers" วางบนศพเพื่อป้องกันการกลายเป็นแวมไพร์

วิธีปฏิบัติอื่นในยุโรป เช่นการแยกเส้นเอ็นที่หัวเข่าหรือการวางเมล็ดต้นป็อปปี้, ข้าวฟ่าง หรือทรายบนพื้นดินของหลุมศพที่เชื่อว่าเป็นแวมไพร์ เพื่อเป็นการป้องกันแวมไพร์ในช่วงกลางคืน โดยการนับเมล็ดข้าวที่ร่วงโรย คล้ายกับเรื่องเล่าของชาวจีนที่ว่า ถ้าแวมไพร์ของจีนกระโดดข้ามกระสอบข้าว จะต้องนับข้าวทุกเมล็ด เช่นเรื่องราวในนิทานของอินเดียและอเมริกาใต้ ที่เป็นเรื่องเล่าของพ่อมดและปีศาจหรือวิญญาณชั่วร้าย

การจำแนกแวมไพร์
มีพิธีกรรมมากมายที่จะสามารถระบุถึงแวมไพร์ได้ หนึ่งในวิธีนั้นคือการหาหลุมศพของแวมไพร์ โดยนำม้าผู้บริสุทธิ์เดินผ่านสุสานหรือพื้นโบสถ์กับพ่อม้าบริสุทธิ์ - ม้ามักจะหยุดกระทันหันในที่ที่สงสัย โดยทั่วไปจะใช้ม้าดำ แต่ในอัลบาเนียจะใช้ม้าขาว หลุมที่ปรากฏบนพื้นมักจะมีลางว่าเกี่ยวข้องกับแวมไพร์

ศพที่จะเป็นแวมไพร์มักจะอธิบายว่าจะดูมีสุขภาพกว่าที่จะเป็น จะดูอ้วนและดูไม่มีสิ่งที่บ่งว่าจะเน่าเปื่อย ในบางกรณี เมื่อหลุมศพที่น่าสงสัยถูกเปิดออก ชาวบ้านก็เล่าว่า ศพดูมีเลือดไหลเวียนที่มาจากเหยื่อไปทั่วหน้า หลักฐานที่พบว่ามีแวมไพร์อยู่อย่างเช่น การตายของวัวควาย, แกะ หรือเพื่อนบ้านเอง เรื่องเล่าเกี่ยวกับแวมไพร์ทำให้รู้สึกได้ว่ามีส่วนร่วมผีที่ส่งเสียงหลอกหลอนคน อย่างเช่น หินที่ขว้างปามาโดนหลังคาหรือการเคลื่อนไหวของของในบ้านหรือความรู้สึกอึดอัดของคนเมื่อนอนหลับ[
Share:

10 สุดยอดคำสาปของโลก

อันดับ 1 คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden)
นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลย โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่ไอ้งูตัวแสบ มันยุยงอีฟให้หมํ่า แอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องขึ้น

อันดับ 2 คําสาป วัฏจักรมรณกรรม ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้งในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้นจากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813

ปธน.คนแรกที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ วิลเลียม เฮนรีย์ แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1840 ถัดจากนั้นคําสาปก็เป็นจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น ลิน-คอล์น (1860) การ์ฟิลด์ (1880) แม็คคินลีย์ (1900) ฮาร์ดิ้ง (1920) รูสเวลท์ (1940) เคนเนดี้ (1960)

เพิ่งมีรอดรายเดียวคือ ปธน. เรแกน (1980) แต่ท่านก็ถูกมือปืนชื่อ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ยิงบาดเจ็บสาหัสในปี 1981 นัยว่าปืนที่ใช้นั้นไร้ประสิทธิภาพ ท่านจึงรอดพ้น อาถรรพณ์มาได้อย่างหวุดหวิด

อันดับ 3 คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ
ใน ค.ศ. 1979 มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์ ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า คาตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณผู้ตาย เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น

นอกจากนี้ การฝากหรือทิ้งแผ่นคําสาปลงไปในนํ้าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง เพราะนํ้าจะสามารถสื่อ ไปถึงผู้ที่เราต้องการสาปได้ ซึ่งแผ่นคาตาเรสกว่า 100 แผ่นที่ค้นพบนี้ได้ระบุจ่าหน้าถึง ซูลิส ไมเนอร์วา ซึ่งเป็นเทพีด้านอุทกของโรมัน

อันดับ 4 อีกา แห่งป้อมปราสาทลอนดอน (Tower of London)
ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูกใช้เป็นที่คุมขังและประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมายหลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่งอังกฤษ!

เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ราวศตวรรษที่ 17 ด้วย ไม่ใช่ เรื่องเลื่อนลอยแต่อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็น เรื่องจริงจัง อย่างเคร่งครัด

เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่ มาทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลา ถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน


อันดับ 5 คําสาป ตุตันคาเมน,
อียิปต์ เรื่องนี้เราคงเคยได้ฟังกันมาแล้ว จึงขอสรุปสั้นๆ แค่ว่า ทั้ง โฮวาร์ด คาร์เตอร์, ลอร์ด คาร์นาวอน และผู้มีส่วนรบกวนสุสานของฟาโรห์องค์ นี้ ล้วนมีอันล้มหายตายจากก่อนวัย อันควรทั้งนั้น

อันดับ 6 คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์,
สหรัฐฯ แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและสัตว์ โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการจัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์

ทั้งนี้ ผู้ขอจะต้องปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนกายทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ เซ่นเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน แล้วเปล่งชื่อของเธอออกมาดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของคุณ (ว่าจะให้เธอดลให้ศัตรูของคุณวิบัติอย่างไร)

อันดับ 7 คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์
สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุรสัตว์ กล่าวกันว่าเขา ขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้ เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว

ก่อนตาย ครอว์ลีย์ ได้สาปทิ้งท้ายไว้กับยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “ปล่องไฟปีศาจ” และครอว์ลีย์เคยหลงทางที่ยอดเขานี้ ซึ่งทําให้เขาขัดเคืองใจ จึงสาปว่าเมื่อใดที่ยอดเขานี้พังทลาย สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ก็จะถูกปลดปล่อยแผ่กระจายไปด้วย

“ปล่องไฟปีศาจ” ยืนหยัดอยู่นานนับพันปี แต่แล้วในเดือนเมษายน 2001 ยอดสูงราว 70 เมตร ก็มีอันถล่มทลายลงมาในทะเล เรื่องนี้ทําให้ผู้ที่เชื่อถือในตํานานพากันผวาไปตามกันเลยครับ ป่านนี้นรกคงครอบคลุมแผ่นดินแล้ว!

อันดับที่ 8 ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์
ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไปหากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบทแม็คเบ็ธ

ผลของคําสาปอุบัติขึ้นตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที

และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา


อันดับ 9 วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา
โปรตุเกส วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คนครับ เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย!

ตํานานวัดระบุว่า ครั้งกระโน้นมีสตรีนางหนึ่งซึ่งยึดมั่น ในคาทอลิก แต่ได้ถูกสามีผู้โมโหร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันโบยตีจนตาย ก่อนสิ้นชีวิต เธอได้สาป ให้วิญญาณของเขาทั้ง 2 ลงนรก แม้แต่พื้นพสุธา ก็จะไม่ยินดีรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก ชายทั้งสองก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวเมืองพยายามขุด หลุมฝังศพของเขา แต่ขุดลงไปที่ใดก็เจอะแต่หิน เมื่อจนปัญญา พวกเขาจึงนําเอาซากศพทั้งสองขึ้น ไปห้อยแขวนไว้กับ ผนังวิหารดังกล่าว สําหรับให้นักบวชได้ใช้ปลง ในระหว่างทําสมาธิค ก็นับเป็นคําสาปที่ขลังยิ่ง


อันดับ 10 เพชรโฮป (Hope Diamond)
เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมยมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 1600 โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป!


และก็จริงตามคําสาป นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และ พระราชวงศ์ก็ทรงได้รับภัยร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอด กระทั่งนาย เฮนรีย์ ฟิลิป โฮป (เจ้าของชื่อเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าอัญมณีชื่อดังที่เรารู้จักกันดี) ฯลฯ ล้วนประสบกับอัปมงคลจนถึงผู้ครอบครองรายสุดท้ายคือ ตระกูลของ เซอร์ ฮาร์รีย์ วินสตัน ได้ให้เลดี้ไฮโซ ผู้หนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป สวมใส่ในงานราตรี สองเดือนต่อมา ลูกน้อยของเธอก็ตายอย่างลึกลับ สามีกลายเป็นบ้าและต้องหย่าขาดกัน

ในที่สุด ทายาทตระกูลวินสตันจึงมอบเพชรโฮปให้สถาบันสมิธ โซเนียนของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุรักษ์แทน
Share:

คาถาบูชาผัว

คาถาบูชาผัว

รักผัวตัองให้ผัว หมดทั้งตัวหมดทั้งใจ รักผักต้องอ่อนไหว ผัวว่าไงต้องว่าตาม

รักผัวตัองเคารพต้องประจบไม่ลามปาม รักผัวต้องคล้อยตามไม่วู่วามคอยเอาใจ

รักผัวต้องอดทน ผัวเปนคนไม่ยอมใคร รักผัวต้องทำใจ ใช่ผัวใครก้ผัวเรา

รักผัวต้องหมั่นสวย เดี๋ยวจะซวยผัวไม่เอา รักผัวต้องคอยเฝ้า ถึงผัวเมาก็ตามใจ

รักผัวต้องฝึกฝน ผัวเปนคนชอบของใหม่ รักผัวต้องเข้าใจ ผัวไปไหนอย่าห้ามปราม

รักผัวต้องแข็งแรง ต้องพลิกแพลงให้วาบหวาม รักผัวต้องทุกยาม ไม่ซักถามให้กวนใจ

รักผัวต้องกล้าเสียยกน้องเมียให้ผัวไป รักผัวต้องสนใจผัวเปนไงต้องคอยดู

รักผัวต้องพูดง่ายไม่โวยวายไม่ลบหลู่ รักผัวต้องเฝ้าดูหาอีหนูมาเอาใจ

รักผัวต้องเชื่อฟัง ผัวเสียงดังต้องทนได้ รักผัวต้องรู้ใจ ผัวอยากได้ต้องหามา

รักผัวต้องใจเย็น ผัวนั้นเปนเช่นเทวดา รักผัวต้องบูชา ผัวมีค่ากว่าสิ่งใด

รักผัวต้องรักเดียว อย่าไปเที่ยวรักผัวใคร รักผัวต้องแน่ใจ ผัวของใครก้ของมัน

รักผัวต้องแน่วแน่ ต้องรักแท้ผัวของฉัน รักผัวต้องยึดมั่น ทุกข้อนั้นสำคัญ
Share:

ขำขำ ( คาถาบูชาเมีย )

รักเมีย ต้องอดทน ต้องเป็นคน เคารพเมีย
รักเมีย ต้องส่งเสีย อย่าให้เมีย ต้องเสียใจ
รักเมีย ต้องรักเดียว อย่าได้เที่ยว ไปรักใคร
รักเมีย ต้องทำใจ ถึงอย่างไร เทอก็เมีย
รักเมีย อย่าขี้เหล้า เมียจะเหงา เราจะเสีย
รักเมีย อย่าอ่อนเพลีย คนรักเมีย ต้องแข็งแรง
รักเมีย อย่ารุนแรง ค่อยๆแซง อย่าขับไว
รักเมีย ต้องยอมเมีย เพราะว่าเมีย ไม่ยอมใคร
รักเมีย ต้องเข้าใจ ไม่มีใคร ใหญ่กว่าเมีย
รักเมีย อย่าเกี่ยงเมีย คำพูดเมีย ใหญ่กว่าใคร
ชาติหน้า มีฉันท์ใด จงจำไว้ เคารพเมีย


รักเมียต้องให้เมีย ไม่งั้นเมียจะเสียใจ รักเมียต้องอ่อนไหว เมียว่าไงต้องว่าตาม

รักเมียต้องเคารพ ต้องประจบห้ามลามปาม รักเมียต้องคล้อยตาม ไม่วู่วามเอาแต่ใจ

รักเมียต้องอดทน เมียเปนคนไม่ง้อใคร รักเมียต้องทำใจ ใช่เมียใครก็เมียเรา

รักเมียต้องรวยรวย เดี๋ยวจะซวยเมียไม่เอา รักเมียต้องคอยเฝ้า เฝ้าเมียเราพียงคนเดียว

รักเมียต้องฝึกฝน เมียเป้นคนชอบของใหม่ รักเมียต้องเอาใจ เมียซื้ออะไรอย่าห้ามปราม

รักเมียต้องแข็งแรงห้ามสาปแช่งให้เมียตาย รักเมียต้องคล้อยตามไม่ซักถามให้กวนใจ

รักเมียต้องกล้าเสีย แค่บอกเมียไม่เปนไร รักเมียต้องสนใจ เมียเปนไงต้องคอยดู

รักเมียต้องพุดดง่าย ไม่โวยวายไม่ลบหลู่ รักเมียต้องเฝ้าดู เดี๋ยวชายชู้จะเอาไป

รักเมียต้องเชื่อฟังเมียเสียงดังต้องทนได้ รักเมียต้องรู้ใจ เมียอยากได้ต้องหามา

รักเมียต้องใจเย็น เมีนฃยนั้นเปนเช่นนางฟ้า รักเมียต้องบูชาเมียดีมีค่ากว่าสิ่งใด

รักเมียต้องรักเดียว อย่าไปเที่ยวรักเมียใคร รักเมียต้องมั่นใจ เมียของใครก้ของมัน

รักเมียต้องแน่วแน่ ต้องรักแท้เมียของฉัน รักเมียต้องยึดมั่น ทุกข้อนั้นสำคัญเอย
Share:

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พุทธพยากรณ์ที่เป็นจริง


ภัยธรรมชาติ ในปัจจุบันที่มีมากขึ้นจากการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลื่นสึนามิ พายุชนิดต่างๆ เช่น ไซโคลน ทอร์นาโด เป็นต้น และการที่โลกร้อนขึ้นจนทำให้วัฏจักรต่างๆ ของธรรมชาติ รวมทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงไป

มีโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อความลำบากและความอยู่รอดของสรรพชีวิตทั้งปวงนั้น ในพุทธศาสนาเองก็เคยมีพยากรณ์ไว้ตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์เองมี เช่น

ใน “สุริยสูตร” มีการกล่าวถึงความพินาศของโลก เนื้อหาโดยสรุปคือ เมื่อกาลล่วงไป ดวงอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏขึ้น ทำให้แม่น้ำลำคลองเริ่มแห้งลง พอดวงอาทิตย์ดวงที่ ๓ และ ๔ ปรากฏขึ้น แม่น้ำลำคลองใหญ่เล็กทั้งสิ้น ก็แห้งลงหมด เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรก็เหือดแห้งลง พอดวงที่ ๖ ปรากฏขึ้น ทั้งแผ่นดินและภูเขาก็ร้อนจัดมีควันพุ่งขึ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏขึ้นแผ่นดินและภูเขาทั้งหมดก็จะถูกไฟเผาลุกโชนและเปลวไฟนั้นพุ่งขึ้นไปถึงชั้นพรหมโลก โลกก็จะพินาศสิ้น

คำพยากรณ์ข้างต้นนี้ อธิบายโดยใช้ความรู้สมัยใหม่ได้หลายทาง เช่น ดวงอาทิตย์ของเรามีอายุที่แน่นอน (แม้จะอีกนับพันล้านปี) แต่เมื่อใกล้จุดจบของดวงอาทิตย์จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์จากธาตุฮีเลียม ทำให้เกิดความร้อนสูงมาก และดวงอาทิตย์จะขยายตัวขึ้นจากเดิมเป็น ๑๐๐ เท่า (เสมือนมีดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้น) และจะเผาไหม้โลกรวมดาวเคราะห์อื่นๆ ให้สูญสิ้นไป

หรือคำอธิบายอีกทางหนึ่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาใกล้กว่านั้น คือ โลกเราอยู่ในยุคที่ผู้นำประเทศมหาอำนาจมี โลภะ โทสะ โมหะสูง หากทำสงครามกันด้วยระเบิดนิวเคลียร์นับร้อยลูก โลกทั้งโลกก็จะถูกเผา เสมือนมีดวงอาทิตย์นับสิบดวงได้เช่นกัน

"สภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติในระยะนี้ อาจจะยังไม่ถึงเวลาตามคำพยากรณ์ในสุริยสูตร ซึ่งโลกจะพินาศไปหมด แต่น่าจะมาจากพุทธพยากรณ์พระสุบินนิมิต ของพระเจ้าปเสนทิโกศล รวม ๑๖ ข้อ"

นี่คือความเห็นของ นายโอฬาร เพียรธรรม ผู้เขียนและพิมพ์หนังสือ "ธรรมะใส่สูตร"

ทั้งนี้ นายโอฬารได้สรุปคำพยากรณ์สั้นๆ ทั้ง ๑๖ ข้อให้ฟังว่า

๑.ในอนาคต ผู้คนจะห่างเหินศีลธรรม ผู้นำไม่ตั้งมั่นอยู่ในธรรม ทำให้เกิดธรรมชาติแปรปรวน
๒.ในอนาคตคนจะมีจิตใจต่ำทราม มั่วสุมเสพกาม ตั้งแต่ยังเยาว์
๓.ในอนาคตลูกจะไม่เคารพบิดามารดา พ่อแม่ต้องเอาใจลูก เพื่อให้ยังชีพอยู่ได้
๔.ในอนาคตคนมีอายุน้อย ไม่มีความสามารถจะมาบริหารประเทศ ทำให้เกิดความเสียหาย
๕.ในอนาคต ผู้ตัดสินคดีความต่างๆ ขาดความยุติธรรม เรียกร้องเอาเงินจากทั้ง ๒ ฝ่าย
๖.ในอนาคตคนไม่มีศีลธรรมเป็นอันธพาล เกเร แต่จะมีอำนาจวาสนาในบ้านเมือง
๗.เป็นการพยากรณ์ สตรีที่เป็นภรรยาที่ประพฤติไม่ดีหลายประการ
๘.ในอนาคตผู้ปกครองจะบีบบังคับชาวบ้านในการใช้แรงงานต่างๆ เพื่อความมั่งมีผาสุก ของผู้ปกครองเอง
๙. ในอนาคต เมื่อผู้ปกครองไม่ตั้งอยู่ในธรรม ผู้คนจะยากจนข้นแค้น ทำให้ต้องหนีเข้าป่าไป เมืองใหญ่จะร้าง
๑๐.ในอนาคตขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามจะสลายไป ผู้คนหยาบกระด้าง ไม่จริงใจ จ้องทำลายกัน และมีโรคภัยใหม่ๆ เกิดขึ้น
๑๑.ในอนาคตจะมีภิกษุที่เป็นอลัชชีมากขึ้น คือ เห็นแก่ปัจจัยค่าตอบแทนต่างๆ ไม่แสดงธรรมที่ถูกต้อง
๑๒.ในอนาคต คนดีมีความรู้จะไม่ได้รับการยกย่องเชิดชู แต่คนเลว คนชั่วจะเป็นใหญ่เป็นโต กดขี่คนดี
๑๓.ในอนาคตคำสอนที่ดีๆ ในศาสนาจะไม่เข้าถึงจิตใจประชาชน คนก็จะเป็นคนพาล ประพฤติชั่ว แต่ก็ได้รับการยกย่องในสังคม
๑๔.ในอนาคตมนุษย์จะมีกิเลสตัณหามากขึ้น มุ่งแต่สะสมครอบครองวัตถุต่างๆ ไม่คำนึงถึงศีลธรรม
๑๕.ในอนาคตคนชั่วคนพาลแต่ตระกูลใหญ่โตจะครองเมือง ข่มเหงผู้รู้ นักปราชญ์ต่างๆ
และ ๑๖.ในอนาคตลูกศิษย์ที่ได้รับการศึกษาเล่าเรียนจนจบกลับจะเนรคุณอาจารย์

"คำพยากรณ์พระสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลนี้ หลายๆ ข้อจะเห็นว่าอยู่ในแนวเดียวกัน คือ คุณธรรม ความดีงาม ของผู้คนทั้งประชาชน และผู้ปกครองจะน้อยลง คนเลวจะมาปกครองบ้านเมือง และนำความลำบากมาให้ ซึ่งดูจะสอดคล้องกับเหตุการณ์ในโลกปัจจุบันมาก เพราะแม้ภัยจากโลกร้อน และภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน ก็ไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์ร้อนขึ้น แต่เกิดจากความเลว ไม่มีคุณธรรมของคนในโลก ทั้งประชาชน และผู้นำประเทศเป็นหลัก เกิดการแย่งชิงทรัพยากรกัน เร่งทำลายธรรมชาติ จนเกิดสภาวะเรือนกระจก และภัยธรรมชาติต่างๆ ตามที่เห็นกันอยู่ ภัยพิบัติปัจจุบัน ซึ่งน่าจะตรงกับการพยากรณ์ ความฝันทั้ง ๑๖ ข้อนี้ แม้จะยังไม่ทำให้โลกพินาศลงตามสุริยสูตร แต่ก็อาจทำให้ผู้คนล้มตายไปจากโลกนี้นับร้อยๆ ล้าน หรือพันล้านคนได้ ในอนาคตอันใกล้นี้ หากคนในโลกนี้ประมาท ลืมตัว ไม่ปฏิบัติตามธรรมะ ในศาสนาใดก็ตาม ที่ตนนับถืออยู่อย่างจริงจัง" นายโอฬาร กล่าว

พระสุบิน ๑๖ ประการ

พระอาจารย์สุขเกษม เขมสุโข พระนักจัดรายการวิทยุ และพระนักแต่งเพลงเทศน์ วัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ กทม. อธิบายให้ฟังว่า มหาสุบินชาดก… ในคัมภีร์อรรถกถาชาดก (อธิบายชาดก) เล่มที่ ๑ เล่าว่า...พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล บรรทมหลับในราตรีกาล เวลาปัจฉิมยามใกล้รุ่ง ทรงฝันเห็นภาพประหลาด ๑๖ ประการ จึงทรงตกพระทัย ตรัสเล่าความฝันนั้นให้พราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนักทำนาย พราหมณ์เหล่านั้นกราบทูลเป็นเสียงเดียวกันว่า ความฝันนี้ร้ายแรงนัก ทำนายว่า พระองค์จะต้องทรงประสบอันตรายสามประการ คือ เสียราชสมบัติ โรคาพยาธิเบียดเบียน หรือสวรรคต ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ประกอบด้วย

๑.โคล่ำสัน มีโควิ่งมาจากสี่ทิศ เหมือนจะเข้ามาทำร้าย แต่พอใกล้กัน ก็ถอยหนีจากกันไป
๒.ข้าวสารหุงไม่สุก ทั้งๆ ที่หุงในหม้อเดียวกัน มีทั้งดิบ สุก และแฉะเกินไป
๓.แม่โค แม่โคจะกินนมลูกโคที่เพิ่งออกจากท้อง
๔.ต้นไม้ กลับจะออกดอกผลตั้งแต่ยังไม่เจริญเต็มที่ ทำให้ผลที่ได้เน่าเสียและไม่สมบูรณ์
๕.ถาดทองคำ ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุมีค่ามาก กลับถูกประชาชนนำไปให้สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งถ่ายปัสสาวะรดใส่
๖.สุนัขจิ้งจอก แทนคนชั่วร้ายหรือเจ้าเล่ห์ ที่แอบซ่อนตัวอยู่ และคอยกัดแทะเชือกซึ่งชายคนหนึ่งฟั่นไว้ใช้งานโดยเขาไม่รู้
๗.เขียดกินงู โดยเขียดนั้นกลับรู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมจนทำให้งูพ่ายแพ้
๘.แก่นจันทน์ ประชาชนเอาแก่นจันทน์หอมไปแลกกับนมโคเสียง่าย
๙.น้ำเต้าจมน้ำ น้ำเต้าที่เบาๆ ควรลอยน้ำกลับจมน้ำ
๑๐.ศิลาลอยน้ำ ศิลาหนักแน่นแทนที่จะจมน้ำกลับลอยน้ำ
๑๑.โคสามัญ กลับถูกปล่อยแล้วเอาโคเด็กมาแทนที่
๑๒.ม้าสองปาก กินหญ้าสองทาง
๑๓.ตุ่มน้ำ มากมายไม่มีใครสนใจ ชาวบ้านต้องช่วยกันหาน้ำมาเทใส่ตุ่มใหญ่
๑๔.สระโบกขรณี กลางสระใหญ่กลับขุ่น แต่ริมสระกลับใสสะอาดน่าแปลกประหลาด
๑๕.หงส์ล้อมกา คนชั้นสูงเชิดชูคนต่ำต้อย
และ ๑๖.เสือกลัวแพะ พวกแพะกลับไล่เสือเข้าป่าไป
Share:

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


เรือเดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลซากัสโซ" และสาเหตุที่ท้องมหาสมุทรแห่งนี้มีนามว่าทะเลซากัสโซ ก็เพราะอาณาเขตบริเวณแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าสาหร่ายซากัสซั่ม สาหร่ายชนิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรืออย่างยิ่ง และ เหตุการณ์ประหลาดลึกลับทางทะเลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาล มักจะมีต้นตอมาจาก ทะเลซากัสโซเสียเป็นส่วนมาก ชาวฟีนีเชียนโบราณซึ่งเคยใช้เรือเดินทางผ่านท้องทะเลมหาภัยแห่งนี้มา ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ได้บันทึกปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก พลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

ท้องทะลซากัสโซ่ มีอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอ๊ตแลนติค บริเวณแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลลอยฟ่องเต็มไปหมด เมื่อตอนที่โคลัมบัสแล่นเรือผ่านท้องทะเลแห่งนี้เป็น

ครั้งแรก กลาสีเรือต่างตื่นเต้นที่คิดว่าเรือคงแล่นเข้าใกล้ฝั่งแห่งใดแห่งหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่แม้จะแล่นเรือ ต่อไปอีกนาน อาณาเขตของ สาหร่ายแห่งนี้ก็หาหมดลงไปไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของทะเลซากัสโซ คือ ภูเขาทะเล ภูเขาทะเลคือภูเขาที่อยู่ใต้พื้นน้ำ แต่มีส่วนยอดแบนราบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำเล็กน้อย มองดูคล้ายเกาะ แต่ไม่มีพืชพันธ ์ใด ๆ นอกจากตระใคร่น้ำเกาะอยู่เท่านั้นทะเลซากัสโซไม่เพียงแต่เป็นท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสาหร่ายยากแก่การเดินเรือ เท่านั้น แต่กิตติศัพย์ในความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอ บ้างก็ให้เชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความหายนะ หรือสุสานของเรือเดินสมุทรบ้างก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของภูติผีปีศาจทะเล หรือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกชาวเรือชอบนำมาเล่า สู่กันฟังเกี่ยวกับท้องทะเลจำนวนนับไม่ถ้วน ถูกยึดนิ่งสงบรวมอยู่ในใจกลางของทะเลซากัสโซ่ ตั้งแต่สมัยการการเดินทางโดยทะเลของพวกฟินีเชียน ไวกิ้ง โรมัน หรือแม้แต่เรือต่าง ๆ ในสมัยกลางของยุโรป พวกเหล่านี้เชื่อว่าเรือเหล่านี้ลอยกองรวมกันพร้อมด้วยสมบัติมหาศาลที่บรรทุกอยู่เหตุที่ไม่จมเพราะมีสาหร่ายจำนวนหนาแน่นรองรับอยู่ข้างใต้ มนุษย์ผู้พบท้องทะเลแห่งนี้เป็นพวกแรกเข้าใจว่าจะต้องเป็นพวกฟินีเชียนและพวกคาร์ธายิเนียนโบราณ เพราะเป็นเวลา หลายพันปีแล้วที่พวกนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอ๊ตแลนติคสู่อเมริกาหลักฐานที่ปรากฏคือรอยแกะสลักบนแผ่นหินของ พวกฟินีเชียน ที่พบอยู่ในประเทศบราซิลขณะนี้ และศิลาจารึกในสุสานฝังศพของ พวกคาร์ธายิเนียน เมื่อราว 500 ปี ก่อนคริศศักราชระบุว่าเรือกูดนิว ซึ่งเป็นเรือลากจูงเครื่องดีเซล ซึ่งได้ทำสงครามชักคะเยอ กับพลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และสามารถรอดพ้นอันตราย มาได้ เหนือท้องทะเลแห่งนี้มีแต่ความอ้างว้างเงียบเหงา คล้ายกับสุสานใหญ่ที่มองจรดขอบฟ้าไปทุกด้าน ไม่มี แรงลม พอที่จะพัดพาเรือให้แล่นไปได้ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วยสาหร่ายทะเลอย่างหนาทึบ ซึ่งยึดเรือ ทั้งหลาย ให้หยุดนิ่งอย่างกับกำลังมหาศาลของหนวดปลาหมึกยักษ์ ท้องทะเลบางแห่งตื้นเขินซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ประหลาดมหึมาหลายสิบชนิด และบางครั้งมันก็ว่ายน้ำเข้ามาทำลายเรือทั้งลำให้กลายเป็นผุยผงไปในพริบตา

บริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดาและจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมและอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเราในปัจจุบัน เป็นสิ่งลึกลับและเหลือ เชื่อหากจะบอก ท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่องและเรือ เดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสาม เหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้ โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลา กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใด ๆ ของเรือ หรือ เครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม- เบอร์มิวดา ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ชาติต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้

ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า หาสาเหตุ แห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไมเครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทา ง เป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบและ แจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใด ๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไป อย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่ จะแจ้งข่าวทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ

ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบิน มีเวลา พอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติ มายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุกรายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่าง ๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุน ปั่น จะไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้ง ๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุไดฃอุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดายังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้ รับรายงานการ สูญหาย หน่วยยามฝั่งที่ เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออแต่ก็ประสบความ ล้มเหลว ที่จะพบพยานหลักฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง

และในที่สุด กองทัพเรือสหรัฐ ก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใด ๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้ง ๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยายามจะปกปิด เรื่อราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่าง ๆ และเชื่อว่า จะต้องมี แรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายใน บริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีข่าวรายงานว่า มี นักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือ ฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดี จวบจน กระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใด ที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับและ ความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ไม่ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏ อยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้มีผู้ให้ความคิดเห็นและคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างก ็ว่าเนื่องมา จากความปั่นป่วน ของท้องน้ำ ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด จากแผ่นดินไหว ใต้มหาสมุทร หรือเกิดจากอุกาบาตเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น ได้พุงเข้าชนเครื่องบิน และทำให้เกิดระเบิดขึ้นมา รังควานเป็นครั้งเป็นคราว สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ให้คำอธิบาย ที่อาจ เป็นไปได้ว่า เครื่องบินและเรือเหล่านั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปยังอีกมิติหนึ่งด้วยการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาสูง เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

อีก ทฤษฏีหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ได้ให้เหตุผลว่า เครื่องบินอาจพุ่งดิ่งลงสู่ทะเล เพราะแรงดึงดูด ของ สนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือแรงโน้มถ่วงของโลก ที่เกิดจากฝีมือการกระทำของสิ่งมีชีวิต ที่มีปัญญาสูง เมื่อเครืองบิน นั้นร่อนลงสู่พื้นน้ำนักบินและลูกเรือก็จะถูกจับตัวโดย มนุษย์จากจานบิน (UFO) ที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกพวกหนึ่ง ที่ไม่คุ้นเคยกับชาวโลก ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ที่เหลือรอดมีชีวิต สืบต่อกันมาจากสงครามนิวเคลียร์มหาประลัย ที่เกิดขึ้น ในกาลก่อน หรือเป็นมนุษย์ จากอวกาศนอกโลก หรือมนุษย์ในอนาคต ที่ต้องการ รวบรวมตัวอย่างการดำรงชีวิตของ ชาวโลก เพื่อการศึกษาค้นคว้า หรือป้องกันภัย ที่จะเกิด จากอาวุธนิวเคลียร์ ในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง

มีอยู่หลายกรณีเกี่ยวกับการสืบสวนความลึกลับของเรื่องนี้ ที่เจ้าหน้าที่มุ่งตรงใน ประเด็นซึ่งเกี่ยวกับท้องทะเลโดยเฉพาะเพราะแม้ว่า เราจะอยู่ในสมัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ อวกาศก็ตาม แต่ความลึกลับของท้องทะเล ยังคงเป็นสิ่งมืดมน สำหรับพวกชาวโลกอยู่ ก่อน อื่นเราจะต้องรับความจริงที่ว่า 3 ใน 5 ส่วนของพื้นใต้มหาสมุทร เรา ยังรู้จักกันน้อยกว่า ปล่องภูเขาไฟในดวงจันทร์ หรือพื้นราบบนดาวอังคารเสียอีก เรามีแต่แผนที่ทางทะเล ที่เขียนขึ้นอย่างหยาบ ๆ จากการ สำรวจโดยใช้เสียงสะท้อนของโซน่า ใช้เครื่องดำน้ำลึก หรือเรือดำน้ำที่มีเขตจำกัดสำรวจได้เฉพาะพื้นน้ำที่ไม่ลึกนัก เท่านั้น และความประสงค์ ส่วนใหญ่ จะมุ่งเฉพาะการค้นหาแหล่งน้ำ มัน และทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นเอง เรายัง ไม่อาจจะทราบได้ว่า ในส่วนก้นบึ้งที่ลึกที่สุด มีอะไรที่จะสร้างความประหลาดใจ อย่างใหญ่หลวงให้แก่พวกเราบ้าง พื้นทะเลลึกและหุบเหวใต้ท้องทะเล อาจจะเป็นที่อาศัย ของสิ่งมีชีวิตที่มีมันสมองและฉลาดเกินกว่าเราจะคาดคิด ก็เป็นได้

ความลึกลับมหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเล หาได้หยุดยั้งเพียงเท่าที่กล่าวมาแล้วไม่ นิยายปรัมปรา เล่าลือสืบต่อเนื่องกันมา เกี่ยวกับพิภพ และสัตว์ประหลาดใต้ท้องทะเล โดย ไม่มีวันจบสิ้น และยิ่งการค้นพบหลักฐานซากเมืองโบราณ ใต้พื้นน้ำ ลึกเป็นพัน ๆ ฟุต ในหลายส่วนของพื้นมหาสมุทรทั่วโลก ยิ่งทำให้เรื่องพิลึกกึกกือได้รับความสนใจจาก ความอยากรู้ อยากเห็นของชาวโลกยิ่งขึ้น เราเคยทราบวัฒนธรรม และความรุ่งโรจน์ ของ ชาวเมืองแอตแลนติส โบราณจากบันทึกของ มหาปราชญ์เพลโตเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันนักโบราณคดีและภูมิศาสตร์ ต่างเชื่อมั่นว่าอาณาจักรแอตแลนติก อันเคยรุ่งเรือง ด้วยอารยธรรมมาก่อนนั้นมีจริงขณะนี้เมืองทั้งเมืองได้จมหายอยู่ใต้พื้นมหาสมุทร แอตแลนติคที่ใดที่หนึ่ง

อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่โคลัมบัสเมื่อห้าร้อยปีก่อน คือส่วนหนึ่งของ กระแสน้ำอุ่น กัลฟ์ตรีมที่เรียกกันว่าสายน้ำขาว พื้นน้ำบริเวณนี้จะมองเห็นสุกใส ด้วย แสงเรืองเป็นทางยาว ระยะทางเป็นไมล์ๆ ใกล้ๆกับ บาฮามัส ซึ่งในปัจจุบันแสงเรือง บนพื้นน้ำเหล่านี้ก็ยังคงปรากฏอยู่การตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกิดการเรืองแสงของจุลินทรีย์ในน้ำที่ถูกฝูงปลารบกวนหรือเป็นแสงเรืองที่เกิด จากกัมมันตภาพรังสี หรืออาจเป็น การเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาใต้ท้องทะเลกันแน่ และยิ่งกว่านั้น มีเหตุผลพอจะทำให้เชื่อได้ว่า พื้นที่ใต้มหาสมุทรแถวนั้นอาจเป็นที่ตั้งฐาน ใต้น้ำ ของชาวนอกโลก ที่ มาศึกษาชีวิตความเป็นไปในโลกของเราก็ได้ และแสงเรือง ที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณให้ยานอวกาศของพวก เขาทราบตำแหน่งที่ตั้งและมองเห็นได้ ชัดเจน

ก่อนที่ยานอวกาศจะเข้าสู่บรรยากาศโลก เหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ท่านอย่าเพิ่ง เชื่อปักใจ ไปกับอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตราบใดที่เรายังไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัด ปรากฏการณ์ประหลากชองสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ ที่มืดมนสำหรับเราอยู่ ในบางกรณี หากวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการหาบสาบสูญของเรือเดินสมุทรและเครื่องบินในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะพบว่าหาเป็นเรื่องประหลาดลึกลับแต่อย่างใดไม่เพราะเครื่องบินแต่ละลำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่สุดคณานับของพื้นมหาสมุทรโลกแล้ว ก็เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ล่องลอย อยู่ในห้องโถงใหญ่ น้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนไหว กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมมีอัตราความเร็วกว่าสี่ไมล์ต่อชั่วโมง ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัสมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่สิ่งหนึ่งที่นักประดาน้ำ มักจะพบเห็นอยู่บ่อย ๆซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ปล่องน้ำเงิน" จะปรากฏอยู่ตามหุบผาใต้น้ำและแล่งหินประการังมีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เชื่อว่า เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วยกระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี

เคยมีนักประดาน้ำดำลงไป สำรวจปล่องต่าง ๆ นี้พบว่าปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทางทำให้ปลาที่ว่ายวน อยู่ในนั้นเกิดสับสนถึงกับว่ายเอาครีบท้องขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเข้าสู่ส่วนลึกคล้ายถูกดูดด้วยกำลังอันมหาศาลซึ่งเป็นอันตรายต่อนักประดาน้ำมาก และลักษณะการณ์เช่นนี้ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วย คนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว

อีกทฤษฏีหนึ่ง เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับลมพายุทอนาโดซึ่งเกิดเป็นครั้งคราว จะกวาดเรือและเครื่องบินให้จมลง สู่ก้นมหาสมุทรได้ไม่ยากพายุทอร์นาโดเป็นพายุหมุนปั่นเอาน้ำทะเลหมุนเป็นเกลียวสูงนับร้อยๆฟุตกลาง อากาศและหากมันเกิดตอนกลางคืน เครื่องบินที่บินอยู่ระดับต่ำอาจถูกกระแทกตกลงสู่ทะเลได้ เพราะนักบินไม่สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ส่วนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จมหายนั้น เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกระแสคลื่นมหึมาที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลก็ได้ เพราะคลื่นที่เกิดจากปรากฏการณ์เช่นนี้จะมีปรากฏารณอย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินได้ คื่อากรผันแปรของอากาศอย่างทันทีทันใดที่เรียกกันว่า "แค๊ท" (Cat - clear air turbulenec) โดยทั่วไปแล้ว "แค๊ท" จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคะเนหรือทำการพยากรณ์ได้เช่นเดียวกับลักษณะภูมิกาศโดยทั่วไปมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสภาวะอากาศสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทราบกันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าหากมันเกิดขึ้นขณะที่กระแสลมพัดแรงและรวดเร็วจะทำให้เกิดสูญญากาศบริเวณนั้นทันที ซึ่งหากเครื่องบินได้บินเข้าสู่บริเวณของมันก็อาจจะตกดิ่งสู่ทะเลได้ง่ายแต่อย่างไรก็ดี การผันแปรวิปริตของบรรยากาศทันทีทันใดในลักษณะเช่นนี้นั้นจะต้องไม่ใช่สาเหตุการหายสาบสูญของเครื่องบินทุกลำในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นแน่

เพราะปรากฏการณ์ "แค๊ท" จะไม่เป็นผลต่อการทำงานของเครื่องวัดต่าง ๆ และระบบการติดต่อทางวิทยุบนเครื่องบอน แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะปรากฏว่าการติดต่อทางวิทยุได้เงียบหายไปการแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับและเข็มทิศประจำเครื่อง ในกรณีเช่นนี้นักบินไม่มีความสามารถพอก็อาจจะนำเครื่องบินดิ่งลงสู่มหาสมุทรได้ ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติ อีกมากมายที่เราไม่อาจจะอธิบายหรือทราบสาเหตุของมันได้
Share:

นักวิทยาศาสตร์เผยผลศึกษาสึนามิเคยถล่มไทย-อิเหนาเมื่อ 600 ปีก่อน


นักวิทยาศาสตร์เผยผลศึกษาสึนามิเคยถล่มไทย-อิเหนาเมื่อ 600 ปีก่อน

เอเอฟพี - นักวิทยาศาสตร์เผยผลการศึกษาเรื่องคลื่นยักษ์สึนามิ โดยระบุว่าเมื่อราว 600 ปีก่อน เคยเกิดคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรอินเดียถล่มประเทศไทยและอินโดนีเซียมาแล้ว และรุนแรงพอๆ กับเหตุการณ์เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2004 ทั้งนี้เป็นการศึกษาโดยใช้หลักฐานตะกอนดินทรายที่ถูกคลื่นยักษ์พัดพาเข้ามาทับถมกันอยู่ในชั้นของถ่านหินตามชายฝั่งทะเล

คลื่นยักษ์สึนามิในปี 2004 เกิดขึ้นเนื่องจากมีแผ่นดินไหวขนาดความรุนแรง 9.2 ริกเตอร์ ทำให้รอยเลื่อนซุนดราเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน โดยรอยเลื่อนดังกล่าวนี้มีความยาวถึง 1,500 กิโลเมตรและเป็นแนวคดเคี้ยวขึ้นไปทางตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้คนในสิบกว่าประเทศเสียชีวิตไปถึง 220,000 คน

รายงานการศึกษาคราวนี้ ซึ่งตีพิมพ์ใน "เนเจอร์" วารสารทางวิทยาศาสตร์ชื่อดังของอังกฤษ ระบุว่า ทีมนักวิจัยสองทีมได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ตามแนวชายฝั่งของอินโดนีเซียและไทย โดยค้นหาแผ่นตะกอนดินทรายที่ถูกคลื่นสึนามิในอดีตพัดพาเข้ามาบนแผ่นดินและตกตะกอนทับถมกันในสภาพเดิมโดยไม่ถูกทำลาย พวกเขาพบตัวอย่างแผ่นตะกอนดินทรายล้ำค่าดังกล่าว โดยขุดหาจากบริเวณหนองบึงต่างๆ และตามร่องระหว่างสันทรายซึ่งมีถ่านหินร่วนจำนวนมาก จากนั้นนำแผ่นตะกอนดินทรายมาคำนวณหาอายุจากคาร์บอนที่อยู่ในอินทรียวัตถุ

ทั้งนี้ พื้นที่สำรวจในอินโดนีเซียกินอาณาบริเวณราว 2 กิโลเมตรบริเวณตอนเหนือของเมืองมิวลาบอห์ ในจังหวัดอาเจะห์ ทางเหนือสุดของเกาะสุมาตรา ซึ่งในปี 2004 มีข้อมูลบันทึกว่าเกิดคลื่นยักษ์ความสูงถึง 35 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ส่วนพื้นที่สำรวจในไทยอยู่ที่เกาะพระทอง อยู่ห่างจากภูเก็ตไปทางเหนือราว 124 กิโลเมตร และเป็นจุดที่มีคลื่นยักษ์สูงถึง 20 เมตรในปี 2004

ทีมวิจัย พบว่า แผ่นตะกอนดินทรายที่สุมาตรามีอายุอยู่ในช่วง ค.ศ.1290-1400 ส่วนแผ่นตะกอนดินทรายในไทยมีอายุอยู่ในราว ค.ศ.1300-1450 ช่วงอายุที่ใกล้เคียงกันเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าตะกอนดินทรายทั้งสองบริเวณถูกพัดพาเข้ามาในแผ่นดินพร้อมกับคลื่นยักษ์สึนามิก่อนหน้าเหตุการณ์ในปี 2004

นอกจากนั้น ทีมนักวิจัยชาวอินโดนีเซียยังพบแผ่นตะกอนดินทรายที่มีอายุเก่ากว่านั้น คือ ช่วงราว ค.ศ.780-900 ทว่าพบหลักฐานลักษณะเดียวกันนี้ในไทยน้อยมากจนไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ ในขณะที่ทีมนักวิจัยของไทยกลับพบแผ่นตะกอนดินทรายที่มีอายุราว 2,200 ปี

สไตน์ บอนเดวิค นักธรณีวิทยาชาวนอร์เวย์ ให้ความเห็นว่า จำเป็นต้องมีการยืนยันข้อสรุปของงานศึกษาเหล่านี้ด้วย กล่าวคือ อาจต้องใช้เวลาถึง 600 ปีจึงจะเกิดการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในระดับที่รุนแรงเท่ากับเหตุการณ์เมื่อปี 2004 อีกครั้ง

เขากล่าวอีกว่า หากมีข้อสรุปว่าเหตุการณ์มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากแล้ว ย่อมมีนัยอย่างสูงต่อการวางแผนพื้นที่เมืองและชายฝั่งด้วย เพราะ "ประชาชนในบริเวณดังกล่าวจะคำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ของการอาศัยอยู่ใกล้กับทะเลมากกว่าความเสี่ยงจากหายนภัยสึนามิซึ่งจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกไปหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องลงทุนหรือรักษาระบบเตือนภัยสึนามิไว้ ถ้าหากว่าอีกนานมากจึงเกิดเหตุซ้ำอีก"

ส่วนทีมนักวิจัยในอาเจะห์ซึ่งนำโดยแคตริน โมเนคเก แห่งมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก สหรัฐฯ บอกว่า หายนภัยที่เกิดขึ้นในอดีตอันไกลโพ้นมีแนวโน้มจะเลือนหายไปจากเรื่องเล่าของชาวบ้านที่บอกเล่าต่อๆ กันมา

แต่สำหรับผู้คนหลายพันคนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ กับเกาะเซเมอูลูกลับรอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิในปี 2004 มาได้ เพราะก่อนหน้านี้คนท้องถิ่นรุ่นก่อนเคยเผชิญกับเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 1907 มาแล้ว พวกผู้ใหญ่ทั้งหลายจึงพากันสอนลูกหลานต่อๆ กันมาว่า ถ้าหากรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหวเมื่อไร ให้รีบหนีขึ้นไปยังที่สูงโดยเร็วที่สุด และปรากฏว่าคำสอนนี้ได้กลายเป็นระบบเตือนภัยสึนามิ "แบบธรรมชาติ" อย่างดีทีเดียว
Share:

แผ่นดินไหว พายุเข้า เสียงเตือนที่ต้องตั้งใจฟัง


มาถึงปัจจัยล่าสุด ที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ คนที่เคยเอ่ยเตือนเรื่องการเกิดสึนามิในประเทศไทยมาก่อน จนสร้างกระแสฮือฮาเป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์ล่าสุด ก็คือ คำเตือนเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในงานเสวนาร่วมกับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่ากทม. , ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหวและการสั่นสะเทือน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

ซึ่งได้พูดถึงปัญหาเรื่องการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดมานานแล้วนั้น ว่าอาจเป็นสาเหตุสำคัญ อันจะทำให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ แบบฉับพลัน สืบเนื่องมาจากผลกระทบโดยตรงจากรอยเลื่อนของแผ่นดิน 2 รอย ก็คือ รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ที่จังหวัดกาญจนบุรี

หากเกิดแผ่นดินไหวซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง เชื่อว่าจะส่งผลให้เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์แตก ทำให้น้ำปริมาณกว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลทะลักเข้าสู่ จ.ราชบุรี จ.นครปฐม และเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างไม่มีอะไรหยุดยั้งได้

และสาเหตุอีกประการที่กล่าวถึงก็คือ เมื่อบวกกับสภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดพายุไซโคลนอย่างพายุนาร์กีส ที่ไม่เคยมีประวัติว่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้สาหัสสากรรจ์เช่นนี้ ก็ได้เกิดขึ้นแล้วนั้น ถือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าอนาคตการเกิดขึ้นของพายุลูกต่อๆ ไป อาจจะมีกำลังการทำลายล้างได้รุนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ทั้งนี้ ดร.สมิทธ ก็ได้ทำนายไว้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมนี้ แต่อาจจะเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่เข้าพัดถล่มประเทศไทยจากทางด้านอ่าวไทย ไล่ตั้งแต่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี และ จ.เพชรบุรี ซึ่งจะทำให้เกิดปรากฏการณ์สตรอม เสิร์ก (Storm Surges) หรือน้ำทะเลยกตัวสูงขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น

และปรากฏการณ์ที่ว่านี้ ก็จะทำให้น้ำทะเลไหลขึ้นมาถึงบริเวณปากอ่าวเจ้าพระยา เข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ โดยกว่าจะไหลย้อนกลับลงสู่ทะเลอีกครั้งได้ ก็คงต้องใช้เวลานานถึง 2-3 สัปดาห์ อันจะนำมาซึ่งความเสียหายทางเศษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

เส้นทางคมนาคมจะไม่สามารถใช้งานได้ รถไฟฟ้าใต้ดินอาจเป็นอัมพาต ผู้คนในเมืองหลวงจะพบกับวิกฤติการณ์แบบที่เคยเห็นในข่าวภาคค่ำ หลายชีวิตต้องลอยคอรอความช่วยเหลือ

และที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดและได้กล่าวเตือนออกมาก็คือ หากน้ำท่วมเหนือคลองประปา จะทำให้ประชาชนไม่มีน้ำในการอุปโภคบริโภค จนอาจเกิดเป็นกลียุคฉุกเฉิน
Share:

แผนที่โลกใหม่ หลังจากน้ำท่วมโลก พ.ศ.2563


ผู้ที่ทำแผนที่ขึ้นมาคือนาย Gordon-Michael Scallion มี Web Site ชื่อว่า earthchanges.com นายคนนี้แกเป็นผู้หยั่งรู้อนาคต (futurist) มีญาณทัศนะ(Spiritual Visionary) คือมองเห็นอนาคตด้วยญาณ มีความแม่นยำมาก(ตามที่ Web site ของแกกล่าวอ้าง) จบการศึกษาท่างด้านอิเลคทรอนิคส์(ไม่ได้บอกว่าระดับไหน) ในปี 1979 เคยเกือบตายมาแล้วแต่กลับฝื้นขึ้นมาได้ในที่ หลังจากนั้นก็พบว่าได้รับพรสวรรค์ในเรื่องของการหยั่งรู้อนาคต โดยบางสิ่งที่เขาทำนายถูกต้องก็ได้แก่ เหตุการณ์เกิดแผ่นดินไหวใน ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2535, แผ่นดินไหวใน แลนเดอร์ส (Landers) และ บิกเบียร์ (Big bear) แคลิฟอร์เนีย เมื่อ 17 มกราคม 2537 และแผ่นดินไหวที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2538 เป็นต้น

แผนที่นี้ ภายใต้ชื่อ Future Map Of The World ถูกสร้างขึ้นเนื่องจากเมื่อปี 1978 (พ.ศ. 2521) นาย Gordon ได้มองเห็นภาพอนาคตของโลกเป็นครั้งแรก โดยก็มองเห็นตัวเอง อยู่สูงขึ้นไปในอวกาศแล้วมองกลับลงมาบนโลก หลังจากนั้นอีกหลายปีก็เห็นภาพเดิมอีกครั้ง ทำให้เข้าสามารถสร้าง แผนที่โลกในอนาคตขึ้นมาและพิมพ์ในปี พ.ศ.2525 โดยนาย Grodon เชื่อว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในระหว่างปี 1998-2020(พ.ศ.2541-พ.ศ.2563) โดยเหตุการณ์จะเกิดจากต้นเหตุสำคัญคือแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดอันเนื่องมาจาก แผ่นทวีปของเปลือกโลกเคลื่อน โดยสภาพการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในแต่ละพื้นที่ดังนี้

เอเชีย -- เนื่องจากมีวงแหวนไฟ(Ring of Fire)ผ่าน Asia (แนวเขตรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก(Plate boundary) โดยส่วนแนวเขตนื้เรียกว่า riff ) ทำให้เป็นเขตเกิดแผ่นดินไหวสูง ยังผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเขตนี้ โดยจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ตั้งแต่ ฟิลิปปิน ญี่ปุ่น ไปจนถึงทะเลแบริ่ง(เป็นช่องแคบอยู่ระหว่างรัฐอะแลสกา กับรัสเชีย) รวมทั้งหมู่เกาะคูรินและเกาะแซคาลิน(เป็นของรัสเชีย อยู่ใกล้กับ ฮอกไกโด ญี่ปุ่น) เนื่องมาจากแผ่นแปซิฟิกเคลื่อน(Pacific Plate shift)ไป 9 องศา เกาะญี่ปุ่นจะจมเหลือไวเพียงแค่ 2-3 เกาะเล็กๆเท่านั้น ไต้หวัน และเกาหลีส่วนใหญ่จะหายไปในทะเล และด้วยเหตุที่แผ่นโลกเคลื่อนตัวนี้ แนวฝั่งของจีนจะเลือนร่นเข้าไปในแผ่นดินใหญ่หลายร้อยไมล์ เหลือประมาณแถบธิเบต อินโดนีเซียจะถูกทำลาย ถึงแม้ว่าจะมีเกาะใหม่เกิดขึ้นมาด้วยก็ตาม ฟิลิปปินส์จะถูกกลืนหายลงไปในทะเลโดยสิ้นเชิง เอเซียจะได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งนี้ และจะมีแผ่นดินใหม่เกิดขึ้นด้วย
สิ่งที่ความพิจารณาจากคำทำนายนี้ก็คือ เอเชียอยู่บน 3 แผ่นทวีปคือ 1.แผ่นฟิลิปปิน 2.แผ่นอินโด-ออสเตรเลียน 3.แผ่นยูเรเซียน(ไทย - จีน อยู่บนแผ่นนี้) บริเวณที่ไทยและจีนอยู่เป็นเขตแผ่นดินยกตัวดังนั้นหากเกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นจริงน่าจะเป็นไปในทางที่ทำให้แผ่นดินยกตัวสูงขึ้นมากกว่า โดยที่แผ่นแปซิฟิกที่ว่าเคลื่อนไป 9 องศานั้น ทิศทางการเคลื่อนที่ตามปกติก็จะเคลื่อนที่ในทิศทาง มุดตัวลงใต้แผ่นทวีป ยูเรเซียน บริเวณ ประเทศญี่ปุ่นและมุดตัวลงใต้แผ่นฟิลิปปิน และ แผ่นอินโด-ออสเตรเลียนมุดตัวใต้แผ่นยูเรเซียนบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งการมุดตัวดังกล่าวจะทำให้ทวีปยกตัวขึ้น ข้อพิสูจน์นี้ก็ได้แก่ที่ราบสูงทิเบต เทือกเขาหิมาลัย และ อีสานของไทย ซึ่งถูกยกตัวสูงขึ้นจากเมื่อ 60-20 ล้านปีก่อน สำหรับในส่วนของประเทศอื่นๆขออนุญาตไม่วิจารณ์นะครับ แต่จะเอามาให้ดูและคิดกันเอาเอง




ออสเตรเลีย -- จะสูญเสียแผ่นดินไปประมาณ 25 เปอร์เซ็น จากน้ำท่วนชายฝั่นทั้งหมด ยกเว้นจะเกิดแผ่นดินบริเวณช่องแคบบาสส์เชื่อมเข้ากับเกาะทาสเมเนีย และเกิดแผ่นดินใหม่ขึ้นนอกชายฝั่ง
นิวซีแลนด์ -- นิวซีแลนด์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น บางส่วนจะเชื่อมเข้ากับแผ่นดินเก่าออสเตรเลีย ทั้งสองแผ่นดินจะเชื่อมต่อเป็นแผ่นดินเดียวกันด้วยคอคอด ทั้งนี้เกิดจากการยกตัวขึ้นของแผ่นดินและการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งจะทำให้นิวซีแลนด์เดิมกลายเป็นตินแดนห่างไกลจากทะเล



แอฟริกา -- จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน แม่น้ำไนส์จะกว้างขวางกว่าเก่ามาก ต้วยทิศทางของแม่น้ำไนส์เส้นทางใหม่จะวิ่งจากทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยมตรงปากแม่น้ำไนส์ผ่านพื้นที่ประเทศซูดาน เส้นทางสายน้ำใหม่ของแอฟริกาจะเหมือนตัว "Y" วางอยู่บนทวีป โดยมีฐานตั้งในแนวตั้งอยู่บนเมืองเคปทาวน์(ต้นกำเนิดแม่น้ำอยู่ที่เคปทาวน์) ทะเลแดงจะขยายกว้างออกทำให้ ไคโรจมหายไปในทะเล เกาะมาดากัสการ์เกือบทั้งหมดจะจมลงในทะเล เกิดแผ่นดินใหม่ในทะเลอาหรับ บริเวณตอนใต้ของโอมาน และจะมีแผ่นดินขนาดใหญ่เกิดขึ้นบริเวณทางเหนือและตะวันตกของเคปทาวน์ ทะเลสาบวิคทอเรียจะรวมเข้ากับทะเลสาบนยาซาใหลลงสู่มหาสมุทรอินเดีย


อเมริกาใต้ -- เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นอย่างมาก รวมถึงแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ผลกระทบครอบคุมไปทั่ว เวนิซูเอลา โคลัมเบีย และบราซิล จะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ลุ่มน้ำอะเมซอนจะกลายเป็นทะเลใน(ทะเลปิดอยู่ภายในแผ่นดินเหมือนทะเลสาปสงขลา) เปรูและ โบลิเวีย จะถูกน้ำท่วม ซานวาดอร์ เซาเปาโล ริโอดอร์จาเนโร และบางส่วนของ อุรุกรัย จะจมหายไปในทะเล เหมือนกับ หมู่เกาะฟอล์คแลนด์ และเกิดทะเลปิดอีกแห่งที่ตอนกลางของประเทศเาร์เจจนตินา เกิดแผ่นดินขนาดใหญ่ขึ้นทางตะวันตกของทวีปแถวชิลีรวมทั้งทะเลปิดอีกแห่งด้วย


อเมริกาเหนือ --

แคนาดา -- อ่าวฮัทสันจะขยายตัวออกเป็นทะเลปิดภายในแผ่นดิน บางส่วนของตะวันตกเฉียงเหนือจะถอยร่นเข้ามาในแผ่นดิน 200 ไมล์ พื้นที่ในควิเบก ออนตาริโอ มานิโตบา ซาสแกนเซวัน แอลเบอร์ตา จะกลายเป็นศูนย์กลางผู้ที่รอดพ้นหายนะระหว่างการเปลี่ยนแปลงในตอนต้น ผู้อพยพจะมาจาก บริติสโคลัมเบีย และ อะลาสกา

สหรัฐอเมริกา -- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกนี้จะเริ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกาก่อน โดยแผ่นทวีปอเมริกาเหนือเกิดการโก่งตัว สร้างหมู่เกาะแคลิฟอร์เนียขึ้น 150 เกาะ ในที่สุด จากขบวนการเพลทเทคโทนิก(tectonic plate-ขบวนการที่ทำให้แผ่นเปลือกโลกแผ่นหนึ่งมุดตัวลงไปใต้อีกแผ่นหนึ่ง) ซึ่งทำให้เกิกแนวโก่งตัวและรอยแยกซึ่งก่อให้เกิดอุทกภัยทำให้ ฝั่งทะเลด้านตะวันตกหดลงไปทางตะวันออกสู่รัฐเนเบรสกา ไวโอมิงและ โคโลราโด ทะเลสาบ เกรทเลค(ประกอบด้วยทะเลสาบสุพิเรียม,ฮุรอน,มิชิแกน,อิรีและออนแตริโอ) และแม่น้ำเซนต์ลอเรนซ์จะเชื่อมต่อเข้ากับแม่น้ำมิสซิสซิป ไหลลงสู่อ่าวแมกซิโก

แมกซิโก -- แนวชายฝั่งของแมกซิโกจะถูกน้ำท่วมเข้ามาถึงในแผ่นดิน เม็กซิโกจะสูญเสียแผ่นดินไป 30 เปอร์เซ็น คาบสมุทรแคลิฟอร์เนีย จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะ ส่วนใหญ่ของยูคาทาน พีนิซูลาจะหายไปในทะเล ภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวจะเกิดต่อเนื่องยาวนานถึง 25 ศตวรรษ

อเมริกากลางและคาริเบียน -- อเมริกากลางจะเกิดอุทกภัยและมีจำนวนเกาะลดน้อยลง ที่สูงกว่า 500 เมตรเท่านั้นที่ปลอดภัย จะมีเส้นทางน้ำใหม่เกิดขึ้นจากอ่าวฮอนดูรัสไปออกที่ เอลซัลวาดอร์ ส่วนคลองปานามาจะกลายเป็นคลองตัน


ยุโรป -- ตอนเหนือของยุโรปส่วนใหญ่จะจมลงสู่ทะเลซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก(ด้วย tectonic plate) นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และเดนมาร์ค จะถูกน้ำท่วม ทิ้งไว้เพียง เกาะเล็กๆนับร้อยเกาะ ส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)จากสกอต์แลนด์ถึงช่องแคบจมหายไปในทะเล เหลือเพียง 2-3 เกาะเล็กๆขนาดประมาณหมู่เกาะเซตแลนด์(อยู่ทางตอนเหนือของเกาะอังกฤษ) ลอนดอนและเบอร์มิงแฮมจะเหลือกลายเป็นเกาะ อิรีแลนด์จะจมลงทะเลยเว้นที่สูงเท่านั้น

รัสเซีย จะแยกออกจากยุโรป โดยเกิดเป็นทะเลขนาดใหญ่แห่งใหม่โดยรวมเอาทะเลแคสเบียน ทะเลดำ ทะเลาคารา ทะเลบอสติก เข้าด้วยกัน ทะเลใหม่ซึ่งแบ่งถูกแบ่งโดยเทือกเข้าอูราล จะยืดยาวไปจดแม่น้ำเยนิเซในไซบีเรีย ทำให้มีอุณหภูมิอบอุ่นขึ้นและเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้กับยุโรป ทะเลดำจะรวมกับทะเลตอนเหนือทิ่งบัลแกเรียและโรมาเนียไว้ใต้น้ำ ดินแดนตั้งแต่โปแลนด์จนถึงตุรกีจะได้ความไม่สงบครั้งยิ่งใหญ่ สงครามศาสนาจะอุบัติขึ้น และจบลงด้วยความบริสุทธิ์ของแผ่นดินโดยไฟและน้ำ ตุรกีด้านตะวันตกจะจมอยู่ในน้ำเกิดแนวชายฝั่งใหม่จาก อีสตันบูลถึงไซปรัส ส่วนใหญ่ของยุโรปกลางจะถูกน้ำท่วม แผ่นดินส่วนใหญ่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลบอลติกจะสูญหาย ส่วนใหญ่ของสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่สองจมลงสู่ใต้ทะเล ก่อให้เกิดเกาะเล็กๆขึ้น

ฝรั่งเศสส่วนใหญ่จมน้ำ เหลือไว้แค่เกาะในบริเวณเมืองรูออง,แปปิญอง ส่วนปารีสจมน้ำ เหลือแค่ยอดของหอไอเฟล ทางน้ำใหม่จะแยกสวิสเซอร์แลนด์ออกจากฝรั่งเศส อิตาลีจะจมน้ำ เวนิส,เนเปิล,โรม และ เจนัวจะถูกกลืนลงทะเล แต่นครรัฐวาติกันจะปลอดภัยเนื่องจากย้ายไปอยู่ที่สูงกว่า แผ่นดินที่สูงๆจะคงเหลือเป็นเกาะ แผ่นดินใหม่จะเกิดขึ้นทอดยาวจากเกาะซิซิลีจนถึงเกาะซาร์ดิเนีย

อธิบายพิเศษ ประเทศไทย
ประเทศไทยเหลือแค่ภาคเหนือ และ ภาคอีสานบางส่วน ภาคใต้จมลงไปในทะเลหมดพร้อมด้วย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ เพรชบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ตาก จะเป็นชายฝั่งทะเล ส่วนภาคอีสานติกกับแม่น้ำโขง ภาคอีสานเสียจังหวัด อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร นครพนม หนองคาย จมทะเล แม่น้ำโขงจะเปลี่ยนจากแม่น้ำเป็นทะเล
รายชื่อเมืองที่จะจมอยู่ใต้น้ำ ประมาณ พ.ศ.2563
คาดเดาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ฟ สหรัฐอเมริกา น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมืองที่อยู่ริมชายฝัง,เกาะ,เมืองที่มีแม่น้ำไหลผ่าน อาจจมน้ำได้
อเมริกาเหนือ
1.นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 24,857,000 คน
2.ฟิลาเดนเฟีย สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 7,452,300 คน
3.ลอส แอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ประชากรประมาณ 16,927,620 คน
4.โทรอนโต แคนาดา ประชากรประมาณ 9,258,400 คน
5.ออสตาวา แคนาดา ประชากรประมาณ 12,638,450 คน
6.ฮาวานา คิวบา ประชากรประมาณ 7,524,000 คน
อเมริกาใต้
7.การากัส เวเนซุเอรา ประชากรประมาณ 12,856,000 คน
8.บัวโนสใฮเรส อาร์เจนตนา ประชากรประมาณ 5,492,000 คน
9.โบโกตา โคลอมเบีย ประชากรประมาณ 14,584,900 คน
10.เซาเปาลู บราซิล ประชากรประมาณ 8,243,000 คน
11.ซาติเอโก ชิลี ประชากรประมาณ 11,859,200 คน
ยุโรป
12.ลอนดอน อังกฤษ ประชากรประมาณ 18,672,000 คน
13.เฮงซิงกิ ฟินแลนด์ ประชากรประมาณ 7,473,600 คน
14.ปารีส ฝรั่งเศส ประชากรประมาณ 17,253,000 คน
15.สตอสโฮร์ม สวีเดน ประกรประมาณ 12,854,000 คน
16.อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ประชากรประมาณ 8,967,000 คน
17.ดับลินไอร์แลนด์ 4,982,400 คน
เอเชีย
18.โตเกียว ญี่ปุ่น ประชากรประมาณ 34,749,000 คน
19.นางาซากิ ญี่ปุ่น ประชากรประมาณ 21,746,450 คน
20.โซล เกาหลีใต้ ประชากรประมาณ 9,255,000 คน
21.ไทเป ใต้หวัน ประชากรประมาณ 18,792,000 คน
22.เซี่ยงไฮ้ จีน ประชากรประมาณ 16,482,900 คน
23.ฮ่องกง จีน ประชากรประมาณ 17,784,000 คน
24.ฮานอย เวียดนาม ประชากรประมาณ 15,644,200 คน
25.กรุงเทพมหานคร ไทย ประชากรประมาณ 11,584,700 คน
26.สิงคโปร์ซิตี้ สิงคโปร์ ประชากรประมาณ 3,257,000 คน
27,ย่างกุ้ง พม่า ประชากรประมาณ 4,922,000 คน
ออสเตรเลีย
28.ซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย ประชากรประมาณ 18,351,400 คน
29.วิกตรอเรีย ออสเตรเลีย 8,445,000 คน
30.เวงลิงตัน นิวซีแลนด์ ประชากรประมาณ 4,799,520 คน
Share:

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นอสตราดามุส 2012 นอสตราดามุสแห่งบัลแกเรีย ทำนายชะตาโลก ถึงปี 3797

และต่อไปนี้คือคำทำนายถึงโลกในอนาคต

2008 - ผู้นำ 4 ประเทศถูกลอบสังหาร กรณีพิพาทในอินโดสถาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3
2010 - เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3 ( พฤศจิกายน 2010 - ตุลาคม 2014 ) ตอนแรกก็ใช้อาวุธธรรมดา ต่อมาก็ตามด้วยนิวเคลียร์และอาวุธเคมี การนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ ทำให้ซีกโลกเหนือ จะไม่เหลือทั้งพืชและสัตว์ จากนั้นพวกมุสลิม จะใช้อาวุธเคมีเข้าจัดการกับชาวยุโรปที่ยังหลงเหลืออยู่ ผู้คนจะป่วยเป็นฝีหนองและมะเร็งผิวหนังกันมากจากผลของอาวุธเคมี
2016 - ยุโรปแทบจะร้างผู้คน
2018 - จีนเป็นมหาอำนาจของโลกรายใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา กลับกลายจากประเทศผู้ถูกกดขี่ มาเป็นผู้กดขี่เสียเอง
2023 - วงโคจรของโลกเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
2028 - เกิดแหล่งพลังงานใหม่ (คาดว่า น่าจะเป็น เทอร์โมนิวเคลียร์ รีแอ็คชั่น ) โลกเริ่มเอาชนะปัญหาความอดอยากได้ มนุษย์เริ่มเดินทางไปยังดาวศุกร์
2033 - น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
2043 - เศรษฐกิจโลกรุ่งเรือง มุสลิมปกครองยุโรป
2046 - มนุษย์ปลูกอวัยวะได้ทุกอย่าง การเปลี่ยนอวัยวะ เป็นวิธีการรักษาโรคที่ดีที่สุด
2066 - สหรัฐโจมตีกรุงโรมของพวกมุสลิมด้วยอาวุธใหม่ คืออาวุธสภาพอากาศ ซึ่งทำให้อากาศหนาวเย็นลง
2076 - สังคมไร้ชนชั้น (คอมมิวนิสต์)
2084 - ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู
2088 - เกิดโรคใหม่ โรคแก่ติดจรวด (แก่ในไม่กี่วินาที)
2097 - เอาชนะโรคแก่ติดจรวดได้
2100 - ดวงอาทิตย์เทียมให้แสงส่างกับโลกส่วนที่มืด
2111 - มนุษย์ กลายเป็นมนุษย์ไซบอร์ก (หุ่นยนต์มีชีวิต)
2125 - โลกได้รับสัญญาณจากอวกาศ
2130 - โลกไปตั้งอาณานิคมใต้น้ำ (จากคำแนะนำของมนุษย์ต่างดาว)
2164 - สัตว์ กลายเป็นสัตว์กึ่งมนุษย์
2167 - เกิดศาสนาใหม่
2183 - อาณานิคมบนดาวอังคารมีอาวุธนิวเคลียร์ และต้องการเป็นเอกราชจากโลก
2187 - โลกหยุดยั้งการระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ 2 ลูก
2195 - อาณานิคมใต้น้ำ เลี้ยงตัวเองได้โดยสมบูรณ์ ทั้งอาหารและพลังงาน
2196 - ชาวเอเชียผสมกับชาวยุโรปโดยสมบูรณ์
2221 - ในการติดตามหาชีวิตนอกโลก มนุษย์ต้องเจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัว
2256 - ยานอวกาศนำโรคร้ายกลับมายังโลก
2262 - วงโคจรของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ดาวหางเกือบชนดาวอังคาร
2273 - การผสมปนเปกันของคนผิวขาว ผิวเหลือง และผิวดำ ก่อเกิดเป็นคนสีผิวใหม่
2279 - พบพลังที่ไม่ได้มาจากอะไรเลย (คาดว่าอาจจะมาจากสภาพสูญญากาศ หรือไม่ก็หลุมดำ )
2288 - มีการเดินทางไปกับกาลเวลา การติดต่อครั้งใหม่กับมนุษย์ต่างดาว
2291 - ดวงอาทิตย์เริ่มเย็นลง มีความพยายามที่จะจุดมันขึ้นมาใหม่
2296 - เกิดระเบิดครั้งใหญ่บนดวงอาทิตย์ สถานีอวกาศและดาวเทียมเก่าเริ่มตก
2299 - ในฝรั่งเศสเกิดการจลาจลต่อต้านมุสลิม
2302 - เปิดกฏใหม่เรื่องความลับของจักรวาล
2304 - พบความลับของดวงจันทร์
2354 - เกิดความผิดพลาดกับดวงอาทิตย์เทียม ก่อให้เกิดความแห้งแล้ง
2371 - เกิดปัญหาความอดอยากครั้งใหญ่
2480 - ดวงอาทิตย์เทียม 2 ดวงชนกัน
3005 - สงครามบนดาวอังคาร
3010 - ดาวหางชนดวงจันทร์ เศษซากที่กระจาย พากันโคจรรอบโลก
3797 - ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเหลือบนโลก แต่มนุษย์ได้ไปวางสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตบนดาวดวงอื่นแล้ว

และนี่คือคำทำนายในดาวดวงใหม่ที่มนุษย์ไปตั้งถิ่นฐาน

3803 - A new planet is populated by little. Fewer contacts between people. Climate new planet affects the organisms of people - they mutate.
3803 - มีประชากรเพียงน้อยนิดบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ และไม่ค่อยมีการติดต่อกัน สภาวะบนดาวดวงใหม่นี้สร้างผลกระทบกับร่างกายมนุษย์ - ทำให้เกิดการกลายพันธุ์

3805 - The war between humans for resources. More than half of people dying out.
3805 - เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากรณ์ขึ้น ตายกันมากกว่าครึ่ง

3815 - The war is over.
3815 - สงครามจบ

3854 - The development of civilization virtually stops. People live flocks as beasts.
3854 - ดูเหมือนว่าการพัฒนาทางอารยธรรมจะชงักลง ผู้คนใช้ชีวิตราวสัตว์ป่า

3871 - New prophet tells people about moral values, religion.
3871 - ศาสดาใหม่ถือกำเนิดขึ้น สั่งสอนผู้คนในเรื่องศีลธรรมและศาสนา (พ.ศ. 4414)

3874 - New prophet receives support from all segments of the population. Organized a new church.
3874 - ศาสดาได้รับการสนับสนุนจากผู้คนทุกหมู่เหล่า จัดสร้างนิกายขึ้นมาใหม่

3878 - along with the Church to re-train new people forgotten sciences.
3878 - เมื่อนิกายใหมถือกำเนิด ผู้คนยุคใหม่ก็ลืมเรื่องวิทยาศาสตร์

4302 - New cities are growing in the world. New Church encourages the development of new technology and science.
4302 - เมืองต่างๆ เติบโตขึ้นบนโลก นิกายใหม่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

4302 - The development of science. Scientists discovered in the overall impact of all diseases in organism behavior
4302 - ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ภาพรวมของโรคทุกชนิด

4304 - Found a way to win any disease.
4304 - เจอทางกำจัดโรคทุกชนิด

4308 - Due to mutation people at last beginning to use their brains more than 34%. Completely lost the notion of evil and hatred.
4308 - ในที่สุดมนุษย์ก็ใช้สมองเกิน 34% ทำให้กำจัดความเกลียดชังออกไปจากใจได้

4509 - Getting to Know God. The man has finally been reached such a level of development that can communicate with God.
4509 - ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น มนุษย์พัฒนาถึงขั้นที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้

4599 - People achieve immortality.
4599 - มนุษย์เข้าถึงความเป็นอมตะ

4674 - The development of civilization has reached its peak. The number of people living on different planets is about 340 billion. Assimilation begins with aliens.
4674 - อารยธรรมถูกพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุด ประชากรรวมๆ ในทุกๆ ดาวอยู่ที่ 340 พันล้านคน เริ่มมีการรวมเผ่าพันธุ์กับเอเลี่ยน

5076 - A boundary universe. With it, no one knows.
5076 - สู่สุดขอบจักรวาล ที่ซึ่งหามีผู้ใดรู้จักไม่

5078 - The decision to leave the boundaries of the universe. While about 40 percent of the population is against it.
5078 - เกิดการตัดสินใจก้าวข้ามขอบจักรวาล ในขณะที่ผู้คน 40% ไม่เห็นด้วย

5079 - End of the World.
Share:

คำนายนอสตราดามุส, ชีวประวัติบุคคลสำคัญในอดีต

นอสตราดามุส เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิว เกิดวันที่ 14 ธ.ค. ค.ศ.1503 ที่เมืองแซงต์ เรมี ในครอบครัวที่มีอันจะกิน พ่อชื่อชาคส์ แม่ชื่อเรอเน่

นอสตราดามุสเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ เพราะสนิทกับคุณปู่และคุณตาที่เป็นถึงแพทย์หลวง เขาจึงมีความรอบรู้เก่งกล้าในหลักวิชาแขนงต่างๆ มีความรอบรู้มากกว่าเด็กร่วมยุคในวัยเดียวกัน รอบรู้ทั้งวรรณคดีคลาสสิค ประวัติศาสตร์ การแพทย์ สมุนไพร ฯลฯ ปัจจุบันนี้ผู้คนจะรู้จักนอสตราดามุสในฐานะนักพยากรณ์เอกของโลก แต่ความจริงแล้วเขาเป็นถึงแพทย์ปริญญา เภสัชกร นักสมุนไพร นักโภชนาการ นักคิดนักปฏิรูป นักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ชีวิตของเขาฝ่ามรสุมมาอย่างโชกโชน


นอสตราดามุสจบแพทย์ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยต์ ปี 1525 เขาเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับวิชาการแพทย์ที่เก่าคร่ำครึ เช่น การไม่ยอมทำความสะอาดแผลของผู้ป่วย เพราะกลัวว่าเป็นการล้างบาป ซึ่งความคิดดังกล่าวทำให้ยุโรปยุคศตวรรษที่ 16 ตกอยู่ในช่วงการระบาดของเชื้อโรคมากมาย

ในปี ค.ศ.1537 โรคระบาดแพร่ระบาดมาถึงเมืองอายีน คนตายกันเป็นเบือ และขณะที่นอสตราดามุสเดินทางไปรักษาคนป่วยอย่างเหน็ดเหนื่อย เขากลับมาบ้านและพบว่าภรรยาและลูกของเขาติดเชื้อกาฬโรคเสียแล้ว เขาพยายามทุกวิถีทางแต่ก็สายเกิ

หลังจากที่ลูกเมียตาย นอสตราดามุสก็เข้าสู่ช่วงตกต่ำที่สุด นอกจากจะเสียใจที่สูญเสียคนรักแล้ว ชาวเมืองอายีนก็หมดศรัทธา ไม่ยอมเชื่อถือในวิชาแพทย์และการรักษาของเขาอีกต่อไป และคราวนี้นอสตราดามุสก็ทำอะไรไม่ถูกใจคนไปเสียหมด โดยระหว่างที่เขาเดินผ่านไปเห็นคนงานกำลังหล่อรูปพระแม่มารีอยู่นั้น เขาก็แหย่เล่นว่า “กำลังหล่อรูปปีศาจใช่ไหม” เพียงเท่านั้นนอสตราดามุสก็ถูกตราหน้าว่าไม่เคารพพระแม่มารี ทั้งยังถูกเจ้าหน้าที่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วย

ในที่สุดนอสตราดามุสจึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองอายีน หลบหนีพวกกรรมการสอบสวน เร่ร่อนไปทั่วยุโรปตอนใต้และตะวันตกอยู่ 6 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้เขาเสาะแสวงหาสัจธรรมของชีวิต และในที่สุดเขาก็ใช้วิธีอ่านเหตุการณ์ล่วงหน้า ให้กลายเป็นมิติภาพในจิตทัศน์ของเขาได้ เขาเสียชีวิตวันที่ 1 ก.ค. 1566 ด้วยโรคเกาต์

คำพยากรณ์ของนอสตราดามุสที่ถูกต้องและเลื่องชื่อมากคือเขาเห็นบาทหลวงฟรานซิส ที่พบกันโดยบังเอิญ และพยากรณ์ว่าบาทหลวงผู้นี้จะเป็นองค์สันตปาปาในอนาคต ซึ่งตอนนั้นคนอื่นหัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก เพราะบาทหลวงผู้นี้ไม่โดดเด่นเลย พื้นเพยังเป็นคนต่ำต้อยอีกด้วย นอกจากนี้คำพยากรณ์ว่าพระเจ้าอังรีที่ 2 จะสวรรคตด้วยการประมือกับคนหนุ่ม ก็เป็นจริง ภายหลังพระเจ้าอังรีที่ 2 ภายระหว่างการประลองยุทธ์กับนักรบหนุ่มในกองทหารสกอตรักษาพระองค์ ส่วนเหตุการณ์ยุคหลังๆที่ตรงได้แก่ การลอบสังหารประธานาธิบดีเคเนดี้ และโรเบิร์ต เคเนดี้ การระเบิดของยานอวกาศชาเลนเจอร์ สงครามอ่าวเปอร์เซีย ฯลฯ ซึ่งเขาทำนายไว้ถึงปี 2000
Share:

นอสตราดามุสหรือ มิเชล เดอ นอสตราดาม (Michel De Nostradame)


นอสตราดามุส หรือ มิเชล เดอ นอสตราดาม (Michel De Nostradame) เป็นแพทย์ และโหราจารย์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส เชื้อสายยิว เกิดวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1503 ที่เมืองแซงต์ เรมี ในครอบครัวนายทะเบียนผู้รุ่งเรืองของเมือง นอสตราดามุสจบการศึกษาด้านการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยมองต์เปลีเยร์ ปี ค.ศ. 1525 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ 1566 ด้วยโรคเกาต์


นอสตราดามุส เป็นชาว ฝรั่งเศส มีชื่อเต็มว่า “มิเชล เดอ นอสเตรอดัม (Michel de Nostredame) ” ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่าเป็น “ราชาโหรโลก” หรือ “ปรมาจารย์แห่งโหราศาสตร์เอกของโลก” นี้โดยทั่วไปผู้คนรู้จักเขาในชื่อที่เป็นภาษาละตินว่า “นอสตราดามุส” (NOSTRADAMUS) เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1503 ตามแบบปฏิทินจูเลียนโบราณ ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1503 สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 (ค.ศ. 1498 - ค.ศ. 1515) ตามแบบปฏิทินเกรกอเรียน บ้านเกิดอยู่ที่ เมืองแซงต์ เรมี เดอ โปรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวของ “ช้าคส์ กับ เรอเน เดอ นอสเตรดัม” นายทะเบียนผู้รุ่งเรืองของเมือง

ปูมหลังชีวิตของนอสตราดามุส

1.พื้นฐานทั่วไป

นอสตราดามุส เกิดร่วมสมัยกับ มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther 1483-1546) ผู้นำแห่งศาสนาคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์

พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ชาวยิว ทุกคนให้เปลี่ยนศาสนาเดิมมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ เรียกว่า คริสเตียน โดยเข้ารับศีลจุ่ม (บัปติสมา) ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนระอุ ครอบครัวนอสตราดามุสไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ผู้นำของครอบครัวเป็นปัญญาชนรักชาติรักแผ่นดิน รักที่อยู่อาศัยมากกว่าที่จะเป็นพลเมืองชั้นสอง ที่ต้องคอยหลบลี้หนีภัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครอบครัวยิวในฝรังเศสจึงเลือกทางออกด้วยการรับศีลเข้ารีตเป็นคริสเตียน แต่ภายในบ้านก็ยังยึดถือปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อของยิวอย่างลับๆ มาโดยตลอด ชีวิตของนอสตราดามุสจึงเติบโตขึ้นมาในสภาพที่เคยชินต่อการซ่อนเร้นปกปิดสถานภาพที่แท้จริงของครอบครัวในสายตาชาวบ้านเรื่อยมา ด้วยการอยู่ภายใต้สภาวการณ์ดัวกล่าว ทำให้นอสตราดามุสเรียนรู้ชีวิตของการหลบหลีกหนีภัยมาตั้งแต่เด็ก มีสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดดีกว่ากาลิเลโอ ทั้งๆ ที่ผลงานของนอสตราดามุส ที่ชนชั้นกษัตริย์ และสาธารณชน รวมทั้งทั่วยุโรป รับรู้กันในสมัยนั้น มีลักษณะของการท้าทายและขัดต่อกฏเกณฑ์ของศาสนจักรมากกว่าของกาลิเลโอหลายเท่า

2.พื้นฐานครอบครัว

นอสตราดามุส มีความระแวดระวังภัยรอบตัว มาแต่อ้อนแต่ออก จึงทำให้เขารอดจากการจ้องจับผิดของเจ้าหน้าที่สังฆจักรโรมันคาทอลิกอยู่เรื่อยมา ชื่อนอสตราดามุสอยู่ในบัญชีดำ เป็นผู้ถูกเพ่งเล็งหมิ่นเหม่ต่อการถูกเรียกตัวเข้าคอกเป็นจำเลยเพื่อไต่สวนหลายครั้ง แต่ความเป็นนายแพทย์ที่สร้างคุณประโยชน์ อาจหาญรักษาเพื่อนร่วมชาติที่ล้มตายด้วยโรคระบาดตามหัวเมืองต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงความน่าสยอดสยองของโรคร้าย ความดีอันนี้ จึงมีส่วนช่วยเป็นเกราะกำบังภัยให้นอสตราดามุสเรื่อยมา

คุณปู่และคุณตาของนอสตราดามุส ชื่อ “ปีแอร์ เดอ นอสเตรดัม ”กับ “ฌอง แช็งต์ เดอ เรมี ” ต่างเป็น แพทย์หลวง (หมอหลวง) ในราชสำนักฝรั่งเศส ทั้งสองเป็นเพื่อนรักสนิทกัน ฝ่ายแรกมีลูกชาย “ช้าคส์” ฝ่ายหลังมีบุตรสาว “เรอเน” โตขึ้นก็จับคู่แต่งงานกลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน

3.พื้นฐานการศึกษา

เมื่อนอสตราดามุสมีอายุครบ 14 ปี คุณปู่ แนะนำให้เข้าเรียนต่อด้านศิลปศาสตร์ ที่เมืองอาวียอง แหล่งวิชาสำคัญของฝรั่งเศสยุคนั้น นอสตราดามุสศึกษาวิชาปรัชญา, ไวยากรณ์ และศิลปการพูด ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของพระ ยามว่านอสตราดามุสหนุ่มมักใช้เวลาหมดไปในห้องสมุด และที่แห่งนี้ นอสตราดามุสได้พบหนังสือหลายเล่มที่เขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องของไสยศาสตร์ผีสางและเวทมนตร์ รวมทั้งชีวประวัติของศาสดาพยากรณ์ ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งทำให้นอสตราดามุสเกิดความสนใจในวิชาโหราศาสตร์มากขึ้น มากเพียงพอที่จะพลักดันให้นอสตราดามุสค้นคว้าหลักการทำนายอนาคต การเรียนการสอนในยุคสมัยนั้น ศาสตร์ต่างๆ ถูกควบคุมภายใต้กฏเกณฑ์ของศาสนจักรอย่างเข้มงวด ทฤษฎีใหม่ข้อใดที่ขัดต่อคำสอนทางศาสนาจะถูกห้ามหรือให้ใช้สอนตามแนวที่สังฆจักรอนุมัติ อาจารย์ผู้สอนในยุคนั้นเมื่อกระทบเรื่องใดที่เป็นหัวข้อหมิ่นเหม่ มักจะหันเหไปสอนลูกศิษย์ในเรื่องอื่นๆที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับตนแทน การอภิปรายในชั้นเรียน นอสตราดามุส มักจะออกหน้าปกป้องความคิดใหม่ๆของตนเอง รวมทั้งความเชื่อในเรื่องโหราศาสตร์ มิหนำซ้ำยังยืนหยัดเชื่อใน “ทฤษฎีโคเปอร์นิคัส” นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส นอสตราดามุส มีความรู้แตกฉานด้านดาราศาสตร์ หรือจะด้วยพลังจิตทัศน์ที่แผงอยู่ในตัวมาก่อน นอสตราดามุสเชื่อและยืนหยัดปกป้องทฤษฎีโคเปอร์นิคัสดังกล่าว ก่อนหน้าที่กาลิเลโอจะเสนอทฤษฎีของตนในลักษณะเดียวกันเกือบ 100 ปี เสี่ยงต่อการถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์จากสังฆจักรในข้อหาสร้างทฤษฎีซาตานขึ้นมาขัดแย้งความเชื่อเดิม ลบหลู่ท้าทายคำสอนทางศาสนา ซึ่งในศตวรรษต่อมา กาลิเลโอได้ถูกจับไต่สวน และถูกจองจำหลายครั้งในข้อหาเดียวกัน
บิดาของนอสตราดามุส หัวเสียพร้อมผิดหวังที่ลูกชายคิดหันชีวิตมุ่งไปทางโหราศาสตร์ ด้วยคุณปู่ คนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจความปรารถนาของหลานชาย และเป็นผู้หาทางออกให้นอสตราดามุสได้อย่างแยบยล ปีแอร์แนะนำหลานชายให้ยึดถืออาชีพการแพทย์ควบคู่ไปกับการมุ่งศึกษาด้านโหราศาสตร์ คุณปู่เชื่อว่าคนทั้งโลกอาจจะไม่ยอมรับโหราจารย์ไปเสียทั้งหมด แต่ถ้าโหราจารย์ผู้นั้นเป็นหมอรักษาคนไปด้วย ความยอมรับของผู้คนในสังคมจะมีมากกว่า และที่ลึกไปกว่านั้น ทางออกที่แนะนำหลานชายไม่เพียงแต่วางรากฐานอนาคตของนอสตราดามุสให้มั่นคงเท่านั้น แต่ยังทำให้ตระกลูนอสเตรดัมมีผู้สืบสกุลแพทย์ การตัดสินใจเรียนแพทย์ของลูกชายทำให้ผู้พ่อคลายความขึ้งใจลงไปเป็นอันมาก ดังนั้น นอสตราดามุสจึงเข้าเรียนวิชาแพทย์ ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลีเยร์ ในปี ค.ศ. 1522 ด้วยวัยเพียง 19 ปี

ปี ค.ศ. 1525 นอสตราดามุส สอบผ่านจบหลักสูตร ได้ปริญญาบัตรการแพทย์จากมหาวิทยาลัยมองต์เปลีเยร์ พร้อมด้วยใบประกอบโรคศิลปทางแพทย์

กาฬฝากโรค

ในยุคสมัยนอสตราดามุสนั้น เกิดกาฬโรคระบาดร้ายแรงทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โรคระบาดทำให้ผู้คนเสียชีวิตดุจใบไม้ร่วง คนป่วยนอกจากจะได้รับความเจ็บปวดอย่างสาหัสแล้ว ยังได้รับการทรมานจากแผลที่เน่าแฟะเป็นหนอง ส่งกลิ่นเหม็นอบอวลไปทั่ว ถึงรักษาหายก็ยังฝากรอยแผลเป็นไว้ตามตัวและใบหน้า คนที่ถูกกาฬโรคเล่นงานในสมัยนั้น ไม่ต่างอะไรกับได้ตายไปแล้วทั้งๆ ที่มีชีวิตอยู่

นอสตราดามุสได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์แผนโบราณและสมุนไพร จากคุณปู่และคุณตา
ปี ค.ศ. 1529 โรคระบาดเริ่มทุเลาลดลง นอสตราดามุสหวนกลับมาติดตามความตั้งใจเดิมที่ตกค้างคาใจอยู่ อยากจะเผยแผ่ทฤษฎีการแพทย์ใหม่ให้แก่สถาบัน โดยนอสตราดามุสเข้าศึกษาต่อทำปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลีเยร์ แต่คราวนี้นอสตราดามุสหนุ่ม กลายเป็นแพทย์มืออาชีพชื่อดังไปเสียแล้ว วันที่มหาวิทยาลัยนัดสอบปากเปล่าเพื่อเข้าเรียนต่อนั้น มีประชาชนจำนวนมากแห่ไปยืนออเฝ้าดูการตอบโต้ของนอสตราดามุส ต่อคณะกรรมการ ราวกับมีงานมหรสพ นอสตราดามุสตอบโต้ข้อซักถามที่คณาจารย์ป้อนคำถามมาอย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด ตอบอย่างแตกฉานและแน่นหนาในวิชา แต่ละคำตอบไม่ใช่คำตอบแบบนักศึกษาตอบอาจารย์ทั่วๆไป แต่เป็นคำตอบที่มาจากประสบการณ์นอกตำราเป็นส่วนใหญ่ เป็นคำตอบที่ล้นเปี่ยมด้วยความรอบรู้ของแพทย์มืออาชีพที่มีผลงานจริงเป็นรากฐานรองรับ บางครั้งนอสตราดามุสโต้แย้งทฤษฎีการแพทย์เก่าที่ผิดๆ ด้วยข้อพิสูจน์ทางปฏิบัติ จนไม่มีอาจารย์คนใดกล้าโต้แย้งได้ ทำให้เป็นที่ประทับใจ คณบดีของคณะแพทย์ศาสตร์ ถึงกับมอบรางวัลพิเศษ รวมทั้งแหวนแพทย์ดีเด่นให้แก่นอสตราดามุส พร้อมตำแหน่งศาสตราจารย์ของคณะแพทย์ศาสตร์มองต์เปลีเยร์ ชีวิตนอสตราดามุสผันแปรมากลายเป็นอาจารย์ รับบทบาทสอนวิชาแพทย์อยู่ได้ 3 ปีก็เริ่มเกิดอาการเบื่อหน่ายร้อนวิชา จิตใจรุ่มร้อนกระวนกระวายไม่เป็นสุข อยากกระโจนออกสู่โลกที่กว้างไกลกว่านี้ นอสตราดามุส ต้องการอิสรภาพทางความคิด มาตรฐานวิชาแพทย์รูปแบบใหม่ที่นอสตราดามุสวางรากฐานไว้ระหว่างที่สอนที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลีเยร์เริ่มเวียนวนซ้ำซาก จนบางครั้งนอสตราดามุสสับสน ไม่รู้ว่าอันไหนเริ่มต้น อันไหนเป็นจุดลงเอย จึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย นอสตราดามุสมุ่งหน้าเลาะไปตามเมืองต่างๆที่รู้จัก และประสบความสำเร็จในวิชาชีพเมื่อครั้งรักษาโรคระบาด

ปี ค.ศ. 1534 ในที่สุดก็ปักหลักตั้งสำนักงานแพทย์ที่เมืองตูลูส เพียงไม่นานผู้คนในเมืองตูลูส และใกล้เคียงต่างรู้จักนอสตราดามุส มารับการรักษาก็มาก มาเพื่อคบค้าสมาคมเป็นเพื่อนก็หลาย ในจำนวนนี้ มี จูเลียส ซีซาร์ สคาลิงเจอร์ นักคิดนักปรัชญาชื่อดังแห่งเมืองอายอง รวมอยู่ด้วยโดยคบกันอย่างถูกอัธยาศัยจนกลายเป็นเพื่อนสนิท อายองเป็นเมืองที่มีอากาศดี มีแสงแดด แห้งไม่เปียกชื้น ในเวลาต่อมา นอสตราดามุสได้ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในเมืองนี้

คนหนุ่มโสดหน้าตาดีมีความรู้ดี มีอาชีพมั่นคง มีเกียรติในสังคมอย่างนอสตราดามุส ย่อมเป็นบุรุษเนื้อหอมของเมืองอายอง หญิงสาวในระดับไฮโซตระกูลร่ำรวยหลายคนอยากได้นอสตราดามุสเป็นคู่ครอง ในที่สุดนอสตราดามุสตัดสินใจสละโสดเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงสาวรวยทรัพย์มากเสน่ห์คนหนึ่งของเมือง โดยมีบุตรชายและบุตรสาวอย่างละหนึ่งคน นอสตราดามุสใช้ชีวิตช่วงนี้อย่างบรมสุขแวดล้อมด้วยสิ่งดีๆที่ประเสริฐเท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งจะถึงแสวงหามาได้ คบหาเพื่อนฝูงระดับปัญญาชนคอยป้อนอาหารทางความคิดในตอนกลางวัน มีภรรยาและลูกๆคอยหว่านพืชผลแห่งความรักอย่างอบอุ่นในตอนค่ำ ชีวิตของนอสตราดามุสในช่วง 3 ปีนั้น จึงเป็นชีวิตที่เหมือนตกอยู่ในฝันทั้งยามหลับและยามตื่น

ปี ค.ศ. 1537 โรคระบาดที่ทะลักมาจากเมืองอื่นเริ่มเข้ามาคุกคามเมืองอายอง มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านได้ยินเสียงล้อรถเก็บศพดังกระทบแผ่นหินบนถนนของเมืองทั้งกลางวันและกลางคืน นอสตราดามุสรวบรวมความรู้ประสการณ์ที่เคยมีมา ออกตระเวนรักษาคนป่วยอย่างเต็มกำลัง ทุกวันก่อนที่จะออกจากบ้านไปปราบโรคร้าย เขาต้องกล่าวอำลาลูกเมียเยี่ยงสามีที่ดีทั้งหลาย หาได้เฉลียวใจสักนิดไหมว่า ความวิบัติหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ตนกับครอบครัวของนอสตราดามุสอย่าน่าสะพรึงกลัว

คืนวันหนึ่ง นอสตราดามุสกลับมาถึงบ้าน พบลูกและเมียตัวเองมีอาการไข้ ตามใบหน้าและลำตัวเริ่มมีแผลพุพองของเชื้อกาฬโรค นอสตราดามุสเพิ่งรู้ว่าโรคร้ายได้กรายเข้ามาใกล้ตัวอย่างไม่คาดฝัน เทคนิคการแพทย์ทุกชนิดเท่าที่จะสรรหามาได้ในขณะนั้นถูกนำมารักษาภรรยาและลูกทั้งสองจนหมดสิ้น มือแพทย์ฉมังที่เคยรักษาคนไข้ให้หายจากโรคร้าย นับพันนับหมื่น พอถึงเวลาเข้าจริงๆ กลับรักษาคนใกล้ตัวอันเป็นที่รักไว้ไม่ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างรวดเร็วเหมือนถูกสวรรค์แกล้ง ภรรยาและลูกทั้งสองของนอสตราดามุสต้องจบชีวิตด้วยโรคร้ายในคราวนั้น

เหตุการณ์เศร้าสลดของนอสตราดามุส ทำให้ชาวเมืองอายอง แสดงธาตุแท้ของมนุษย์ออกมาด้วยการปฏิเสธ ไม่ยอมรับให้ความเชื่อถือในวิชาแพทย์ของนอสตราดามุสที่ใช้รักษาอีกต่อไป รวมทั้งญาติฝ่ายภรรยาผู้ทรงอิทธิพลในเมืองที่เสียใจกับการสูญเสียออกมาซ้ำเติม ทำให้เหตุการณ์เลวร้าวลงไปอีก อีกทั้งเพื่อนๆ ปัญญาชนที่เคยสนิท อย่างจูเลียส ซีซาร์ สคาลิงเจอร์ ที่รักใคร่สนิทสนมกันหนักหนา ครั้นนอสตราดามุสประสบปัญหาชีวิตส่วนตัว แทนที่จะช่วยยามตกยากตามประสาเพื่อนที่ดี กลับตีตัวออกห่าง ตัดไมตรีความเป็นมิตรกับนอสตราดามุสอย่างไม่มีเยื่อใย ทำให้นอสตราดามุสผิดหวังเสียใจเพิ่มขึ้นไปอีก
Share:

ไอ้ด่างคลองบางมุด

หากย้อนกลับไป 40 ปีที่แล้วสมัยที่เมืองไทยยังใช้เส้นทางน้ำเป็นทางสาย หลัก และบางแห่งก็มีจระเข้ชุกชุมตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ชาวบ้านทั่วไปมีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับน้ำ แต่จู่ๆกลับเกิดข่าวสะเทือนขวัญพาดหัวข่าวในหน้าหนัง สือพิมพ์ ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยเริ่มออกอาละวาดตั้งแต่ต้นเดือนกันยา ในคลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน จระเข้ตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก และดุร้ายถึงขั้นไล่กัดผู้คนที่เดินริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือหรือเดินเลาะริมตลิ่ง



ต่อมาในกลางเดือนกันยายน เย็นวันหนึ่ง นายอุดม ชาวบ้าน ต.นาขา ลงอาบน้ำในคลอง ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตา ต่อหน้าชาวบ้านนับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดมลอยขึ้นมา ปรากฏว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้อง
๒ – ๓ วันต่อมา นายอิน ชาวเขมรบ้านเดิมอยู่ จ.ตราด มาตั้งรกรากที่คลองบางมุด ได้นำเรือเล็กไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ขณะยืนตัดกิ่งจากอยู่ในเรือ จระเข้ยักษ์ได้พุ่งตัวขึ้นมาบนเรือคาบขานายอินตกลงไป ในน้ำ นายอินดิ้นและเกาะแคมเรือร้องให้ภรรยาซึ่งอยู่บนฝั่ง ช่วย เธอพยายามกระพุ่มน้ำและส่งเสียงไล่ แต่ไม่เป็นผล จระเข้ยักษ์ได้คาบนายอินจมหายลงไปใต้ท้องน้ำต่อหน้าต ่อตา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียวกับนายอุดม
ข่าวจระเข้ยักษ์อาละวาดกินคนไปแล้ว ๒ ศพแพร่กระจายไปทั่วชุมพร ส.ต.อ.บุญโชติ และครูสมพงษ์ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายอินผู้ตาย ถึงกับลาราชการเพื่อออกล่าจระเข้ล้างแค้นแทนเพื่อนโด ยร่วมกับนายแดง เจ้าของโรงสี โดยใช้เรือ ๒ ลำ ปืนและดินระเบิด
กลางเดือนตุลาคณะล่าจระเข้ยังออกควานหาตัวแต่ไม่มีวี ่แวว
กระทั่งบ่ายจึงใช้ระเบิดกระป๋องนมจุดโยนลงไปในน้ำถึง ๑๔ กระป๋อง ระเบิดติดต่อกันจนถึงกระป๋องสุดท้าย จระเข้ยักษ์ก็โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันพุ่งเข้าใส่เรื อลำหนึ่ง พร้อมกับอ้าปากกว้างงับแคมเรือจนขาดทะลุ นายแดงเจ้าของโรงสีซึ่งทำหน้าที่คัดท้ายเรือเสียหลัก ตกน้ำ จระเข้ยักษ์ว่ายรี่เข้าไปจะคาบนายแดง ตำรวจชุดติดตามล่าจึงพากันระดมยิงใส่ลำตัวจระเข้ยักษ ์ด้วยปืนเล็กยาวแบบ .๘๓ และปืนพก จระเข้ยักษ์จึงผละจากนายแดงจมหายไปทันที นายแดงจึงรอดหวุดหวิด
หลังจากถูกคณะไล่ล่าใช้ระเปิดกระป๋องนมและระดมยิงจนจ ระเข้ยักษ์อาละวาดฟาดหัวฟาดหาง ทำให้ชาวบ้านเห็นชัดว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอ
จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไอ้ด่าง” จากนั้นจระเข้ยักษ์เงียบหายไประยะหนึ่งกระทั่งวันที่ ๒๕ ตุลาคม สายตรวจ สภอ.หลังสวน ๒ นายออกตรวจพื้นที่โดยใช้เรือหางยาวแล่นไปตามคลองบางม ุด ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นและฝนตกพรำ ฉับพลันน้ำในคลองก็ปั่นป่วนและเกิดกระแสคลื่นลูกใหญ่ ด้วยความสงสัยจึงเหลียวดูรอบกาย และต้องตัวเย็นวาบเมื่อพบกับตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมาอย ่างอาฆาตมาดร้าย
เห็นเข้าก็รู้ว่ามันคือจระเข้ และมันกำลังว่ายตามเรืออยู่ ด้วยความตกใจทั้งสองจึงรีบเร่งเครื่องหนีทันทีโดยไม่ สนใจว่าจระเข้ยักษ์จะจมหายไปตอนไหน
จากการที่จระเข้ยักษ์อาละวาดไล่กัดกินคนจนประชาชนชาว คลองบางมุดนับพันครอบครัวต่างพากันเดือดร้อน จึงมีคำสั่งให้ตำรวจพลร่มหน่วย ” เสือดำ ” ๒ นายแห่งค่ายนเรศวร หัวหินเข้าร่วมกับราษฎรคลองบางมุดทำการออกล่าจระเข้ย ักษ์ โดยสมทบกับคณะล่าของ ส.ต.อ.บุญโชติ โดยตีวงตั้งแต่ปากอ่าวตะโกจุดหนึ่ง กับจากคลองบางมุดเข้าหากัน
ปลายเดือนตุลาคม นักล่าทั้ง ๒ คณะได้นำเรือชุดละลำหายออกจากปลายคลองบางมุดตั้งแต่เ ช้า เพื่อค้นหาจระเข้ยักษ์ โดยเรือของ “เสือดำ” พายล่วงหน้าไปก่อน ๑ คุ้งน้ำ จากนั้นนักล่าชุด ส.ต.อ.บุญโชติจึงออกติดตามไป การค้นหายังดำเนินต่อไปกระทั่งบ่ายก็ยังไม่พบ
จนเวลาเย็น ขณะที่เรือของตำรวจเสือดำ ผ่านถึงหมู่บ้านบางหมี กับบ้านทับซัน จนลับคุ้งน้ำไปแล้ว ไอ้ด่างก็ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ กลางคลองบางมุดจนเห็นชัดถนัดตา พอดีกับเรือ ส.ต.อ.บุญโชติและครูสมพงษ์ตามมา โดยมีนายหยึดเป็นคนแจวท้าย พอเห็นไอ้ด่างเท่านั้นครูสมพงษ์เร่งให้นายหยึดรีบแจว เรือเข้าไปเพื่อได้ระยะยิงหวังผล แต่นายหยึดกลัวจนตัวสั่นค้างอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งไ อ้ด่างจมลงไป พลาดโอกาสทองอย่างน่าเสียดาย
รุ่งขึ้นนายสุคนธ์ บ้านอยู่ปากอ่าวตะโก พายเรือขนานคู่กับเพื่อนบ้านซึ่งพายมาคนละลำ ทั้งสองคุยกันและหัวเราะเสียงดังเพื่อความเพลิดเพลิน ทันใดนั้น ไอ้ด่างก็โผล่ขึ้นมาในช่องกลางระหว่างเรือทั้งสองลำ โดยให้เห็นแค่ส่วนหัวและกลางหลัง คนขับเรือทั้งสองจึงรีบพายจ้ำหนีขึ้นฝั่งอย่างไม่คิด ชีวิต
ข่าวไอ้ด่างลอยตัวครั้งที่สองเช้าวันนั้น ครูสมพงษ์รู้เรื่องเข้าจึงขอแรงชาวบ้านนั่งห้างดักยิ งไอ้ด่าง โดยครูสมพงษ์กุมปืนไรเฟิล .๓๗๕ นั่งห้างอยู่ที่ต้นโกงกาง แล้วให้คนนำสุนัขไปผูกแพล่อ แต่ก็ไม่มีวี่แววไอ้ด่าง
พร้อมๆกับนักล่าทั้ง ๒ ชุดที่นำเรือออกล่าถึง ๔๘ ชั่วโมง ปรากฏมีนักล่าชุดที่ ๓ เป็นแขกชื่อนายหะหมัด อายุ ๖๕ ปี ผมขาวโพลนทั้งศรีษะ มาจาก ต. เขาสง ท่าชนะ โดยใช้วิธีบุกเดี่ยวลงเรือเล็กออกล่าด้วยตนเองโดยใช้ หอกเล่มเดียวซึ่งอ้างว่าเคยฆ่าจระเข้มาแล้ว ๑๕ ตัวด้วยหอกเล่มนี้ ขณะนี้นายหะหมัดยังคงลงเรือเล็กออกควานหาไอ้ด่างในคล องบางมุดทุกวัน
เนื่องมาจากการติดตามค้นหาล่าจระเข้ยักษ์ของตำรวจพลร ่มหน่วย “เสือดำ” คณะส.ต.อ.บุญโชติ อภิสนธิสมบัติ กับบังหะหมัด ซึ่งนักล่า ๓ คณะออกติดตามค้นหา ”ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ตั้งแต่วันที่ ๒๙ - ๓๑ตุลาคม กับวันที่ ๑ กันยายน ต้องประสบความล้มเหลว
จากความล้มเหลวในการล่าไอ้ด่างหลายสิบครั้งจนครั้ง
ล่าสุดความมุ่งมั่นในการล่าของ ๓ คณะติดตาม จระเข้ยักษ์ ได้เรียกขวัญชาวบ้านที่หวาดกลัวกลับคืนมาและร่วมมือก ันวางแผนประกาศขีดเส้นตายไอ้ด่าง ในการนี้กำนันตำบลปากตะโก กำนันตำบลบางน้ำขวาง และผู้ใหญ่บ้านคลองบางมุด ได้ร่วมมือประสานงานกับชาวบ้าน ๒๐๐ คน และระดมเรือที่จะใช้เป็นพาหนะปราบจระเข้ประมาณ ๑๐๐ ลำเศษ โดยได้ทำพิธีบวงสรวงกรมหลวงชุมพรขอไอ้ด่าง โดยมีจุดนัดพบคือหน้าโรงถ่านของนายจรัญ ปรกติ คหบดีใหญ่แห่งปากอ่าวตะโก อ.สวี
โดยมีแผนการล่าคือให้ผูกเรือเล็กเป็นแพ แพละ ๕ – ๖ ลำแยกย้ายไปเริ่มต้นจากในบาง ( คลองซอย ) ที่เป็นต้นน้ำ แล้วใช้ไม้กระทุ้งลงไปถึงพื้นน้ำ ไล่ไปทุกระยะจนถึงคลองใหญ่ ในคลองใหญ่จะมีกองเรืออีกขบวนหนึ่งใช้ไม้กระทุ้งไล่ม าจาก ๓ คลองคือ คลองบางมุด คลองน้ำขาว และคลองบางด้าน
จากนั้นยังมีกองเรือขบวนหลังไล่ตามใช้ไม้กระทุ้งจระเ ข้ที่กบดานอยู่ ให้หนีมุ่งออกไปยังปากคลองตะโก ที่บริเวณปากคลองกว้าง ๒๐ วานั้น ได้ขึงอวนขนาดใหญ่ปิดกั้นขวางทั้งคลอง และก่อนจะถึงกำแพงอวน มีการวางเบ็ดราวขึงจากหน้าดินสลับเป็นชั้นขึ้นมาถึงผ ิวน้ำ จระเข้ทุกตัวจะหนีการขับไล่ มารวมกันที่นี่และไม่มีทางรอดไปได้ ส่วนระยะทางจากปลายคลองถึงปากคลองตะโกที่เป็นเขตกวาด ล้างมีความยาวประมาณ ๙ กิโลเมตร
เรือทุกลำได้แยกย้ายออกกระทุ้งตั้งแต่ก้นคลองออกมาตา มแผนการที่วางไว้ เรือที่ผูกเป็นแพได้ใช้ไม้กระทุ้งลงไปถึงก้นคลอง จนพลบค่ำไม่ปรากฏว่าพบจระเข้แม้แต่ตัวเดียว ทั้งๆที่คลองตะโกกับคลองบางมุดเป็นแหล่งที่มีจระเข้ช ุกชุมมากที่สุด ทำให้แผนการกวาดล้างต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ส่วนสาเหตุของการล้มเหลวน่าจะเกิดจากการออกกวาดล้างอ ย่างหนักก่อนหน้านี้จากคณะล่าหลายกลุ่ม ประกอบกับช่วงนี้ระดับน้ำขึ้นสูง และน้ำเหนือไหลบ่าทำให้น้ำเชี่ยวกราก จระเข้น้อยใหญ่ถูกกวนจึงย้ายถิ่นหนีไปอยู่ที่อื่น
จากเหตุดังกล่าวทำให้พักการออกล่าจระเข้ยักษ์ไว้ชั่ว คราว จนกว่าน้ำจะลดสู่ระดับปกติ เพราะเชื่อว่าเมื่อระดับน้ำลดจระเข้จะหวนสู่ถิ่นเดิม แต่พรานใหญ่จาก อ.โคกโพธิ์ จ. ปัตตานี นำโดยนายประยูร คณาณุรักษ์ พร้อมกับคณะถ่ายภาพยนตร์ของไทย ที.วี ได้เดินทางไปบันทึกภาพ รวมทั้งบังหะหมัดผู้บุกเดี่ยวด้วย
สภาพคลองบางมุดในสมัยนั้น สองข้างทางมีป่าโกงกางสลับด้วยป่าจากเป็นระยะ ตอนบนของคลองแคบ แต่น้ำลึกไม่ต่ำกว่า ๓ วา ( ๖ เมตร ) บางแห่งเช่นทางโค้ง จะมีวังน้ำลึกซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่เป็นแห่งๆ นายยวย ภู่ไทย พรานใหญ่ผู้ลุกคลีกับจระเข้ที่หลังสวนตั้งแต่อายุ ๑๓ ต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลและสงวนพันธุ์จระเข้ที่บึงบ อระเพ็ด จ.นครสวรรค์
เผยว่าสาเหตุที่การล่าในวันดี – เดย์ล้มเหลวเพราะผู้ล่าไม่เข้าใจลักษณะนิสัยจระเข้ซึ ่งจะขึ้นผึ่งแดดบนฝั่งในเวลากลางวัน แต่คณะล่าควานหาตัวเฉพาะในน้ำ มิได้ครอบคลุมถึงบนฝั่งในป่าจาก
ขณะเดียวกัน นายมง สุวรรณสินธ์ หรือชาวบ้านเรียกลุงมง ผู้เฒ่าวัย ๖๐ เศษ ซึ่งมีที่พักริมคลองจากกึ่งกลางจุดเกิดเหตุครั้งแรกแ ละครั้งที่สอง เผยว่าจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อในการพิชิตจระเข้ยักษ ์ตัวนี้ หลังจากการตามล่าล้มเหลวมาตลอด ลุงมงได้กล่าวอีกว่าสมัยก่อนบริเวณแถบคลองบางมุดอุดม ไปด้วยจระเข้ แทบทุกปีต้องมีชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ ต่อมามีพวกญวนจากสุราษฎร์ มาจับเอาไปแล่ขาย ทำให้จำนวนลดลง
ท่ามกลางมรสุม และพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทยที่โหมทั้งฝนและลม ทำให้น้ำท่วมในเขตชุมพรและภาคใต้ขณะนี้ ข่าวร้ายได้เกิดขึ้นในคลองบางมุด อำเภอสวน ดินแดนจระเข้ยักษ์อีกครั้ง “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้อาละวาดลอยขึ้นมากันกินคนอีกในคลองเขา ปีบ เขตติดต่อระหว่างอำเภอหลังสวนกับอำเภอสวี
เมื่อตอนเช้าวันที่ ๑๘ พฤศจิกายนเวลา ๘ น.เศษ จระเข้ยักษ์ได้ลอยตัวขึ้นมาในคลองเขาปีบแล้วคาบนายช้ วน พิมาน ชาวบ้านในคลองเขาปีบดำหายไปในคลองเขาปีบ โดยชาวบ้านเพื้อเห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าเป็นไอ้ด่างแน ่นอน
การอาละวาดครั้งใหม่ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ที่ย้ายแหล่งใหม่จากคลองบางมุดครั้งนี้ คาดว่าจระเข้ยักษ์ตัวนี้ได้หหลบหลีกการกวาดล้างครั้ง ใหญ่ของวันดี-เดย์ ตลอดวันที่ ๖ เดือนนี้รอดไปได้ แล้วเข้าไปอยู่ในคลองเขาปีบซึ่งเป็นคลองแยกไปจากคลอง บางมุด และคลองตะโก โดยการกวาดล้างวันนั้นไปไม่ถึงคลองเขาปีบ ทำให้ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ได้แหล่งใหม่ในคลองเขาปีบอันสงบเงียบเป็น ที่ซุ่มซ่อนกบดานอยู่ตั้งแต่วันที่ ๖ เป็นต้นมา
จากการเปิดเผยของชาวบ้านปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน มีจระเข้ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลอยตัวขึ้นกลางคลองและบางที ก็ขึ้นฝั่งบนตลิ่ง ท้ำให้คลองเขาปีบที่เคยสงเงียบเพราะเป็นคลองไม่สู้กว ้างใหญ่นักต้องเป็นเขตอันตราย ยิ่งกว่านั้นจระเข้ใหญ่ตัวนี้ยังอาละวาดไล่หนุนกัดเร ือพายที่ผ่านเข้าไปในคลองเขาปีบ และไล่งับพายจนชาวบ้านไม่กล้านำเรือผ่านคลองเขาปีบอี กเลย
ต่อมาวันที่ ๑๗ กระบือของชาวบ้านลงไปแช่ในคลองถูกจระเข้ยักษ์ตัวเดีย วกันนี้ ใช้หางฟาดถูกตัวและกัดที่ขาหลังข้างซ้าย โดยจระเข้ยักษ์พยายามจะลากกระบือตัวนั้นลงไปในน้ำเสี ยงร้องของกระบือประกอบกับการปักหลักดื้อของมันทำให้เ จ้าของและชาวบ้านมาช่วยใช้ปืนระดมยิงลงไปในน้ำสกัดไว ้ จนจระเข้ยักษ์ต้องปล่อยเหยื่อตัวมหึมาไว้พร้อมกับดำน ้ำหนีไปซ่อนในบริเวณวังน้ำ
ในตอนเช้าวันนั้น เวลาประมาณ ๔ น.เศษ นายช้วน พิมาน บ้านอยู่ริมคลองเขาปีบ ต.ทุ่งตะไคร้ บ้านหัวท่า ได้ออกจากบ้านไปตัดกล้วยมาเลี้ยงหมู และเพื่อไปซื้อเนื้อควายที่ถูกไอ้ด่างกัดเมื่อวันที่ ๑๗ มาทำอาหารด้วย
ในขากลับนั้น นายช้วนแบกต้นกล้วยเดินข้ามคลองเขาปีบตรงบริเวณนั้นก ว้างเพียง 2 วาเท่านั้น อีกมือหนึ่งของนายช้วนหิ้วเนื้อควายมาด้วยขณะที่นายช ้วนซึ่งแบกต้นกล้วยเดินท่องน้ำที่กำลังขึ้นท่วมสะพาน ลึกถึงเข่า เดินมาถึงกลางคลองพอดี
จระเข้ยักษ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่ในร่องน้ำบ่าจากริมคลองก็ พุ่งตัวราวกับลูกธนูเข้าใช้ปากอันกว้างใหญ่ กัดเข้าตรงเข่านายช้วนแล้วลากลงใต้น้ำทันที
นายช้วนได้ร้องขอความช่วยเหลือดังทั่วบริเวณ 2 ฝากคลองทำให้ชาวบ้านและญาติพี่น้องออกมาช่วยเหลือ
แต่ไอ้ด่างนำนายช้วนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปขัดไว้ใต้ รากไม้ริมตลิ่งเสียแล้วสักครู่หนึ่งไอ้ด่างจึงลอยตัว ขึ้นมาอีก ทำให้ชาวบ้านออกติดตามจับความเคลื่อนไหวของมันได้ ทุกระยะจนกระทั่ง “ไอ้ด่าง” ดำน้ำลงไปกบดานอยู่ในแอ่งน้ำลึกถึง ๒ ช่วงตัวคนซึ่งเป็น “วัง” ของมัน
ญาติของนายช้วนได้เดินทางเข้าตัวจังหวัดชุมพร โดยนำข่าวไปบอกกับ ส.อ.ห้วง พิมานกับ ส.อ.จำนง พิมาน ญาติของนายช้วนซึ่งเป็นทหารประจำค่ายทหารบกชุมพร
พอได้รับข่าวร้ายเท่านั้น ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ.จำนง พิมาน ได้รายงานผู้บังคับบัญชาขอลาและขออนุมัติติดตามล่าจร ะเข้ยักษ์โดยใช้อาวุธ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีคำสั่งอนุญาต
ในการออกเดินทางครั้งนี้นอกจาก ส.อ.ห้วง พิมาน กับ ส.อ. จำนง พิมานแล้ว ได้มีผู้ร่วมเดินทางไปปราบจระเข้ยักษ์อีก ๔ คน คืน ร.ท.ลิขิต จันทโรทัย ร.ท.มาโนช เขียนยาคำ ส.อ.ละออ นาคจิตติ และส.อ.ช่วน แปลงรอด โดยไปถึงเมื่อเวลา ๑๒ น.เศษ
ขณะที่คณะล่าจระเข้ไปถึงได้พบว่า ชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืน และฉมวกกำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน ตีแนวขนานทั้ง 2 ฝั่งคลองเขาปีบอย่างชุลมุน ซึ่งในที่สุดได้ค้นพบศพนายช้วนอยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่ง ถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ลากไปขัดไว้ และไม่มีทางที่จะดึงออกมาได้ ต้องให้นักประดาน้ำดำลงไปใช้เชือกผูกศพแล้วใช้คนกว่า ๒๐ คนดึงอยู่พักใหญ่จึงลากศพนายช้วนมาได้
ปรากฏว่าศพนายช้วนไม่มีส่วนใดเหลือเป็นชิ้นดีให้เห็น เลยเพราะถูกจระเข้กัดกินด้วยความหิวกระหายกับถูกรากไ ม้ครูดจนจำแทบไม่ได้ ทุกคนได้แต่สังเวชและอนาถใจไปตาม ๆ กัน
จากแหล่งที่พบศพของนายช้วนนั้นเอง คณะนักล่ากับชาวบ้านจึงรู้ว่า เป็นบริเวณแอ่งน้ำลึกหรือวังจระเข้เก่าที่ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ใช้เป็นที่หลบซ่อนและกบดานอยู่ในวัง
พอรู้แหล่งซ่อนของจระเข้ยักษ์ คณะนักล่าแห่งค่ายทหารบกชุมพรได้ให้ชาวบ้านทุกคนหลบซ ุ้มอยู่บนตลิ่งแล้วใช้ระเบิดซี .3 หย่อนลงไปในบริเวณวังจระเข้ยักษ์เป็นนัดแรก
เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับน้ำพุ่งเป็น ลำขึ้นสูงเทียมยอดตาลกลางลำน้ำ พอสิ้นเสียงระเบิดและสงบลงแล้วไม่ปรากฎว่ามีสิ่งหนึ่ งสิ่งได้ลอยขึ้นมาเลย
จากนั้นอีก ๑๐ นาที ส.อ.ห้วงได้ตัดสินใจทิ้งระเบิดซี.๓ นั้นที่ ๒ ตามลงไปในวังน้ำลึกนั้นอีกเสียงระเบิดครั้งที่ ๒ นี้เองทำให้ทุกคนเห็นพรายน้ำผุดขึ้นแล้ววิ่งพุ่งเป็น ทางจากจุดระเบิดเหนือวังไปตามลำคลองด้านเหนืออย่างรว ดเร็ว “นั่นไอ้ด่าง หนีไปแล้ว”
เสียงคนร้องบอก ทำให้คนนับร้อยและคณะล่าจระเข้วิ่งไล่ตามทั้งสองฝั่ง คลองไปอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งทุกคนเหนื่อยหอบ และได้พบว่าพรายน้ำผุดเป็นทางนั้นไปหยุดที่ริมตลิ่งท ี่มีน้ำลึกแค่เอว แต่ก่อนที่ใครจะทำอะไรต่อไป ส.อ.ห้วงได้สั่งให้ทุกคนหนีขึ้นตลิ่งก่อนแล้ว ส.อ.ห้วงได้ปีนขึ้นต้นตาตุ่มริมคลอง พร้อมเหวี่ยงระเบิดซี .๓ นัดที่ ๓ ลงไปในน้ำตรงบริเวณที่พรายน้ำวิ่งมาหยุดตรงนั้น
การระเบิดครั้งที่ ๓ นี้ได้ผล เพราะแรงระเบิดตกถูกเป้าหมาย เป็นผลให้ส่วนหางของจระเข้โผล่ขึ้นก่อนลอยกระเพื่อมต ามกระแสน้ำ บอกให้รู้ถึงการสิ้นอิทธิฤทธิ์ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แล้ว
ทันใดนั้น ส.อ. จำนงได้ใช้ฉมวกพุ่งลงไปกลางส่วนหลังของไอ้ด่าง ซึ่งทำให้มันดิ้นพลิกขึ้นมาให้เห็นทั้งตัวแต่มันไม่ส ามารถจะอาละวาดต่อไปได้อีกแล้ว เพราะกระดูกสันหลังของมันหักด้วยอำนาจของแรงระเบิดซี .๓ ชาวบ้านจึงช่วยกับเอาเชือกมัดพันธนาการตัว “ไอ้ด่าง” และลากจระเข้จอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งไอ้ด่างอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มที่
จากนั้นคณะล่าจระเข้ได้ใช้เชือกลากจระเข้ยักษ์จากคลอ งเขาปีบมุ่งไปยังตลาดอำเภอสวี แต่ระหว่างที่ลากมาในคลองนั้น “ไอ้ด่าง” ก็พลิกท้องบอกถึงการจบชีวิตปิดฉากอันโหดเหี้ยมของมัน เสียก่อน
มีผู้เชื่อว่าจระเข้ที่เคยปรากฏเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเป็นตัวเดียวกับไอ้ด่าง เกี่ยวกับประวัติความดุร้ายของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์กินคนละแวกคลองบางมุดและคลองเขาปีบมี นายอุดม , นายอิน , นายเต็ก, นางรัด ,ด.ช.เลือน ทองมาก และนายช้วน พิมานเป็นศพที่ 6
โดยจระเข้ยักษ์ที่อาละวาดตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ - ๒๕๐๐ ที่คลองเขาปีบโดยถูกกัดจนได้รับบาดเจ็บ ๕ คนคือสิบเอกห้วง พิมาน นายเฉียน พิมาน และนายสาย พวงมาลัย นายจวง และนายนิกูล เสียชีวิต ๑ รายคือนายจ๊ง
สำหรับลักษณะของจระเข้ยักษ์ที่เรียกกันว่า “ไอ้ด่าง” นั้นเพราะเป็นจระเข้พันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” ซึ่งเป็นจระเข้ตีนเป็ด หรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำเมื่อมสนิทมีสีขาวที่คอและตามตัวเวลามันโผล่ลอย ตัวขึ้นมาเหนือน้ำนั้นจะมองเห็นสีขาวพาดที่บริเวณคอ
ซากไอ้ด่างถูกนายไห้ แซ่เซ็งซื้อตัวไปในราคา ๒๓,๐๐๐ บาท ทำให้องค์การสวนสัตว์ชวดได้ตัวไอ้ด่าง
จากการวัดจากซากของไอ้ด่าง มีความยาวจากหัวถึงหาง ๔.๒๕ เมตร รอบตัว ๑.๗๕ เมตร เล็กกว่าถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร ๗ นิ้ว จากหัวถึงคอ ๒๕ นิ้ว อ้าปากกว้าง ๒๐ นิ้ว
การชำแหละไอ้ด่างเพื่อทำสต๊าฟฟ์ไว้ เมื่อผ่าลงไปในท้องก็พบกระดูกในท้องไอ้ด่างมากมาย และยืนยันได้ว่ากินคนแน่
ปรากฎว่าหลังจากการผ่าชำแหละซากแล้ว ได้พบแผลเห็นได้อย่างชัดเจนในซาก ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์ดังนี้
ขาหน้าด้านขวาถูกกระสุนปืนลูกโดดฝั่งในด้านซ้ายของลำ ตัว เนื้อเละไปทั้งแถบ คอด้านขวาเป็นรูเน่า ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์พบจุดจบ ส่วนสันหลังบริเวณกว้างยาว ๑ ศอก ยุ่ยเป็นรอยไหม้ซี่โครงหักหลายซี่ เพราะถูกแรงระเบิดซ้ำซากหลายครั้งอย่างไม่ปราณี
โดยเฉพาะเมื่อผ่าแหวะส่วนกระเพาะของจระเข้ยักษ์แล้ว ทำให้นายบุญถึง และเจ้าหน้าที่ ๑๐ กว่าคนต้องตะลึงเมื่อพบว่า นอกจากเศษอิฐ เศษหินแล้ว ยังพบหัวกระโหลกมนุษย์ถึง ๒ หัวยังอยู่ในสภาพมีเศษผมติดกับหนังศรีษะอยู่ นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของมนุษย์ในกระเพาะจระเข้ตัวน ี้อีกมีกระดูกส่วนขากับสะบ้าจากเข่าคน กับมีตะขอเหล็กขนาดใหญ่อีก 1 ตัว ด้วย
จากการพบส่วนกระโหลกศรีษะของมนุษย์ถึง 2 หัวในท้องจระเข้ยักษ์ตัวนี้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าจระเข้ตัวนี้เป็น “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แห่งคลองบางมุดแน่
สำหรับส่วนกระโหลก 2 ชิ้นนี้ แสดงว่า ‘ไอ้ด่าง’ จระเข้ยักษ์ได้กินคนมาแล้ว 2 คน นอกจากการกัดกินคนอื่น ๆ ซึ่งไอ้ด่างเลือกกินเฉพาะส่วนท้องเท่านั้น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า จระเข้ยักษ์ตัวนี้ต้องกินคนมาก่อนหน้านี้
Share: